ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 889 ต่อให้นางมีรายได้
เมื่อคนอื่นได้ยินเช่นนั้นก็แปลกใจ พวกเขาพลอยยินดีขึ้นมา “สะใภ้สี่จู ขาแม่สามีของเจ้ายังสามารถรักษาหายได้จริงหรือ!”
“แม้เราจะไม่ใช่หมอ ไม่รู้ว่าสุดท้ายจะหายดีได้หรือไม่ แต่ขานางก็กลับมามีความรู้สึกแล้ว” หลี่ซื่ออธิบาย “เดิมทีเราคิดว่านางจะเดินเหินไม่ได้อีก เพราะท่านหมอบอกไว้ว่านางล้มแรงมากจนขาไร้ความรู้สึก กระดูกและเส้นเอ็นตรงนั้นไม่ดี ไขข้อจึงไม่มีความรู้สึกไปด้วย เมื่อไม่มีความรู้สึกจึงเดินไม่ได้… ทว่าตอนนี้กลับมามีความรู้สึกแล้ว ตามคำของท่านหมอ ไขข้อของท่านแม่ก็น่าจะฟื้นตัวแล้วไม่ใช่หรือ ในเมื่ออาจฟื้นตัวได้ ขาก็คงฟื้นตัวกลับมาได้ไม่ใช่หรือ หากเป็นเช่นนั้นนางก็คงสามารถเดินได้…”
“จริงหรือ ดียิ่งนัก!”
“ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้เรากังวลกันว่าจูต้าเหนียงสุขภาพแข็งแรงมาตลอด นางขาหักจึงออกไปไหนมาไหนไม่ได้ อยู่แต่บ้านนางคงเบื่อหน่าย”
“เมื่อวานข้าเพิ่งคุยกับสามีข้าว่าควรหากิจกรรมให้จูต้าเหนียงออกไปทำบ้าง”
“ได้ยินเจ้าพูดเช่นนี้แล้ว นางก็คงอาการดีขึ้นแล้ว เราเองก็โล่งใจ”
……
ทุกคนได้ฟังคำของหลี่ซื่อแล้วก็ยินดี พากันกล่าวว่ามันเป็นข่าวดี จึงอดที่จะป่าวประกาศให้คนทั้งหมู่บ้านรับรู้ไม่ได้
ก่อนหน้านี้พวกเขายังวิตกกันว่าหากหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่อาจเดินเหินได้อีก นางยังจะต้องมีชีวิตอยู่อีกตั้งกี่ปีกัน
ความกังวลนี้มีเหตุผลอยู่ คนเราเมื่อขาหักหรือเจ็บป่วยยามแก่ตัวก็มักกระทบกระเทือนจิตใจได้ง่าย เมื่ออารมณ์ไม่ดีย่อมทำให้ร่างกายเสื่อมลงไปด้วยได้
จากนั้นคงอยู่ได้เพียงไม่กี่ปีก็ต้องล่วงลับไป
เย่อวี๋หรานอาจยังอายุไม่มาก ทว่านางก็เป็นย่าคนแล้ว ทั้งยังมีผู้หญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับนางหลายคนที่สิ้นลมไป
ใครเล่าจะรู้ว่านางจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเพียงใด
นางคงไม่อาจเป็น ‘กรณีพิเศษ’ ได้ไม่ใช่หรือ?
