ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 892 พวกท่านร้องขอมากเกินไป
เมื่อนึกถึงหมู่บ้านสกุลหลี่และหมู่บ้านอื่นแถบเชิงเขาไท่ตัง คนผู้นี้ก็ไม่มีสิ่งใดจะพูด
จริงอยู่ที่มีชาวบ้านมากมายที่เชิงเขาไท่ตัง เพียงเพราะจูต้าเหนียงมาจากหมู่บ้านสกุลจู ชาวบ้านหมู่บ้านนี้จึงได้โอกาสทุกอย่าง หากเป็นชาวบ้านหมู่บ้านอื่น แม้แต่ปริมาณที่ปลูกได้ยังถูกจำกัดกว่านี้ ไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะติดตามสกุลจูเพื่อหารายได้ไปด้วยกัน
ครอบครัวฝ่ายแม่ของนางยังถามหลายต่อหลายครั้ง ‘ปีนี้เก็บเกี่ยวมันเทศได้เท่าไหร่?’
“ได้ยินว่าปีนี้สกุลจูของเจ้ากว้านซื้อที่ดินไม่ใช่หรือ แหม ต้องมีเงินมากเท่าไหร่ถึงจะมีปัญญาซื้อได้เล่า”
“เราปลูกด้วยได้ใช่ไหม? เจ้าพูดมาให้รื่นหู อย่าเอาแต่กินเนื้อเพียงคนเดียว ให้เราได้ติดตามกินน้ำแกงเนื้อบ้าง”
……
นางอดถามหลี่ซื่อไม่ได้ว่าชาวบ้านหมู่บ้านอื่นสามารถปลูกมันเทศปริมาณมากตามสกุลจูในปีหน้าได้จริงหรือไม่
หลี่ซื่อไม่กล้ายอมรับและบอกเพียงหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น ทว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแม่สามี
อย่างไรก็ตาม หากปีนี้เส้นมันเทศจากหมู่บ้านขายดี ปีหน้าหมู่บ้านอื่นก็คงได้หวังกันมากขึ้น
“ไม่มีใครรับรองเรื่องเช่นนี้ได้หรอก” หลี่ซื่อเอ่ย “คิดเอาเถิด ท่านแม่หวังดี อยากช่วยให้ทุกคนมีช่องทางหารายได้เพิ่มและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่หากมีคนต้องการทำน้ำแกงบูดด้วยขี้หนู คิดก่อเรื่องวุ่นวายขึ้น ท่านแม่จะทำอย่างไร คงไม่ปล่อยให้เรื่องพรรค์นี้มาทำร้ายสกุลจูให้อยู่ไม่เป็นสุข”
“อะไรกัน? ข้าไม่เห็นเข้าใจ” นางงุนงง เพิ่งกล่าวถึงเรื่องดีอย่างการร่ำรวยไปด้วยกัน แต่หลี่ซื่อกลับพูดหักมุมเช่นนี้ ทำให้รู้สึกว่ามีนัยแฝงในถ้อยคำนั้น
นางครุ่นคิดถึงวีรกรรมไม่นานมานี้ของหญิงปากสว่าง ด้วยเหตุนั้นคนสกุลจูจึงคิด ‘ถอดใจ’ อย่างนั้นหรือ?
“เฮ้อ…” หลี่ซื่อถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ต้าเหนียง การทำกิจการไม่ง่ายอย่างที่ท่านคิด หากกิจการรุ่งเรืองย่อมทำให้คนริษยาได้ง่าย อาจประสงค์ร้ายและต้องการทำลายกิจการให้เสียหาย อย่างเมื่อไม่นานมานี้ท่านแม่ก็เพิ่งถูกใส่ความจนติดตารางไม่ใช่หรือ?”
อีกฝ่าย “…”
แม้เรื่องราวนั้นจะผ่านมาได้พักใหญ่แล้ว แต่ก็ยังเป็นที่จดจำฝังลึกไม่รู้ลืม
ตอนนั้นหลังหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เข้าคุก ทุกคนต่างกลัวว่าจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย จึงพากันหลบลี้ให้ห่างจากสกุลจู
ผลคือนางกลับมาโดยสวัสดิภาพภายในไม่กี่วันให้หลัง นางยังยุยงให้น้องสามี ‘ตัดขาด’ กับสามีด้วย
เรื่องนี้ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน มีสตรีคนใดบ้างที่กล้าขอเลิกกับสามีก่อน? ไร้สามีแล้วภรรยาจะยังอยู่สุขสบายได้อย่างไร?
