ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 890 ข้าถึงได้บอกว่าท่านแม่ลำเอียง
ฝ่ายสามีใจเต้นระรัว
อย่าเห็นว่าเขาเป็นพ่อคนแล้ว แท้จริงเขาแต่งงานมาแล้วหลายปีแต่กลับเก็บเงินได้เพียงไม่กี่เหรียญ
ไม่มีหนทางอื่น นอกจากติดตามบิดาไปหาเงิน ทั้งอาหารและเสื้อผ้าล้วนตกอยู่ในการควบคุมของมารดา เขาไม่มีโอกาสใช้เงินและไม่รู้ว่าจะหาเงินมาจากไหน
ทันทีที่ได้ยินภรรยาเล่าว่าแอบไปหางานลับหลังมารดา มีหรือที่เขาจะไม่ตื่นเต้น
เพียงแค่เขากังวลไม่ต่างกับภรรยา “หากท่านแม่รู้เข้าจะทำอย่างไร”
“เฮ้อ…” ภรรยาเขาถอนหายใจ “ข้าเองก็ไม่รู้ ลองดูกันก่อนเถิด”
“คงต้องเป็นเช่นนั้น” เขาเอ่ยทว่าในใจยังวิตก พรุ่งนี้ค่อยบอกบิดาให้ช่วยหาทางก็แล้วกัน
ช่วงนี้มารดากระทำการหนักข้อขึ้นทุกวัน หากเขากับบิดาไม่หาทางแก้ไขในภายภาคหน้าสถานการณ์คงมีแต่จะเลวร้ายลง
อีกด้านหนึ่งเย่อวี๋หรานเองก็รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้จากปากหลี่ซื่อและจูปาเม่ยเช่นกัน
นางไม่สนใจเรื่องหญิงปากสว่าง ทว่าข่าวที่ขานางอาการดีขึ้นนั้นหลุดออกไปตามที่นางต้องการแล้ว
สิ่งที่เรียกว่า ‘พ่อค้า’ แท้จริงเป็นเรื่องโป้ปด เป็นสกุลจูที่งานล้นมือจึงต้องการหาคนงานมาช่วยเหลือ
ทว่าพวกเขาเป็นครอบครัวเกษตรกรรมจึงไม่กล้าออกหน้าเอง ภายหลังอาศัยชื่อเสียงของพ่อค้าที่เลื่องลือปลอมแปลงเจ้าของกิจการขึ้นมาเป็นผู้ออกหน้าว่าจ้างผู้คน
วันรุ่งขึ้นชาวบ้านหมู่บ้านสกุลจูทานอาหารเที่ยงเสร็จแล้วก็มารวมตัวกันหน้าบ้านสกุลจู
เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสเองก็ถูกเชิญมาด้วย พวกเขานั่งลงแล้วพูดเพียงไม่กี่คำ
จากนั้นเย่อวี๋หรานจึงกล่าวอีกเล็กน้อยค่อยให้จูปาเม่ยมาอธิบายการทำงานและกฎระเบียบต่าง ๆ
เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ทำเรื่องทำนองนี้ เย่อวี๋หรานจึงมีส่วนร่วมไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานและกฎระเบียบต่าง ๆ นางล้วนเป็นผู้ช่วยร่างขึ้นมา
หลังดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว จูปาเม่ยกับหลี่ซื่อก็ทำความเข้าใจ เพราะทั้งสองเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องนี้
ตอนที่ตัดสินใจแบบนั้น หลินซื่อยังขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง นางแอบไปบ่นกับหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย “ท่านแม่ลำเอียงเกินไปแล้ว นางมอบหมายให้ปาเม่ยข้ายังเข้าใจได้ แต่ให้พี่สะใภ้สี่ทำทุกอย่างเช่นนี้แล้วเราที่เหลือจะทำอะไร เหลือสิ่งใดให้เราทำบ้าง พากันไปทำงานให้พี่สะใภ้สี่อย่างนั้นหรือ ทำไมเราต้องทำอย่างนั้นด้วย?”