เจ้าที่เจ้าทางอย่างกานอี้เซียนคิดในใจ ‘นางเป็นกรณีสุดพิเศษในอาณาเขตของข้าต่างหาก’
ทุกคนย่อมยินดีกัน มีเพียงหญิงปากสว่างที่เป็นข้อยกเว้น
กว่าจะได้โอกาสเพียงเศษเสี้ยวนั้นไม่ง่าย กลับกลายเป็นว่าขาของหญิงเฒ่ากลับกำลังจะหายดี ในภายภาคหน้านางจะเทียบชั้นได้อย่างไร
อารมณ์ไม่ดีพลันฉายชัดออกทางสีหน้า
หญิงปากสว่างพูดขึ้นว่า “ไม่ใช่ว่าแม่สามีเจ้าจะไม่อาจหายดีดังเดิมหรอกหรือ”
หลี่ซื่อไม่ทันได้ต่อว่า ชาวบ้านคนอื่นก็ตวาดขึ้นก่อน “นี่ หญิงปากสว่าง พูดอะไรของเจ้า ที่บอกว่าจูต้าเหนียงไม่อาจหายดีดังเดิมหมายความว่าอย่างไร จูต้าเหนียงอาการดีขึ้นไม่ถือเป็นเรื่องดีหรือ เจ้าไม่คิดว่าพอขานางไม่หายดีแล้วต้องอยู่แต่ที่บ้านทั้งวันจะไม่เบื่อหน่ายบ้างหรืออย่างไร”
“หญิงปากสว่าง ต่อให้เจ้าบาดหมางกับจูต้าเหนียงก็ไม่ควรสาปแช่งคนอื่นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?”
“ใช่แล้ว หญิงปากสว่าง เจ้าทำตัวใจดำเพียงนี้ไม่ได้ ทั้งที่ยังต้องพึ่งพาสกุลจูเพื่อเก็บแป้งมันเทศมาขายอยู่แท้ ๆ”
……
ผู้คนพากันดุด่า
หญิงปากสว่างคับแค้นใจและตั้งท่าจะเอ่ยปากพูดบางอย่าง ทว่านางมีปากเดียวจึงไม่อาจเถียงสู้คนมากมายได้
นางโกรธเสียจนอ้าปากจะตอกกลับอยู่หลายครั้งแต่ก็ถูกโต้กลับ
“หุบปากไปเสีย! พวกเจ้ามัน…”
นางถือถุงแป้งมันเทศเดินฟึดฟัดกลับบ้านไป
จูหย่งหนิงเห็นนางกลับมามือเปล่าก็แปลกใจ “เจ้าไม่ได้ไปขายแป้งมันเทศหรือ เหตุใดจึงกลับมามือเปล่าเล่า?”
“ข้าเองก็อยากขาย แต่คนสกุลจูมองข้าในแง่ร้าย เห็นว่าข้ามาหาเรื่อง จึงถ่วงเวลาไม่ยอมรับซื้อ แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรได้ ข้าโมโหจะแย่อยู่แล้ว!” หญิงปากสว่างโยนถุงแป้งลงกับพื้นแล้วโวยวายเป็นฟืนเป็นไฟ “ข้าไม่สนใจแล้ว ท่านไปจัดการเองก็แล้วกัน”
สุดท้ายนางยังไม่สามารถตัดใจจากเงินค่าแป้งมันเทศได้ ทำได้เพียงโยน ‘หน้าที่’ นี้ให้จูหย่งหนิง
ที่นั่นมีแต่สตรีต่อแถวกัน จูหย่งหนิงย่อมไปด้วยตนเองไม่ได้ เขาจึงเรียกใช้ลูกสะใภ้ไปแทน
ฝ่ายสะใภ้จนใจและได้แต่ละมือจากงานที่ทำอยู่ “เจ้าค่ะ ท่านพ่อ”
นางจำใจขานรับแล้วถือถุงแป้งมันเทศที่ถูกโยนไว้กับพื้นเดินออกจากบ้านไป
เฮ้อ… มีแม่สามีเช่นนี้แล้วนางจะทำอย่างไรได้
เมื่อก่อนครอบครัวฝ่ายแม่ยินดีที่นางไม่ได้แต่งเข้าครอบครัวจูเหล่าโถว ไม่เช่นนั้นอาจต้องเผชิญหน้ากับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์อย่างจูต้าเหนียงแล้วจะอยู่ไม่ได้
เพียงไม่กี่ปีให้หลังครอบครัวนางกลับเปลี่ยนความคิดแล้วนึกเสียดาย ‘หากเจ้าแต่งงานกับลูกชายจูต้าเหนียงคงดีกว่า’
ใช่แล้ว หากตอนนั้นนางแต่งงานกับลูกชายจูต้าเหนียงคงจะดีกว่าไม่ใช่หรือ?
