ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 895 ถามไถ่ถึงคนและเตรียมฉลองปีใหม่
เรื่องนี้หลี่ซื่อรู้ดี นางไม่เคยปฏิเสธน้ำใจชาวบ้าน แต่ก็ไม่เคยทำให้ผู้อื่น ‘เดือดร้อน’ ไม่เช่นนั้นจะมีคนไปพูดว่าสกุลจูฉกฉวยผลประโยชน์จากคนอื่นเอาได้
ท้ายที่สุดนั้น ใครฉกฉวยผลประโยชน์เราต่างก็รู้อยู่แก่ใจ
ก่อหน้านี้รับของมา หลี่ซื่อเพียงต้องตอบแทนกลับไปตามคำเย่อวี๋หราน ทว่าด้านจูชีเองก็ยังมี ‘การคบค้าสมาคม’
ดังนั้นเพื่อเลี่ยงข้อผิดพลาด หลี่ซื่อจึงรู้จักที่จะ ‘จดบันทึก’ เอาไว้
เตรียมสมุดเอาไว้โดยเฉพาะเพื่อบันทึกรายชื่อผู้คนที่แวะเวียนมาหา ต่อไปหากต้องมอบของกำนัลกลับไปจะได้ไม่ผิดพลาด
เจี่ยงโหย่วเซิงค่อย ๆ เป็นที่นิยมในหมู่หญิงสาวที่มาทำงานเพราะมารับของบ่อยครั้ง
“นั่นเจี่ยงโหย่วเซิงหรือ?” ผู้อื่นแปลกใจ “ข้าจำได้ว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มยาจกไม่ใช่หรือ? เหตุใดถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้เล่า?”
ใช่ว่าเขาไม่มีเค้าเดิม เขาผอมอย่างกับลำไผ่ตอนที่มาขโมยของจากสกุลจู กอปรกับหลังค่อมไหล่ค่อม เด็กหนุ่มจึงดูคล้ายลิงผอมกะหร่อง
ทว่าตอนนี้เขาอุดมสมบูรณ์และสะอาดสะอ้านขึ้น สวมเสื้อผ้าสบายตา อีกทั้งยังติดตามพี่เป้าไปจัดการกับผู้คน จึงอาจหาญมากขึ้น ความคิดต่างไปจากเดิม นิสัยใจคอย่อมเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา
ได้เห็นอีกครั้งก็คล้ายเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีในเมืองไปแล้ว
“เขานั่นแหละ เขามารับของที่บ้านจูต้าเหนียงทุกวัน ลืมแล้วหรือ?” ใครบางคนเอ่ย “แต่ปกติเขามักขับเกวียนมา เราไม่ได้เห็นเขานักจึงไม่ได้ใส่ใจมองว่าเขาดูดีถึงเพียงนี้”
“ดูเข้าทีมากทีเดียว!”
……
บรรดาหญิงสาวต่างกล่าวเยินยอเจี่ยงโหย่วเซิงตั้งแต่หัวจรดเท้า บางคนอดถามหลี่ซื่อไม่ได้ว่า
“เขาหมั้นหมายหรือยัง?”
“หา? ไม่รู้สิ เรื่องนั้นต้องไปถามเสี่ยวเจี่ยง” หลี่ซื่อหัวเราะ “ทำไมหรือ? ต้าเหนียง หมายตาเขาอยู่หรือ?”