มีแม่ม่ายไร้สามีคนใดที่ต้องเลี้ยงลูกตามลำพังแล้วมีความเป็นอยู่สบายบ้าง? แม้แต่แม่ม่ายฉินในหมู่บ้านสกุลจูยังป่วยตายตั้งแต่อายุยังน้อยไม่ใช่หรือ?
ทว่าไม่รู้ว่าน้องสามีของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ยังอยู่สุขสบายหลังเลิกราได้อย่างไร ทั้งที่สามีและลูกชายคนโตติดคุก แต่ลูกชายคนเล็กยังกตัญญู ลูกสะใภ้ยังดีที่แวะเวียนมาดูแลถึงบ้านอยู่เสมอ นางจึงเป็นที่อิจฉา ไม่ต้องทำงานและยังมีคนคอยดูแลเช่นนี้ ไม่เรียกว่าสุขสบายได้อย่างไร
“คราวนี้ท่านแม่เดินทางไกลก็ถูกผู้อื่นทำให้ขาหัก เกิดเรื่องมากมายขึ้นทั้งหน้าหลัง ท่านแม่จะไม่หงุดหงิดได้อย่างไร” หลี่ซื่อแสร้งบ่นเมื่อเห็นทุกคนเงี่ยหูฟัง นางยิ่งปั้นหน้าเป็นกังวล “หากจะบอกว่าครอบครัวเราไม่ได้เงินเลยคงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นสะใภ้หลายคนคงไม่มีเงินมาซื้อที่ดิน แต่หากจะบอกว่าเราได้เงินเป็นถุงเป็นถังก็เกินจริงไปเสียหน่อยเช่นกัน ได้เงินเพียงเท่านี้แต่เกิดเรื่องขึ้นกับครอบครัวมากมายนัก คุ้มค่าหรือไม่เล่า?”
แม้จะมีบ้านและที่ดินแต่ก็ต้องมาขาหัก ไม่รู้ว่าจะสามารถเพลิดเพลินกับมันไปได้สักกี่ปี
คำถามนี้ตอบได้ไม่ยากว่าคุ้มค่าหรือไม่
แม้ทุกคนจะมีคำตอบในใจไม่เหมือนกัน แต่คำพูดของหลี่ซื่อพลันทำให้พวกเขารู้ซึ้งว่ากว่าสกุลจูจะมีเงินมากมายเช่นนี้นั้นไม่ง่าย
ปกติแล้วพวกเขาเห็นเพียงฉากหน้าของอีกฝ่าย แต่ไม่รู้ว่าผู้อื่นต้องลำบากในที่ลับสายตาพวกเขาเพียงใด
เดิมทีชาวบ้านหมู่บ้านสกุลจูคิดว่าสกุลจูมีรายได้ก้อนโตจึงนึกริษยา ทว่าตอนนี้กลับไม่คิดอิจฉาแล้ว
เย่อวี๋หรานมีสายตาเฉียบคม คิดถูกจริง ๆ ที่เลือกเมียเหล่าซื่อมาทำการนี้!
