ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 891 ตามแต่ใจเจ้า
คำของหลินซื่อเม่ยส่งตรงไปถึงใจหลินซื่อ
นึกย้อนดูแล้วแม้ว่าเมื่อก่อนสกุลจูจะยากจน แต่ก็ไม่ลำเค็ญเสียจนหาสะใภ้ไม่ได้
อีกทั้งลูกชายสกุลจูยังสูงใหญ่และหล่อเหลา เป็นที่หมายตาของหญิงสาวหลายคน
ตอนนั้นนางไม่เพียงแต่แต่งเข้าโดยไม่มีสินเดิมติดตัว แต่ยังเป็นคนที่จูอู่เลือกด้วย
คิดถึงแล้วนางก็สุขใจขึ้นมา
แม้ผู้รับผิดชอบหลักของงานนี้จะเป็นหลี่ซื่อกับจูปาเม่ย แต่แท้จริงแล้วหลายคนมีส่วนเกี่ยวข้อง เพียงแค่มีส่วนร่วมลดหลั่นกันไปเท่านั้น
เทียบกันแล้วหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยเองก็มีส่วนร่วมไม่น้อย
เรื่อง ‘พ่อค้าปลอม’ นั้นย่อมมีเพียงเย่อวี๋หราน จูซาน และจูอู่ที่ล่วงรู้ ขณะที่คนอื่นไม่รู้และคิดว่าเป็นเรื่องจริง
หลิวซื่อยังพึมพำ “ท่านแม่จำเป็นต้องปิดบังถึงเพียงนี้เชียวหรือ อย่างกับว่ามีใครจะมายึดกิจการจากนางเสียอย่างนั้น”
ใช่ว่านางไม่สนใจเรื่องเช่นนี้ ทว่าหน้าที่ของนางคือเลี้ยงอู๋เป่า หนึ่งคือนางไม่มีเวลาจะไปทำสิ่งใด และอีกอย่างหนึ่งคือไม่รู้เรื่องมากนัก
ไม่เช่นนั้นนางคงต้องการมีส่วนร่วมในเรื่องนี้เช่นกัน
เนื่องจากการลวกเส้นเป็นสิทธิ์ขาดของสกุลจู สถานที่ลวกเส้นก็ตั้งอยู่หลังบ้านเก่าสกุลจู
เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสออกหน้าเรียกชาวบ้านมาช่วยงาน ภายในวันเดียวก็เตรียมสถานที่พร้อมสำหรับทุกคน
ไม่จำเป็นต้องสร้างอาคาร มีเพียงพื้นที่เปิดโล่ง เตาสำหรับต้มน้ำ รางไม้ไผ่สำหรับตากแห้ง เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
หลี่ซื่อเป็นผู้นำแบ่งคนงานหญิงออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งทำงานช่วงเช้า กลุ่มหนึ่งทำงานช่วงบ่าย เพื่อให้ไม่กระทบกับงานที่บ้าน
“เราต้องขอบอกไว้ก่อน งานนี้ทำให้ท่านได้เงินรวดเร็ว แต่ก็อย่ายึดถือเป็นอาชีพจริงจัง” หลี่ซื่อยิ้ม “แม้บอกได้ยากว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น แต่เราก็ขอเตือนเอาไว้ล่วงหน้าและเตรียมการสำหรับกรณีเลวร้าย”
ผู้คนพากันหัวเราะ “เมียจูซื่อ เรายังไม่ทันเริ่มงานเจ้าก็สาดน้ำเย็นใส่เราเสียแล้ว ไม่กลัวพ่อค้าคนนั้นจะกล่าวโทษเจ้าหรือ?”
