ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 894 ปรากฏตัวขึ้นอย่างลึกลับ
ต่อให้ไม่มีคนริษยาแต่ด้วย ‘กิตติศัพท์’ ของเย่อวี๋หรานในหมู่บ้านสกุลจู ใครจะรับรองได้ว่าจะไม่มีคนคิดว่าจูเหล่าโถวและลูกชายจะได้ขึ้นเป็นใหญ่เป็นโต
อย่างไรเสียสิ่งที่ทุกคนอยากทำในตอนนี้คือเข้าหาเย่อวี๋หรานผ่านทางเขา ทว่าหากจูเหล่าโถวหรือลูกชายได้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านขึ้นมา พวกเขาก็สามารถเข้าถึงเย่อวี๋หรานได้โดยตรง
ตำแหน่งผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านยึดถือตามหลัก ‘อาวุโส’ ทว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป
หากไตร่ตรองดูแล้วจะรู้ว่าเพราะเหตุใดคนหนึ่งได้รับเลือกจากชาวบ้าน ส่วนคนหนึ่งได้รับการแต่งตั้งจากทางการ หากเสียงของชาวบ้านดังเพียงพอ มีหรือที่ทางการจะแสร้งมองไม่เห็นได้?
ที่อื่นยังพอทำเนา ทว่าสกุลจูมีซิ่วไฉอยู่ด้วย แล้วจะหมางเมินได้อย่างไร
ยามนี้นายอำเภอไต้ ‘สละ’ ตนเอง จึงถือเป็นหลักฐานที่เด่นชัด
ชาวบ้านในหมู่บ้านสกุลจูไม่รู้เรื่องราวพลิกผันที่เกิดขึ้น รู้เพียงผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ทางการออกเดินทางไปทำธุระให้เรียบร้อย
“ฮ่า ๆๆ…รู้ไหมว่าครอบครัวข้าได้ที่ดินผืนใด นึกไม่ถึงเลยว่าในเวลาเช่นนี้ครอบครัวข้ายังซื้อที่ดินทำเลดีเช่นนี้ได้”
“ยังต้องพูดอีกหรือ เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสไปเลือกด้วยตนเอง จะเป็นที่ดินไม่ดีได้อย่างไร”
ระหว่างที่พูดคุยกัน ใครบางคนก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างลึกลับ “เดี๋ยวก่อนสิ พวกท่านยังไม่รู้เรื่องใช่ไหม?”
ทุกคนต่างงุนงงเมื่อเห็นเขา
“ไม่รู้เรื่องอะไรหรือ?” หนึ่งในกลุ่มคนถามด้วยความฉงน
อีกฝ่ายสอดส่ายสายตาคล้ายตรวจสอบบางอย่างก่อนหันกลับมากระซิบบอก “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าหน้าที่ทางการของเราทุ่มเทกับเรื่องนี้มาก”
ทุกคนต่างงงงัน การซื่อที่ดินต้องใช้ความพยายามไม่น้อยอยู่แล้ว นี่เป็นสิ่งที่เขาสมควรทำไม่ใช่หรือ?
“โธ่เอ๊ย ทำไมพวกท่านถึงไม่เข้าใจ?” ชายผู้นั้นเอ่ยย้ำ “มันคือ ‘ความทุ่มเทยิ่งใหญ่’ เป็นน้ำใจล้นเหลือ หากไม่ได้เขาแล้วคงไม่มีทางเป็นไปได้”
แม้เจ้าตัวไม่ได้อธิบายชัดเจนว่าหมายความอย่างไร ทว่าเมื่อบ่งบอกผ่านท่าทางและภาษากายทั้งหมด ราวกับต้องการให้เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ทางการทำบางอย่างจริง ๆ เพียงแค่ไม่สะดวกจะกล่าวถึงมัน เพียงจดจำน้ำใจนี้ให้ขึ้นใจก็พอ รายละเอียดเป็นอย่างไรนั้นเขากลับไม่พูดถึง
ยิ่งเขาทำเช่นนั้นคนก็ยิ่งพากันสงสัย เจ้าหน้าที่ทางการทำสิ่งใด ‘ลับหลัง’ กันแน่?
ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ซาบซึ้งในน้ำใจของเจ้าหน้าที่ทางการเพราะเชื่อในคำของชายผู้นี้ หากไม่ได้เจ้าหน้าที่ทางการเป็นธุระให้ พวกเขาคงไม่มีโอกาสซื้อที่ดินดี ๆ เช่นนี้
“ยังเป็นเจ้าหน้าที่ทางการที่นึกเป็นห่วงพวกเราทุกสิ่ง!”
“ใช่แล้ว เจ้าหน้าที่ทางการประจำหมู่บ้านเราดีที่สุด มีเจ้าหน้าที่ทางการของหมู่บ้านใดเทียบเขาได้บ้าง เราโชคดีนักที่ได้พบกับคนดี ๆ เช่นนี้”
……
ไม่นานทุกคนก็พากันกล่าวชมเชยและหนุนหลังเขา
ราวกับว่าหากไม่มีเจ้าหน้าที่ทางการ พวกเขาคงไม่มีปัญญาซื้อที่ดินดีเพียงนี้ได้ ลืมไปเสียสิ้นว่าเงินที่ใช้ซื้อที่ดินล้วนเป็นของพวกเขาเองทั้งนั้น
เมื่อจูอู่ได้ยินคำเหล่านี้ก็นึกหมั่นไส้ขึ้นมาเล็กน้อย
เขาอดพร่ำบ่นกับเย่อวี๋หรานไม่ได้ “ท่านแม่ คนเหล่านั้นทำเกินไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นความดีความชอบของท่านแม่ แต่กลับไปตกอยู่บนหัวเจ้าหน้าที่ทางการทั้งหมด”
“ไปตกอยู่บนหัวเจ้าหน้าที่ทางการแล้วไม่ดีหรือ? เดิมทีเรื่องนี้เขาก็เป็นธุระประสานงานให้ ทุกคนจดจำว่าเป็นความดีความชอบของเขาก็ถูกแล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าวหน้านิ่ง
“แต่ว่า…” จูอู่กล่าวทั้งฝืนใจอยู่บ้าง “แต่ผู้ที่ริเริ่มเรื่องนี้คือท่าน ทุกคนไม่ควรจดจำว่าเป็นความดีความชอบของท่านหรอกหรือ?”
“จดจำไปแล้วได้อะไร? ข้ามีเรื่องมากมายต้องทำ ไม่มีเวลามารับมือกับพวกเขา” นางเอ่ยด้วยท่าทีเรียบเฉย ปล่อยให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่ต้องทำต่อไป
เรื่องนี้เดิมทีนางไม่ได้ต้องการให้คนนอกรับรู้ ไม่เช่นนั้นคงไม่ดำเนินการผ่านเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโส คงปล่อยให้จูอู่ทำไปแล้ว
แม้จูอู่สามารถทำได้ แต่สกุลจูไม่ควรข้ามหน้าข้ามตาและไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องดีไว้กับตัวเสมอไป บางคราวให้คนรอบข้างได้ ‘ฉายแสง’ บ้างก็นับว่ามั่นคงกว่า
เย่อวี๋หรานไม่ต้องการเป็นหัวหอก เพียงอยากใช้ชีวิตสงบสุขราบรื่นเท่านั้น
ปัญหาเรื่องที่ดินคลี่คลายแล้ว ข้าวฟ่างที่ตากแดดไว้ใกล้แห้งดี กังหันลมเริ่มใช้งาน ปีนี้หมู่บ้านสกุลจูมีงานล้นมือที่ต้องทำ ทว่าก็ช่วยทุ่นแรงไปได้มาก
พวกเขาเคยชินกับการใช้ที่บุ้งกี๋ไม้ไผ่พลิกข้าวฟ่างให้เปลือกหลุดออก ทั้งเจ็บมือและไม่สะอาดหลังยกขึ้น การที่มีกังหันลมมาช่วยเกลี่ยเพื่อตากแห้ง ก่อนอาศัยแรงพลิกนั้นเป็นการแยกเปลือกออกโดยอัตโนมัติ แต่ก็เป็นงานที่ไม่ง่ายเลย
สิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องมีทุกครอบครัว มีไว้เพียงตัวสองตัวทั้งหมู่บ้านก็สามารถใช้ร่วมกันได้
แม้ต้องเรียงลำดับกันแต่ก็ไม่ชักช้า ทำให้เสร็จสิ้นภายในบ่ายเดียวได้
ทางด้าน ‘โรงงาน’ ลวกเส้นของหลี่ซื่อกับจูปาเม่ยก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ขอเพียงหัวหน้าแต่ละฝ่ายรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองได้ดี ก็ไม่เกิดปัญหาในโรงงานเส้นมันเทศนี้
บรรดาสตรีที่เห็นกับตาตนเองว่าเส้นมันเทศมีวิธีการทำอย่างไรต่างก็ตื่นตาตื่นใจ “เส้นมันเทศทำเช่นนี้นี่เอง น่าทึ่งมาก!”
