ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 896 คิดให้ถี่ถ้วนที่สุด
“โห! ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าปีนี้เราจะต้องย้อมผ้ามากมายปานนี้!” หลินซานเม่ยลิงโลดเมื่อเห็นรายชื่อลูกค้า “ฮ่า ๆๆ… นี่เป็นเงินทั้งนั้น!”
หลินซื่อเม่ยเห็นท่าทีดีอกดีใจของนางแล้วก็จนใจจึงต้องกล่าวเตือน “ซานเม่ย ยิ่งมีลูกค้ามาก เราก็ยิ่งมีงานต้องทำ เจ้าด่วนดีใจเกินไปแล้วหรือเปล่า”
หลินซานเม่ยยังไม่รู้ตัว “ยังดีกว่าไม่มีใครมาให้เราย้อมผ้าให้ ทำเพียงแค่ปีละครั้ง มีเพียงเราไม่กี่คนที่ได้เงิน หากไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ก็ไม่รู้ว่าคราวหน้าจะมาเมื่อไหร่ ยิ่งไปกว่านั้นชาวบ้านยังมีความเป็นอยู่ดีขึ้นทุกที ต่อไปอาจไม่มีใครมาให้เราย้อมผ้าให้อีกแล้ว…”
ใช่ว่านางพูดโดยไม่มีเหตุผล ถึงอย่างไรการที่ชาวบ้านมาให้พวกนางย้อมผ้าให้ก็เพราะผ้าขาวราคาถูก ต่อให้เพิ่มเงินค่าย้อมผ้าก็ยังมีเงินจ่าย
หากภายภาคหน้าพวกเขาไม่ต้องหาเช้ากินค่ำ หรือเริ่มลืมตาอ้าปากได้และไม่ได้ซื้อได้เพียงผ้าขาว กิจการคงถึงคราวจบสิ้น
หลินซื่อเม่ยกับจูปาเม่ยนึกกังวลขึ้นมาทันที หากไม่มีใครมาให้พวกนางย้อมผ้าให้ ต่อไปพวกนางจะหารายได้จากไหน?
ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาครุ่นคิดเรื่องนี้ มีคนมากมายต่อแถวรอย้อมผ้าอยู่ พวกเขาต้องเร่งมือเตรียมข้าวของให้เพียงพอต่อการย้อมผ้า หากถึงยามนั้นแล้วของขาดขึ้นมาแล้วจะเดือดร้อนได้
หลังเรือนเก่าสกุลจูถูกใช้เพื่อลวกเส้นไปแล้ว จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยจึงย้ายมาย้อมผ้าที่เรือนหลังใหม่ ให้พี่ชายช่วยยกชั้นมาวางเรียงกันแล้วพวกนางค่อยเริ่มงานของตนเอง
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อรู้ว่ามีหลายคนลงชื่อเพื่อย้อมผ้าในปีนี้ พวกนางจึงร้อนใจและรีบไปบอกเย่อวี๋หรานว่าจะให้ย้อมผ้าของคนในครอบครัวก่อน
ไม่เพียงเท่านั้น พวกนางยังส่งข่าวไปยังครอบครัวฝ่ายแม่ให้ซื้อผ้าเอาไว้แต่เนิ่น ๆ จะได้ไม่อยู่ลำดับท้ายและตัดเย็บชุดใหม่ได้โดยไม่ล่าช้าเช่นปีก่อน
ส่งข่าวกันไปมา หลังจากจูปาเม่ยเริ่มลงมือได้ไม่นาน ข่าวก็แพร่สะพัดออกไปพ้นหมู่บ้านสกุลจูถึงทุกหมู่บ้านบนเชิงเขาไท่ตัง
หลายคนแตกตื่นกลัวว่าจะย้อมผ้าไม่ทันการ จึงวิ่งโร่มาถามที่บ้านสกุลจู
ยามนี้จูปาเม่ยยิ่งงานล้นมือ นางต้องคอยดูแลการย้อมผ้าและยังต้องรับมือกับคนที่มาลงชื่อกัน ทำเอานางแทบหัวระเบิด
เมื่อจบวัน นางจึงเหนื่อยล้าและปวดหลังไม่น้อย
“ข้าปวดคอนัก ท่านแม่ ช่วยบีบนวดให้ข้าได้ไหมเจ้าคะ” หลังจากแช่เท้านางก็ขยับคอมาทางเย่อวี๋หราน