“ฮ่า ๆๆ …ท่านแม่ก็ไม่ได้ให้ข้าพูดเช่นนี้หรอก ข้าเองก็เกรงว่าพูดไปแล้วจะทำให้พ่อค้าเดือดร้อนเช่นกัน แต่ท่านแม่ก็กล่าวว่าไม่ว่างานนี้จะดีหรือไม่ พ่อค้าก็เพียงสะบัดก้นจากไปเท่านั้น แต่เราสกุลจูต่างออกไป เราเป็นคนท้องที่ หากมีคนคาดหวังว่าจะยึดงานนี้เป็นอาชีพสร้างเนื้อสร้างตัว แต่ท้ายที่สุดไม่ได้ดั่งใจ พวกเขาจะไม่มาโทษเราหรือ” หลี่ซื่อบอก “พ่อค้าพวกนั้นสะบัดก้นจากไปสบายใจเฉิบ แต่สกุลจูทำเช่นนั้นไม่ได้ เราต้องทำเพื่อชาวบ้าน ต้องคิดให้ดีเพื่อชาวบ้าน ต้องทำให้ได้เงินคุ้มค่ากับงานที่ทำ ไม่ให้ทุกคนต้องทุกข์ใจ”
“จริงของเจ้า ยังเป็นจูต้าเหนียงที่รู้ว่าต้องทำอย่างไร” เหวินรุ่ยเหนียงกล่าว “บอกกล่าวกันเอาไว้ไม่ใช่เรื่องไม่ดี เราทำเรื่องเช่นนี้กันครั้งแรก ใครเล่าจะรู้ว่าจะทำเงินได้หรือไม่ หากทำเงินได้ก็ได้เงินกลับไป หากไม่ได้ก็ช่างมันไปเสีย ถึงอย่างไรเราก็เป็นชาวไร่ชาวนากัน ต่อให้ลืมตาอ้าปากจากงานนี้ไม่ได้ อย่างน้อยก็มีเนื้อกินและไม่อดอยาก ท้ายที่สุดต่อให้งานนี้ไม่ได้ช่วยสิ่งใดก็ไม่มีใครโทษสกุลจูของเจ้าได้”
หลี่ซื่อยิ่งยิ้มอย่างเบาใจ ก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านแม่มองหางานนี้เพราะเห็นว่าเป็นงานเบาแรง ต่อให้ไม่ได้ผลก็ไม่ถือว่าเสียเปล่า นางจึงรับงานนี้มา ไม่เช่นนั้นท่านแม่คงไม่กล้ารับปาก”
“เมียจูซื่อ เจ้าพูดผิดแล้ว นิสัยใจคออย่างแม่เจ้า มีสิ่งใดที่นางไม่กล้าทำบ้าง” หญิงเฒ่าอีกคนโพล่งขึ้นให้ทุกคนลั่นหัวเราะ
จริงด้วย ด้วยชื่อเสียงของจูต้าเหนียงแห่งเชิงเขาไท่ตัง มีสิ่งใดที่นางไม่กล้าทำบ้าง?
เพียงแค่เมื่อก่อนนางไม่ได้พาทุกคนมา ‘เล่น’ ด้วย แต่แอบทำลับหลังผู้เดียวเท่านั้น
ตอนนี้ต่างจากเดิม นางมีหนทางทำเงินได้และรู้จักชักชวนทุกคนมาหาเงินด้วยกัน
บางคนยังคิดว่าผู้คนมากมายต้องการทำการใหญ่โตเพื่อหาเงินแต่ทำไม่สำเร็จ เหตุใดจูต้าเหนียงจึงทำได้ เพียงเพราะนางหารายได้เก่งกว่าเท่านั้นหรือ?
เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงช่วงชีวิตครึ่งต้นของนาง พวกเขาก็ตระหนักได้ว่ามีน้อยคนที่สามารถทำได้อย่างที่นางทำ
หลี่ซื่ออธิบายพร้อมรอยยิ้ม นางแบ่งคนงานกะเช้าเป็นกลุ่มย่อย ให้เหวินรุ่ยเหนียงเป็นผู้นำกลุ่มที่ต้มน้ำ ลวกแป้ง และตากแป้ง ส่วนมารดาของโก่วหยวนรับหน้าที่กวนแป้งและเทแป้งลงใส่เครื่องโม่ แล้วให้ย่าของลี่ฮวาคอยนำเส้นมาตัด…
เรียกได้ว่าตั้งแต่แช่ไปจนถึงลวกเส้นก่อนตัดเมื่อเย็นตัวลง ค่อยนำกลับไปตากแห้งบนรางไม้ไผ่ ก่อนที่สุดท้ายจะนำใส่กระสอบ กระบวนการทั้งหมดแบ่งออกเป็นหลายส่วน แต่ละส่วนมีผู้รับผิดชอบดูแลหลัก
หลี่ซื่อกับจูปาเม่ยไม่ต้องจับตามองทั้งหมด ขอเพียงคอยดูผู้ที่รับผิดชอบงานในแต่ละส่วนให้ทำงานเรียบร้อยก็เพียงพอแล้ว ส่วนใหญ่จึงไม่เกิดปัญหาในแต่ละขั้นตอนมากนัก
แน่นอนว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่เคยลวกเส้นเป็นครั้งแรก ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่รู้วิธีการทำ แต่ยังเห็นว่าน่าสนใจมาก
โชคดีที่ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาเพียงช่วงต้น ไม่เช่นนั้นหากแบ่งงานให้คนเดียว เหล่าสะใภ้สกุลจูคงมีไม่เพียงพอที่จะแบ่ง
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยถูกส่งออกไปเป็นผู้ช่วยของผู้ที่รับผิดชอบงานในแต่ละขั้นเช่นกัน
เมื่อได้ยินว่าจะได้เรียนรู้การลวกเส้น ต่อให้ไม่ได้ทำงานในขั้นตอนนั้น ๆ ขอเพียงพวกเขามีเวลาว่างก็อยากมาดูว่าวิธีการลวกเส้นนี้เป็นอย่างไร
บางคนถามหลี่ซื่อพลางขบขัน “เจ้าสอนแบบนี้ไม่กลัวใครจะมาลักวิชาไปบ้างหรือ?”