“พี่รอง ท่านอยากรับหน้าที่นี้หรือ?” เมื่อหลินซื่อเม่ยได้ยินจึงรีบแนะ “พี่รอง ไม่ว่าใครจะได้รับหน้าที่นี้มันก็ไม่ตกมาถึงมือท่านหรอก อย่าได้คิดเรื่องนี้เลย”
“เหตุใดจึงไม่มีทางตกมาถึงมือข้า? พี่สะใภ้ใหญ่ดูแลกระต่าย พี่สะใภ้รองเลี้ยงอู๋เป่า พี่สะใภ้สี่มีหน้าที่ทำบัญชี แล้วข้าเล่า?” หลินซื่อถามกลับ “ข้าทำอะไร? ข้าไม่ได้มีหน้าที่อะไรเลย ท่านแม่เพียงไม่โปรดปรานข้าไม่ใช่หรือ?”
“พี่รอง ท่านคงไม่ได้พูดเช่นนี้ต่อหน้าสามีหรอกใช่ไหม?”
“โธ่ ข้ารู้น่า ข้าจะพูดเช่นนี้ต่อหน้าเขาได้อย่างไร หากข้ากล่าวถึงมารดาเขาเสีย ๆ หาย ๆ ทุกวันเขาคงได้โกรธข้าอีกแน่ เรื่องนี้พวกเจ้าเตือนข้าแล้ว ข้าไม่ได้โง่เขลาเสียหน่อย”
หลินซานเม่ยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก “พี่รองจะโง่เขลาได้อย่างไร เพียงแค่บางครั้งไม่เห็นสามีเป็นคนนอกมากเกินไป ถึงได้พูดทุกอย่างจากใจจริงกับเขา พี่รอง ท่านต้องระวังคำพูดให้มากกว่านี้ บางเรื่องควรพูดตรง บางเรื่องควรพูดอ้อม พูดให้ชัดเจนว่าท่านไม่มีเจตนาอื่น พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่โจมตีผู้คน…”
“ก็ได้ พอเสียที เป็นเช่นนี้ทุกครั้งไป ข้าอ้าปากพูดเจ้าก็เริ่มสั่งสอนข้า แล้วข้าพูดอะไรได้บ้าง” หลินซื่อเหลืออด “ข้ารู้แล้ว พวกเจ้าไม่ได้เป็นคนสกุลจูแต่ทำตัวเป็นคนสกุลจูไปแล้ว”
“พี่รอง…” หลินซื่อเม่ยจนปัญญา “ท่านพูดเหลวไหลเช่นนั้นไม่ได้ ภายภาคหน้าข้ากับซานเม่ยต้องตบแต่งออกไปและจะไม่ใช่คนสกุลจูอีก หากเรื่องนี้หลุดไปถึงหูคนอื่นจะคิดว่าเราคิดไม่ซื่อกับพี่น้องของพี่เขยได้”
“ข้าหมายความว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพวกเจ้าก็เข้าข้างสกุลจูต่างหาก นอกจากเรื่องที่เจ้าไม่ได้ใช้สกุลจูแต่ใช้สกุลหลิน ข้าก็ไม่เห็นว่าเจ้าจะไม่ใช่สมาชิกสกุลจูตรงไหน เทียบกับพวกเจ้าแล้ว ข้าเหมือนคนนอกมากกว่าเสียด้วยซ้ำ”
“พี่รอง ท่านไม่ได้อิจฉาหรอกใช่ไหม?” หลินซานเม่ยยิ้มเจ้าเล่ห์ “อย่าอิจฉาไปเลย สุดท้ายใครเป็นคนในคนนอกเราล้วนรู้แก่ใจไม่ใช่หรือ? หากซื่อเม่ยกับข้าคิดว่าท่านเป็นคนนอกจริง ๆ เราคงไม่นำเงินสินเดิมของเราให้ท่านเอาไปซื้อที่ดิน”
เมื่อหลินซื่อเห็นใบหน้าแย้มยิ้มนั้นก็โกรธไม่ลง
เดิมทีนางไม่ได้โกรธน้องสาวอยู่แล้ว เพียงเพราะบุ่มบ่ามพูดออกไปจึง ‘หงุดหงิด’ ไปชั่วขณะ
นางเอื้อมมือมาดีดหน้าผากหลินซานเม่ยพลางเอ่ยว่า “เจ้านี่นะ… อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้ารวมหัวกัน ไม่รู้ว่าแอบไปซุบซิบอะไรกันทั้งวันตอนข้าไม่อยู่ ถ้อยคำเหล่านี้ข้าพร่ำบ่นต่อหน้าเจ้า ไม่กล้าไปพูดให้คนนอกฟังเด็ดขาด กลัวว่าหลุดออกไปแล้วจะทำให้พี่เขยกับแม่สามีไม่พอใจเอาได้ พวกเจ้าก็เช่นกัน รวมถึงหลานทั้งสามคนด้วย ตอนนี้ยังต้องพึ่งพาสกุลจูเพื่อเลี้ยงดูพวกเขา หากพวกเขาไม่พอใจแล้วเราจะอยู่สบายได้อย่างไร”