ครั้นเห็นนางทำงานหนักตั้งแต่อายุยังน้อย เย่อวี๋หรานย่อมปวดใจเป็นธรรมดา จึงเอื้อมมือออกไปบีบนวดให้
ระหว่างนั้นนางก็เอ่ยว่า “ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ หากเจ้าทำเงินได้จากการย้อมผ้าก็ดี แต่หากไม่ได้ เราก็เพียงหาเงินได้น้อยลงเท่านั้น ต่อให้งานนี้กำไรงามแต่จะสำคัญไปกว่าร่างกายของเจ้าได้อย่างไร”
“แน่นอนว่าเงินสำคัญเจ้าค่ะ” จูปาเม่ยกล่าว “หากพลาดจากชาวบ้านไปคงไม่มีร้านนี้ ใครเล่าจะรู้ว่าปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้น หากปีหน้าข้าไม่สามารถหาเงินได้จากการย้อมผ้าเล่า? ข้าทำใจละทิ้งรายได้ก้อนโตไม่ลง…”
นางยังเล่าข้อกังวลที่พูดคุยกับหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยให้มารดาฟัง
“ท่านแม่ ท่านมีหนทางดี ๆ ทำให้พวกเขามาย้อมผ้ากับข้าตลอดหรือไม่?”
“มาย้อมผ้ากับเจ้าตลอดหรือ?” เย่อวี๋หรานถาม “เจ้าคิดจะเปิดร้านผ้าหรือ?”
“ร้านผ้างั้นหรือ?” จูปาเม่ยชะงักก่อนจะส่ายหน้าพลางเอ่ยว่า “ท่านแม่ ข้าจะมีเงินไปเปิดร้านผ้าได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นเรามีเพียงพื้นที่เล็ก ๆ จะมีคนมีปัญญาซื้อผ้าได้สักเท่าไหร่ ขนาดครอบครัวเรายังไม่กล้าซื้อผ้าเนื้อดี เพียงเลือกผ้าที่ดีหน่อยเท่านั้น… แล้วก็เอาไว้ให้พี่เจ็ด ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าใช้เท่านั้น ข้าสะเทือนใจนัก”
หากไม่ใช่เพราะพี่เจ็ดของนางเป็นถึงซิ่วไฉ และหลานชายทั้งสองก็อ่านออกเขียนได้ นางคงไม่ ‘ทุ่มเท’ เพื่อให้พวกเขามีหน้ามีตา
“เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าต่อไปเมื่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้น พวกเขาจะไม่มาย้อมผ้าอีก แต่จะไปซื้อผ้าที่ร้านในเมืองแทน ในเมื่อพวกเขาจะไปซื้อในเมืองอยู่แล้ว ทำไมพวกเขาจะไม่มาซื้อกับเจ้าเล่า?” เย่อวี๋หรานถามให้ขบคิด
“ใช่แล้ว ข้าเกือบพลาดไปแล้ว ท่านแม่ความคิดดีนัก!” ทว่าหลังกล่าวชม จูปาเม่ยก็หงอยลงอีกครั้ง “ความคิดดีแต่ทำได้ยากนัก ข้ามีเงินเพียงเล็กน้อย ซื้อผ้าดี ๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการเปิดร้านผ้า…”
“ในเมื่อมีชาวบ้านมากมายมาย้อมผ้ากับเจ้า ทำไมเจ้าไม่ให้พวกเขาซื้อผ้าสีจากเจ้าได้โดยตรงเลยเล่า?” เย่อวี๋หรานอธิบาย “เจ้าสามารถคิดค่าแรงและค่าผ้าเป็นพื้นฐานได้แล้วลดราคาลงอีกหน่อย ให้พวกเขาสั่งซื้อแล้วนำไปเจรจากับร้านขายผ้าเพื่อซื้อผ้าขาวในราคาถูกกว่าราคาตลาด เช่นนั้นเจ้าก็สามารถทำกำไรจากส่วนต่างได้แล้วไม่ใช่หรือ?”
จูปาเม่ยงุนงง ทำเช่นนี้ก็ได้ด้วยหรือ!