“ฮ่า ๆ! หากไม่หมายตาเด็กหนุ่มหน้าตาดีคนนี้คงไม่มาถามไถ่” ต้าเหนียงผู้นี้บอกโดยไม่เขินอาย “ช่วงปีที่ผ่านมาลูกสาวข้าเองก็ควรออกเรือนแล้ว มองหาไว้ล่วงหน้าก็เป็นเรื่องดี จะได้จัดการเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ”
“ท่านอย่าเห็นว่าเขาอยู่ในเมืองแล้ววู่วาม ต้าเหนียง ถ้อยคำหยาบคายนี้ข้าต้องบอกท่านไว้ก่อน…” หลี่ซื่อไม่ได้ติดขัดที่ถูกถามถึงเจี่ยงโหย่วเซิง อย่างไรเสียนางก็มีหลานสาวที่ต้องการทาบทามให้เขา เพียงแค่เมื่อนึกถึงท่าทีของแม่สามีก็ล้มเลิกความคิด
นางทำเองไม่ได้ แต่หากสามารถทำให้แต่งงานกับหญิงสาวในหมู่บ้านได้ก็คงไม่เลวเช่นกัน
นางจึงเล่าเรื่องราวของเจี่ยงโหย่วเซิงโดยไม่ได้ปิดบัง
เขาเคยเป็นที่รังเกียจของหมู่บ้านสกุลเจี่ยงและถูกขับไล่ออกมา กลายมาเป็นคนแปลกหน้าในหมู่บ้านสกุลจู ทว่าเรื่องที่เขามาติดตามพี่เป้าได้อย่างไรนั้นไม่รู้แน่ชัด
หลี่ซื่อเพียงต้องการบอกว่าเขาไม่ได้เป็นคนหมู่บ้านสกุลเจี่ยงแล้ว หมายความว่าเขาเป็นคนไร้ถิ่นฐาน
หากหญิงสาวคนใดต้องการแต่งงานกับเขาก็อาจไม่มีญาติพี่น้องได้
หากแต่เขาก็ยังอนาคตไกล เป็นลูกมือของพี่เป้า รับหน้าที่ขนส่งสินค้าซึ่งเป็น ‘งานสบาย’ สามารถมีบ้านในเมืองเป็นของตนได้
เมื่อพวกเขาได้ยินว่าไม่มีญาติพี่น้อง บางคนก็ถึงกับถอดใจ สมัยนี้หากไม่มีญาติพี่น้อง หากเกิดเรื่องขึ้นจะทำอย่างไร?
พวกเขาไม่คิดว่าแม้ไร้ความช่วยเหลือจากญาติพี่น้องแล้วการอยู่ตัวคนเดียวจะสามารถใช้ชีวิตสงบสุขได้
ทว่าย่อมยังมีคนมาถามหลี่ซื่อ “เช่นนั้น…เจี่ยงโหย่วเซิงก็นับว่าเป็นลูกเขยในบ้านหรือ?”
เมื่อคำนี้หลุดออกมาก็ถูกขัดขึ้นทันที “ท่านคิดเช่นนั้นหรือ? ลูกเขยพรรค์นี้ดีตรงไหน เป็นเพียงผู้ชายที่ไม่มีปัญญาหาเลี้ยงชีพและไม่มีฝีมือไม่ใช่หรือ เจี่ยงโหย่วเซิงซื้อบ้านในเมืองได้แล้ว จะนับว่าโง่เง่าได้อย่างไร?”
คนฟังรู้สึกว่าเขามีตรรกะชอบกล คนที่ไร้ญาติพี่น้อง ไม่ว่าจะเก่งเพียงใด แต่การไม่มีญาติพี่น้องก็ยังเป็น ‘ข้อด้อย’
หลี่ซื่อไม่ได้ ‘หว่านล้อม’ พวกเขา เมื่อเห็นว่าไม่รื่นเริงอย่างเคยก็กล่าวเบี่ยงประเด็น “หลังเก็บเกี่ยวข้าวฟ่าง เราต้องเตรียมฉลองปีใหม่กัน ปีนี้ท่านจะทำอะไร?”
“ข้าจะทำอะไรได้ ก็คงเหมือนปีก่อน เชือดหมู ซื้อผ้าใหม่มาตัดเย็บชุดให้เด็กที่บ้าน ทำให้พวกเขามีความสุขกัน…”
มีคนถามหลี่ซื่อว่าสกุลจูจะทำอย่างไรในปีนี้
อย่างที่รู้กันว่าปีนี้สกุลจูเลี้ยงหมูเพิ่มสองตัว พวกเขาเคยเห็นตอนแวะไปที่บ้านว่ามันอ้วนท้วนสมบูรณ์ ตัวใหญ่กว่าของชาวบ้านคนอื่น
ด้วยเหตุนี้ต่อให้สกุลจูมีคนมากและเชือดมากินตั้งแต่ต้นปีจนปลายปีก็ยังเหลืออยู่อีกมาก
“ปีนี้ครอบครัวเจ้าจะขายหมูหรือไม่ ข้าเห็นว่าหมูของครอบครัวเจ้าตัวใหญ่มาก!”