“พี่รองคิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว” หลินซานเม่ยกล่าว “อันที่จริงซื่อเม่ยเป็นห่วงท่านมาก สิ่งที่นางพูดนั้นมีเหตุผล ท่านยังมีพี่สะใภ้อีกสามคน บางสิ่งอย่างการบริหารจัดการคนอาจไม่ตกมาถึงมือท่าน ต่อให้พวกนางสามคนสลับสับเปลี่ยนกันก็ตาม นอกเสียจากพวกนางต่อแถวแล้วยังมีที่ว่างเหลือ เมื่อนั้นจึงจะเป็นโอกาสของท่าน”
“เฮ้อ…” หลินซื่อถอนหายใจ “ข้าถึงได้บอกว่าท่านแม่ลำเอียง พี่สะใภ้สี่มีหน้าที่แล้วนางก็ยังมอบหมายหน้าที่ให้”
“ข้ากลับคิดว่าแท้จริงแล้วมีเหตุผลที่จูต้าเหนียงมอบหมายหน้าที่นี้ให้พี่สะใภ้สี่” หลินซื่อเม่ยกล่าว “พี่รอง ท่านทบทวนตัวเองดู ใครเป็นคนจัดการดูแลเรื่องภายในบ้านนี้”
“ไม่พี่สะใภ้ใหญ่ก็เป็นพี่สะใภ้สี่…”
“ปกติจูต้าเหนียงมักให้พี่สะใภ้ใหญ่ออกหน้าเมื่อเป็นเรื่องสำคัญ ในขณะที่บางวาระที่ต้องการจัดการกับผู้คนและไม่จำเป็นต้องใช้สถานะ ‘สะใภ้ใหญ่’ นางมักเรียกใช้พี่สะใภ้สี่ เรื่องการรับคนงานไม่ใช่เพียงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับสกุลจู แต่ยังเป็นครั้งแรกอีกด้วย จูต้าเหนียงเกรงว่าจะเกิดเหตุผิดพลาด ไม่แปลกที่นางจะมอบหมายงานนี้ให้พี่สะใภ้สี่” หลินซื่อเม่ยอธิบายต่อ “คิดดูเถิดพี่รอง เรื่องนี้ไม่เพียงต้องรับมือกับชาวบ้าน ต่อไปยังต้องจัดการกับคนนอกอีก หากคนเหล่านั้นทำงานไม่ดีพอก็มีเรื่องวุ่นวายมากมายให้ต้องสะสาง เกิดเหตุผิดพลาดเพียงนิดก็อาจวุ่นวายใหญ่โตได้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านั้นจูต้าเหนียงจึงต้องให้พี่สะใภ้สี่รับหน้าที่นี้”
หลินซื่อยิ่งสลดหดหู่ “เช่นนั้นในสายตาเจ้า ข้าก็เป็นคนไร้ประโยชน์อย่างนั้นหรือ?”
“ไม่จริง พี่รอง ท่านเองก็มีข้อดีอย่างหนึ่ง พี่สะใภ้รองก็มีข้อดีอย่างหนึ่ง เทียบกันไม่ได้”
“แล้วข้ามีข้อดีตรงไหน?”
“ถึงอย่างไรสำหรับเราพี่รองก็ดีที่สุดอยู่แล้ว” หลินซานเม่ยยืนกรานเสียงแข็ง
หลินซื่อไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ “ข้าเองก็อยากจะโกรธเจ้า แต่ใครใช้ให้ข้าเป็นพี่รองของเจ้ากัน เจ้าไม่มีใครนอกจากข้าแล้วนี่นะ”
“พี่รอง ไม่ว่าท่านจะดีหรือไม่ก็ไม่ควรมาถามเรา ท่านควรไปถามพี่เขยต่างหาก คิดดูสิ หากท่านไม่ดีแล้วเขาจะมาแต่งงานกับท่านทำไมกัน” หลินซื่อเม่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “บ้านใกล้เรือนเคียงมีหญิงสาวมากมาย ทำไมเขาถึงได้เลือกท่านเล่า”