แม้ว่าจูต้าเหนียงจะอารมณ์ร้ายไปบ้าง นางก็ไม่ได้โกรธโดยไร้เหตุผล สิ่งสำคัญที่สุดคือนางสามารถทำให้ครอบครัวลืมตาอ้าปากได้
สะใภ้ของหญิงปากสว่างถือถุงแป้งมันเทศมาต่อแถวด้านหลังเงียบ ๆ
บางคนหันมามองนางแต่ไม่ได้พูดสิ่งใด
เพียงครุ่นคิดว่ามีหรือที่หญิงปากสว่างจะพลาดโอกาสทำเงินนี้
เพียงแค่หญิงปากสว่างผู้นี้ช่าง…
ลูกสะใภ้ที่น่าสงสารยังต้องมาคอยตามล้างตามเช็ดให้อยู่เป็นนิจ
“ลงชื่อไหม?”
ลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างมาถึงโต๊ะที่จูปาเม่ยนั่งอยู่ นางไม่ทันได้รู้เรื่องก็ได้ยินจูปาเม่ยถาม
นางชะงักด้วยความลังเล
“จะลงชื่อหรือไม่ ลงชื่อได้ครอบครัวละคนเท่านั้น หากมีคนในครอบครัวเจ้าลงชื่อแล้วเจ้าก็ลงชื่ออีกไม่ได้” เมื่อเห็นนางไม่ตอบ จูปาเม่ยก็เงยหน้าขึ้น “เจ้านี่เอง! ครอบครัวเจ้ายังไม่ได้ลงชื่อ เจ้าต้องการลงชื่อหรือไม่?”
“ข้า… ลงชื่อได้หรือ?” อีกฝ่ายถามเสียงค่อย
“ทำไมจะไม่ได้ ครอบครัวเจ้ายังไม่ได้ลงชื่อกัน ยังมีที่ว่างอยู่ เจ้าไม่ต้องการมีรายได้หรือ?” จูปาเม่ยนึกเห็นใจจึงกล่าวแนะนำ “ขอเพียงมีเงินในมือ คำพูดของเจ้าก็จะมีน้ำหนัก หรือหากมีเงินก็ยังซื้อของให้ลูกชายเจ้าได้”
ลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างคล้อยตาม ทว่านางคิดว่าต่อให้ตนเองมีรายได้ก็อาจถูกแม่สามีริบไปจึงลังเลใจ
“หากกังวลว่าจะมีคนมาแทนที่เจ้าก็ไม่ต้องกังวลไป เรารับคนตามชื่อ เจ้าเป็นผู้ลงชื่อเองและมาทำงาน เงินค่าแรงล้วนไปตกที่เจ้า” จูปาเม่ยยืนกราน “ไม่มีทางที่ผู้อื่นจะมาสวมรอยแทนเจ้าได้”
ฝ่ายสะใภ้ของหญิงปากสว่างกัดฟันบอก “ข้าจะลงชื่อ!”
จูปาเม่ยเขียนชื่อนางแล้วยื่นป้ายสองอันให้ “พรุ่งนี้มาหาหลังมื้อเที่ยง เราจะประชุมเพื่อชี้แจงรายละเอียดกัน เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสจะมาด้วย หากใครกล้ารั้งเจ้าไว้ก็ให้รายงานพวกเขาได้”
นางกำป้ายทั้งสองแน่น ความมุ่งมั่นก่อตัวขึ้นมาในใจ
หลังกลับมาบ้านนางก็ยื่นป้ายที่ขายแป้งมันเทศให้หญิงปากสว่าง และไม่ได้กล่าวถึงการลงชื่อทำงาน กระทั่งช่วงเย็นจึงกลับไปที่ห้องแล้วกระซิบเล่าให้สามีฟัง
เขามีสีหน้าประหลาดใจ “จริงหรือ!”
“ชู่ว…” นางให้เขาเงียบแล้วพยักหน้ารับเบา ๆ “เบา ๆ หน่อย อย่าให้ท่านแม่ได้ยิน เดี๋ยวนางจะทำเสียเรื่องเอาได้”