ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 898 นางเอกนิยายเรื่องใดเดินทางข้ามมิติมา?
พี่เป้ามองไปรอบตัวก่อนกัดฟันบอก “น้องจูอู่ ข้าจะไม่ปิดบังท่าน ระหว่างข้ากับฮูหยินเจี่ย… ข้าเองก็อธิบายไม่ได้เช่นกัน แต่วางใจได้ เรื่องระหว่างเราจะไม่กระทบกับกิจการแน่นอน”
“ท่านจะรับรองได้อย่างไร?” จูอู่ได้ยินแล้ววิตก
“ข้าเอาหัวเป็นประกันได้เลย”
จูอู่ “…”
เขาอยากจะบอกเหลือเกิน ‘หัวท่านมีค่าเท่าไหร่กัน จะสำคัญเท่ากิจการของครอบครัวข้าได้อย่างไร’
ทว่าเขาไม่กล่าวออกไปเพราะรู้ว่าจะเป็นการทำร้ายจิตใจคนฟัง
“ไม่เชื่อข้าหรือ?” เมื่อเห็นเขาไม่ตอบพี่เป้าก็เผยสีหน้าร้อนใจ “น้องจูอู่ ข้าเป็นคนเช่นไรท่านก็รู้ดีไม่ใช่หรือ ใช่ว่าเรารู้จักกันเพียงวันสองวัน ทำงานร่วมกันมานานเพียงนี้ท่านยังกังขาในตัวข้า…”
“พี่เป้า ใช่ว่าข้าไม่เชื่อใจท่าน แต่เรื่องนี้…” เขาเองก็เอ่ยอย่างลำบากใจ “ไม่ว่าเรื่องนี้จะตกอยู่ที่ใครก็ไม่มีทางจะเชื่อได้ ลองเปลี่ยนเป็นข้าดู หากข้าไปพัวพันกับฮูหยินสกุลใหญ่แล้วข้ายอมรับขึ้นมา ท้ายที่สุดข้ายังจะให้ท่านวางใจและไม่ปล่อยให้เรื่องนี้หลุดออกไป… ทว่าความลับไม่มีในโลก กระดาษไม่อาจห่อไฟได้หรอก พี่เป้า”
อีกฝ่ายอึกอักและไม่รู้จะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตนกับฮูหยินเจี่ยอย่างไร
แม้ว่าเขากับฮูหยินเจี่ยจะสนิทสนมกัน แต่พวกเขาก็ไม่เคยทำเรื่องเสียหาย ไม่ว่าในสายตาของผู้อื่นหรือเมื่ออยู่ตามลำพัง พวกเขายังรู้สึกว่าเป็น ‘สัมพันธ์ธรรมดา’ ที่บริสุทธิ์ใจต่อกัน
ทว่าความบริสุทธิ์ใจนี้ต้องการสิ่งพิสูจน์ เช่นนั้น…
จูอู่เอ่ยสำทับ “พี่เป้า เรื่องพรรค์นี้ท่านไม่มีหนทางพิสูจน์ แค่ท่านเป็นชายคนนอกที่มีสัมพันธ์กับฮูหยินของผู้นำสกุล เมื่อผู้อื่นมองมาย่อมดูไม่ดี ไม่มีใครคิดถามหาความจริงจากท่านหรอก มีแต่จะ ‘ซุบซิบนินทา’ ข่าวลือร้ายเสียยิ่งกว่าเสืออีก”
“เจ้าจึงไม่ต้องการร่วมมือกับฮูหยินเจี่ยหรือ?”