“แม้ตอนแรกจะดูเหมือนไม่สามารถทำเงินได้มากจากการซื้อผ้ามาย้อมเอง แต่เมื่อมาทบทวนดูแล้วก็พบว่า เจ้าสามารถอาศัยชาวบ้านที่ต้องการซื้อผ้าได้ ต่อไปทุกครั้งที่พวกเขาต้องการผ้าราคาถูกก็จะนึกถึงเจ้า ยังจะกลัวว่าพวกเขาจะไม่มาซื้อผ้าเจ้าอีกหรือ? ขอเพียงพวกเขามาซื้อผ้ากับเจ้า ยังจะกลัวว่าจะเปิดร้านผ้าไม่ได้อีกหรือไม่”
จูปาเม่ย “…”
สมกับเป็นท่านแม่ มักมี ‘ความคิดบรรเจิด’ ทำนองนี้อยู่เสมอ
ใช่แล้ว ใครบอกว่านางต้องเปิดร้านผ้าก่อนเล่า อย่างแป้งมันเทศที่ครอบครัว ‘รับซื้อ’ ก็เป็นการรับซื้อก่อนค่อยจ่ายทีหลังไม่ใช่หรือ
นางสามารถให้ชาวบ้านจ่ายค่ามัดจำก่อนได้ แล้วค่อยนำเงินมัดจำนี้ไปเจรจาขอซื้อผ้าราคาถูกจากร้าน จากนั้นจึงขายให้กับชาวบ้านหลังจากย้อมเสร็จ
จูปาเม่ยยิ่งตื่นเต้นเมื่อถามไถ่รายละเอียดจากมารดา
บางทีนางอาจไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วน แต่เมื่อนำทุกสิ่งที่คิดมาผสานกับคำชี้แนะของเย่อวี๋หรานก็กลับกลายเป็นสมบูรณ์แบบ
เย่อวี๋หรานปรามไม่ให้นางรีบร้อนลงมือ แต่ให้ทำอย่างพี่เจ็ด ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ต้องร่าง ‘แผน’ ขึ้นมาก่อน แล้วค่อยนำแผนนี้ไปหาคนที่เกี่ยวข้องเพื่อปรึกษาหารือและปรับปรุงแผน เช่นนั้นถึงจะหลีกเลี่ยงปัญหาได้
“เจ้าอายุยังน้อย ไม่จำเป็นต้องรีบเร่ง ใช้เวลาไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนที่สุด ต่อให้คราวนี้ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร สิ่งสำคัญคือการได้เรียนรู้จากประสบการณ์ มันจะสอนให้เจ้ารู้ว่าต่อไปต้องทำสิ่งใดและเริ่มต้นอย่างไร…”
จูปาเม่ยพยักหน้ารับและจดจำมันขึ้นใจ “อืม ข้ารับทราบแล้วเจ้าค่ะท่านแม่”
นางบอกเล่าข่าวดีนี้กับหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยในวันรุ่งขึ้น
เด็กสาวทั้งสามถือโอกาสช่วงพักมารวมตัวและวางแผนร่วมกัน
เจ้าพูดอย่างหนึ่งข้าพูดอย่างหนึ่ง ไม่นานพวกนางก็ ‘วางแผน’ ได้สำเร็จ
เย่อวี๋หรานดูสิ่งที่พวกนางส่งมาแล้วยิ้มบาง ๆ “อื้ม ไม่เลว ครั้งแรกยังวางแผนได้ดีขนาดนี้ เยี่ยมมาก แต่ว่ายังมีบางจุดที่…”
นางชี้ให้เห็นบางส่วนของแผนการที่ยังไม่เข้ารูปเข้ารอย
มีบางอย่างที่นางไม่อาจตัดสินใจได้ จึงให้จูปาเม่ยไปถามพี่ห้าของเจ้าตัว ถึงอย่างไรจูปาเม่ยก็เป็นเด็กสาวที่อยู่แต่ที่บ้าน ไม่รู้เรื่องราวภายนอกเท่าจูอู่ หากต้องการเจรจากับเจ้าของร้านก็เกรงว่าต้องให้เขาเข้ามาช่วยเหลือ
เย่อวี๋หรานเอ่ยกำชับ “ผู้ชายสกุลจูทำกิจการไม่ได้ เจ้าให้พี่ชายช่วยได้แต่ห้ามให้เขาออกหน้าเป็น ‘เจ้าของกิจการ’ เด็ดขาด เข้าใจไหม?”