“มันเทศกินดิบก็อร่อย เอาไปต้มกินเป็นข้าวก็ได้ เอาไปหั่นทำเป็นผักก็ได้ ยังเอาไปตากแห้งแล้วบดเป็นผง ทำเป็นเส้นมันเทศสร้างรายได้ให้ทุกคนได้อีก… ทั้งชีวิตข้าไม่เคยเห็นสิ่งที่ดีขนาดนี้มาก่อน”
“ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าการทำเส้นมันเทศง่ายเพียงนี้ แล้วเส้นก๋วยเตี๋ยวทำอย่างนี้เหมือนกันไหม?”
“ฮ่า ๆๆ… ทำอย่างนี้หรือไม่ข้าไม่รู้หรอก แต่เส้นมันเทศทำอย่างนี้ได้”
……
แม้ว่าแต่ละคนจะรับผิดชอบต่างขั้นตอนกัน ทว่ายังเห็นวิธีการในขั้นตอนต่าง ๆ ได้ทั่ว ขอเพียงไม่ยุ่งก็สามารถมาช่วยงานในขั้นตอนที่ไม่ได้รับผิดชอบได้
ด้วยเหตุนี้หากอยู่ที่นี่นานวันเข้า โดยทั่วไปแล้วย่อมไม่มีสิ่งใดที่เรียนรู้ไม่ได้
เมื่อพวกเขานึกถึงความใจกว้างของสกุลจูที่ให้เรียนรู้วิธีการทำก็ซาบซึ้งใจขึ้นมา
“จูต้าเหนียงได้สูตรนี้มาสามารถเก็บเอาไว้เองได้ แต่นางกลับเผยแพร่โดยไม่มีข้อแม้ ทั้งยังไม่กลัวเราลักวิชาไปอีก”
“กลัวทำไมกัน เราลักไปแล้วจะไปขายเส้นมันเทศที่ใดได้ เมียจูซื่อก็บอกไว้ไม่ใช่หรือว่าให้เราขายได้ตามต้องการ แต่ไม่ว่าเราจะทำอย่างไรก็คงไปขายให้เจ้าของร้านในเมืองไม่ได้”
“จริงของนาง อีกทั้งเราขายเองก็ต้องเป็นธุระจัดการเอง ไม่รู้ว่าต้องยากเย็นเพียงไหน ให้พวกเขาช่วยขายต่อให้ดีกว่า เราไม่ต้องทำสิ่งใดนอกจากนั่งรอเงินอยู่ที่บ้าน ไม่ต่างจากขนมที่หล่นจากฟ้า ไม่รู้ว่าชาวบ้านหมู่บ้านอื่นจะอิจฉาเราปานไหน”
……
ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าโชคดีที่จูต้าเหนียงแต่งเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านสกุลจู หากนางแต่งเข้าหมู่บ้านอื่น เคราะห์ดีคงไม่ตกมาถึงมือพวกเขาไม่ใช่หรือ?
เมื่อพวกเขาเห็นเย่อวี๋หราน จึงต่างพากันส่งยิ้มให้ด้วยความตื้นตันใจ
คนที่เก็บผลไม้หรือพืชผักสดในป่ามาได้ เมื่อมาทำงานที่นี่ก็จะนำติดไม้ติดมือมาฝาก บอกว่านำมาให้จูต้าเหนียงลองชิมเปลี่ยนรสชาติดู
หลี่ซื่อรับมา ขณะเดียวกันบางครั้งก็มอบของตอบแทนกลับไป
บ้านใกล้เรือนเคียงแวะเวียนไปมาหาสู่ จึงยิ่งผูกพันกันลึกซึ้ง