หลี่ซื่อยิ้ม “ใช่ ตั้งใจว่าจะขาย แต่ไม่ได้ขายหมูหรอก แต่เป็นอย่างอื่น หากต้องการซื้อผ้าขาวอย่างในปีก่อนก็อย่าลืมไปลงชื่อกับปาเม่ยและบอกนางไว้ก่อน จะได้ไม่สายเกินไป ดูท่าว่าปีนี้น่าจะต้องทำผ้าเพิ่มเป็นเท่าตัว”
“ไม่มีแล้วหรือ?” เมื่อบางคนได้ยินเช่นนั้นก็ลนลาน “เช่นนั้นก็สายเกินไปแล้วหรือ? ปีก่อนมาต่อแถวท้าย ๆ หากที่บ้านไม่ขาดผ้าก็คงไม่เกือบเย็บชุดไม่ทันการ”
“ช่วยไม่ได้ ใครให้ทุกคนทำเงินปีนี้ได้กันเล่า ใครจะไม่ต้องการมีเสื้อผ้าใหม่หลังได้เงินมาบ้าง” หลี่ซื่อกล่าว “หากท่านต้องการผ้าย้อมก็บอกล่วงหน้าได้ ที่ผ่านมาปาเม่ยเตรียมของสำหรับย้อมผ้าเอาไว้แล้ว แม้จะมีเป็นเท่าตัวแต่ก็เกรงว่าจะไม่เพียงพอ…”
เทียบกับเรื่องที่สกุลจูจะขายหมูหรือไม่และขายได้มากเท่าไหร่ เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่พวกเขาจะต่อแถวซื้อผ้าย้อมจากสกุลจูได้หรือไม่นั้นสำคัญกว่า
พวกเขาหารือกันเรื่องวันทำงานและนัดหมายวันเข้าเมืองไปซื้อผ้า สิ่งอื่นพักไว้ก่อนได้ ทว่าเรื่องเสื้อผ้าไม่อาจชักช้าได้เด็ดขาด
สิ่งอื่นซื้อมาแล้วใช้ได้ทันที แต่ผ้าต้องส่งไปให้สกุลจูย้อมก่อนค่อยนำมาตัดเย็บชุดได้ หากปีใหม่แล้วยังไม่เตรียมพร้อมเสร็จสรรพ คงไม่ได้สวมชุดใหม่ฉลองปีใหม่ แต่ต้องใช้สวมหลังปีใหม่แทน
หลายวันที่ผ่านมาจูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยงานรัดตัว ทางด้านโรงงานลวกเส้นเข้าที่เข้าทางแล้ว พวกนางยังต้องจัดการงาน ‘ย้อมผ้า’ ต่อ
สิ่งอื่นสามารถจ้างคนได้ แต่งานย้อมผ้าไม่อาจทำเช่นนั้น เรื่อง ‘เฉพาะทาง’ อย่างนี้ต้องลงมือทำด้วยตนเองเท่านั้น
พวกนางปรึกษาเรื่องนี้กับเย่อวี๋หรานเช่นกัน
“ท่านแม่ วิธีการทำเส้นมันเทศถูกถ่ายทอดไปแล้ว ถึงอย่างไรเราก็ไม่ได้พึ่งพารายได้จากทางนี้เป็นหลัก แต่การย้อมผ้าต่างออกไป ยามนี้ข้าทำเงินได้จากการย้อมผ้า หากจ้างคนมาทำงานนี้ทักษะการย้อมผ้าของข้าจะถูกถ่ายทอด ต่อไปข้าจะทำเงินได้อย่างไรหากไม่มีใครมาให้ข้าย้อมผ้า”
จูปาเม่ยกล่าว และมารดาก็ไม่ได้คัดค้าน “เอาเถิด พวกเจ้าลงมือทำเองไป หากไม่ต้องการจ้างคนก็ทำด้วยตนเอง เพียงต้องบริหารเวลาให้ดี อย่างหักโหมเกินไปเพียงเพราะต้องการทำเงิน”
“ท่านแม่ ไม่เป็นอย่างนั้นแน่ เราหาเงินได้เพียงช่วงปีใหม่เท่านั้น ต่อให้ทำงานหนักหน่อยก็นับว่าเหมาะสมแล้ว” จูปาเม่ยเผยสีหน้ามั่นอกมั่นใจ คล้ายไม่เกรงกลัวต่อความยากลำบากในอนาคต
หรือบางทีนางอาจยังตรองไม่ถี่ถ้วน คิดเพียงหากตนเองสามารถทำในปีก่อนได้ ปีนี้ก็คงทำได้เช่นกัน
ทว่านางนึกไม่ถึงว่าปริมาณผ้าที่ต้องย้อมปีนี้จะเพิ่มขึ้นมากมายเพียงนี้
เมื่อข่าวเรื่องย้อมผ้าแพร่สะพัดออกไป งานก็ล้นมือนางในคราวเดียว ครั้นมองรายชื่อลูกค้าแล้วนางก็ทั้งยินดีระคนกดดัน