เห็นไหม เพียงไม่กี่วันความคิดของชาวบ้านหมู่บ้านสกุลจูก็เปลี่ยนไป
ช่วงนี้ไม่สู้ ‘คร่ำครวญว่ายากจน’ แต่ยังไม่อาจ ‘โอ้อวดความมั่งคั่ง’ ด้วยไม่เช่นนั้นอาจทำให้ผู้คนอิจฉาได้ง่าย
แม้ยังไม่มีข่าวร้ายรุนแรง ทว่าเย่อวี๋หรานต้องเตรียมการล่วงหน้าเผื่อเอาไว้
สิ้นช่วงเก็บเกี่ยวสารทฤดู โรงงานลวกเส้นของหมู่บ้านสกุลจูก็ถูกตั้งขึ้น แผนการเปิดให้ซื้อที่ดินของเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสเองก็กลายเป็นวาระสำคัญ พวกเขาไปประสานงานเรื่องนี้ที่ที่ว่าการอยู่หลายวัน
หากต้องการซื้อที่ดินเพียงคนสองคนยังง่ายในการดำเนินการ มีที่ดินในหมู่บ้านสกุลจูหลายหมู่เพียงพอให้ซื้อ ทว่าคราวนี้ต่างออกไป เพราะหมู่บ้านสกุลจูกลายเป็นตลาดซื้อขายที่ดินรวมแล้วหลายร้อยหมู่
จำนวนมากมายเพียงนี้หากต้องการหาทันทีทันใดย่อมเป็นไปได้ยาก
“พวกเจ้าร้องขอมากเกินไป ที่ดินมากมายเพียงนั้นซึ่งต้องอยู่ติดกันและเป็นที่ดินดี เราจะไปหาที่ดินเยอะแยะปานนั้นมาจากไหน” นายอำเภอไต้เจิ้งเต๋อมีท่าทีกังวล “หากมีที่ดินดีอย่างนั้นก็คงถูกสกุลใหญ่ซื้อไปหมดแล้ว ไฉนเลยจะตกถึงมือเจ้า”
“นายอำเภอไต้ เราต้องรบกวนท่านแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทั้งหมู่บ้านสกุลจู” เจ้าหน้าที่ทางการกล่าวด้วยสีหน้าจริงใจ “เราซื้อที่ดินเป็นครั้งแรกจึงไม่มีประสบการณ์มากนัก เพียงแค่คิดว่าหากมีที่ดินมากขึ้นก็จะเพาะปลูกได้มากขึ้น เราจะยิ่งคลายอดอยากและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปีนี้หมู่บ้านเราชิมลางเริ่มต้นก่อน ปีหน้าหมู่บ้านอื่น ๆ ที่เชิงเขาไท่ตังจะซื้อที่ดินเช่นกัน เมื่อความเป็นอยู่ของเราทุกคนดีขึ้น ท่านเองก็พลอยได้ความดีความชอบไปด้วยไม่ใช่หรือ?”
นายอำเภอไต้เจิ้งเต๋อรู้ดีแก่ใจ ไม่เช่นนั้นคงไม่มารับเรื่องจากเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสที่นี่ด้วยตนเอง
“ที่ดินหลายร้อยหมู่ขนาดนี้ หากต้องการที่เตรียมพร้อมไว้แล้วเกรงว่าจะยาก แต่หากเพียงต้องการบุกเบิกที่ดินผืนใหม่เอง ทางการน่าจะรับพิจารณา”
“นี่มัน…” เจ้าหน้าที่ทางการเผยท่าทีลำบากใจ “นายอำเภอไต้ ราษฎรผู้ต่ำต้อยอย่างเราซื้อที่ดิน หากมีไม่เพียงพอแล้วต้องนำผืนที่แห้งแล้งมาชดเชยบ้างยังเข้าใจได้ แต่หากทั้งหมดเป็นเขาหัวโล้นและผืนป่ารก เราต้องถางบุกเบิกด้วยตนเองเช่นนั้น เกรงว่า…”
“เกรงว่าอะไร?” อีกฝ่ายถามพลางผายมือ “เจ้าต้องการที่ดินมากมายขนาดนั้นในคราวเดียว ต่อให้ทางการต้องการจัดสรรให้ก็ต้องมีที่ให้จัดสรรก่อน ที่ดินแถวเชิงเขาไท่ตังส่วนใหญ่เป็นที่แห้งแล้งจึงง่ายต่อการจัดสรรที่ดินเหล่านั้น แต่ไม่ง่ายที่จะหาที่ดินดีมาจัดสรรให้ เจ้าไปดูเองเถิดว่ามีที่ดินแถวเขาไท่ตังอยู่แค่ไหนกันเชียว”
เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสสบตากัน
“นายอำเภอไต้ ข้าน้อยไปดูมาแล้ว” เจ้าหน้าที่ทางการงัดแผนการออกมาใช้โดยไม่ปิดบัง