“กลัวอะไรเล่า ท่านแม่บอกว่านางต้องการให้ท่านเรียนรู้กันเอาไว้ ถึงอย่างไรเมื่อได้เรียนรู้แล้ว ต่อให้พ่อค้าผู้นี้ไม่ต้องการจ้างคนอีก แล้วครอบครัวเราต้องการเส้นมันเทศ เราก็สามารถซื้อจากท่านได้เลยไม่ใช่หรือ” หลี่ซื่อบอก
“เจ้าไม่กลัวว่าเราจะขายให้คนอื่นหรือ?”
“ไม่กลัวหรอก” นางยักไหล่ “หากท่านสามารถขายให้เจ้าของร้านในเมืองได้ก็ตามใจท่านเถิด”
อีกทั้งสกุลจูยังไม่ได้พึ่งพารายได้จากการขายเส้นมันเทศเพียงอย่างเดียว พวกเขามีกิจการเบื้องหลังอีกมาก ยิ่งมีคนทำเส้นมันเทศได้มาก พวกเขาก็ยิ่งขายของที่ทำจากเส้นมันเทศได้มากตามไปด้วย
นอกจากนี้ พวกเขาไม่ได้ทำกิจการเพียงในตำบลอันจิ่ว แต่ยังมีในเมืองผู่โซ่วด้วย
หลี่ซื่อคาดการณ์ไว้ว่าไม่ว่าน้องสามีจะไปเล่าเรียนที่ใด ครอบครัวของพวกเขาคงตามไปทำกิจการที่นั่น ภายภาคหน้าเกรงว่าคงไม่ได้มีเพียงแค่ในเมืองผู่โซ่ว
“จริงด้วย” ชายคนหนึ่งตื่นเต้นเล็กน้อยที่ได้รู้ว่าสามารถขายเส้นมันเทศด้วยตนเองได้ ทว่าเมื่อได้ยินว่าต้องต่อกรกับเจ้าของร้านในเมืองก็ใจเสียขึ้นมา
หากการทำกิจการง่ายดายเพียงนั้น คนแบกหามเหล่านั้นคงมีเงินเป็นกอบเป็นกำไปนานแล้ว ไม่ต้องใช้ชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ และทำงานเลี้ยงชีพเช่นนั้น
หากไม่จนตรอกจริง ๆ คงมีคนไม่มากที่จะยอมเผชิญกับความทุกข์ทนเช่นนี้
“อีกทั้งท่านเอาเส้นมันเทศไปขายเอง แต่ละปีจะขายได่เงินเท่าไหร่กัน ก่อนอื่นต้องปลูกก่อนเอาไปตากแดด เสร็จแล้วต้องไปขายที่ตลาดเอง… มีขั้นตอนมากมายที่ต้องทำ แต่จะขายได้หรือไม่นั้นไม่แน่ชัด ไม่สู้เอามาขายให้เราช่วยท่านเอาไปขายต่อ ทั้งประหยัดเวลาและแรงงานแต่ยังได้เงินเหมือนกัน รับประกันว่าเงินจะไม่หายไปไหน ดีจะตาย!” หลี่ซื่อกล่าว “หากไม่ใช่ว่าท่านแม่ไม่มั่นใจและต้องการจะควบคุมปริมาณ ปีนี้ข้าคงอยากให้ครอบครัวฝ่ายแม่ข้าปลูกเพิ่มอีกหน่อย ทำตามเราแล้วจะได้มีรายได้ไปด้วยกัน”