“ร่วมมือก็ส่วนร่วมมือ แต่ท่านเข้ามายุ่งเกี่ยวไม่ได้” เขาบอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “พี่เป้า หากท่านทบทวนให้ดี ไม่ว่าท่านจะเข้าหาฮูหยินเจี่ยทางใดก็…”
“เราสองคนบริสุทธิ์ใจต่อกัน”
“ข้ารู้ว่าพวกท่านบริสุทธิ์ใจต่อกัน ทว่าต่อให้เป็นเช่นนั้นแล้วคนอื่นมองมาอย่างไรเล่า ไม่ว่าท่านจะเกี่ยวข้องกับนางทางใดก็ควรอยู่ให้ห่างจากนาง หากเรื่องนี้หลุดไปเพียงนิดก็ทำให้ท่านกับนางเสียหายเอาได้ ท่านบอกว่าสกุลเจี่ยมาจากเมืองหลวง คิดว่านายท่านเจี่ยจะทนเรื่องนี้ได้หรือ? ผู้ชายทุกคนทำใจไม่ได้หรอก” อย่างพี่รองของเขายังขุ่นเคืองใจจนไม่ต้องการลูกชายเพียงเพราะพี่สะใภ้รองถูกหมอชาวบ้านแตะเนื้อต้องตัวเพราะคลอดลูกยาก
หากไม่ใช่เพราะภายหลังมารดาเขาโกรธและมอบหมายหน้าที่ดูแลพี่สะใภ้รองและเลี้ยงลูกชายให้พี่รองจนเจ้าตัวทรมานไปพักหนึ่ง เรื่องนี้คงไม่รู้ว่าจะยุติลงอย่างไร
ไม่ต้องกล่าวถึงนายท่านเจี่ยฮงฟาง หากเขาทานทนได้ก็นับว่าน่าแปลกแล้ว
“เฮ้อ…” พี่เป้าถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ท่านเป็นกังวลเรื่องนี้สินะ น้องจูอู่ ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้คิดจะออกหน้าทำเรื่องนี้แต่อย่างใด หากไม่ใช่เพราะท่าน ข้าคงไม่มาหาด้วยเรื่องเช่นนี้ แต่เพราะเป็นท่าน ข้าจึงคิดทำเรื่องนี้”
จูอู่คิด ‘พี่เป้า พูดอะไรของท่านอีก ทำเอาข้าพลอยกดดันไปด้วย!’
พี่เป้าตบบ่าจูอู่ ก่อนเอ่ยว่าฮูหยินเจี่ยจะไปดื่มชาที่โรงน้ำชาและรับชมมหรสพในวันที่ยี่สิบห้าเดือนนี้
จูอู่รู้สึกไม่ดีนัก เขาคาดเดาประโยคถัดมาของอีกฝ่ายได้ ขอเพียงเขาพยักหน้าตกลง เจ้าตัวจะสามารถจัดฉากให้เป็นเพียงเหตุ ‘บังเอิญ’ ที่พวกเขามาเจอกัน
‘เหตุบังเอิญ’ ที่ตระเตรียมมาอย่างดีนี้ทำให้เขาพูดไม่ออก
“เรื่องนี้… ข้าขอกลับไปหารือกับท่านแม่ก่อน” เขาย่อมอดใจรอซื้อผ้าราคาถูกไม่ไหว ทว่าเรื่องระหว่างพี่เป้ากับฮูหยินเจี่ยก็ทำให้ไม่สบายใจจนต้องตัดสินใจกลับไปปรึกษามารดา
ท้ายที่สุดเรื่องจึงวกกลับมาถึงมือเย่อวี๋หราน
เย่อวี๋หราน “…”
คราวก่อนนางรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ ทว่าปิดบังเอาไว้ให้พี่เป้าและไม่ได้บอกจูอู่ คล้อยหลังนางไป พี่เป้ากลับบอกเขาเองอย่างนั้นหรือ?
เกรงว่าพี่เป้าน่าจะจงใจทำเช่นนั้น!
เย่อวี๋หรานระลึกได้ทันทีว่าพี่เป้ากำลัง ‘ลองใจ’ พวกเขาอยู่
หากสกุลจูยอมตกลง นั่นหมายความว่าศีลเสมอกับพี่เป้า เขาย่อมสามารถร่วมมือกันต่อไปได้อย่างมั่นใจ ทว่าหากสกุลจูไม่ตกลง พี่เป้าคงต้องจัดการจับมืออื่น
“ท่านแม่” จูอู่เห็นนางไม่ตอบอยู่ครึ่งวันจึงงุนงง
เย่อวี๋หรานรู้สึกตัวขึ้นมา จากนั้นจึงกล่าวว่า “ข้าเกรงว่าเรื่องนี้คงรับมือลำบากแล้ว เรื่องอื่นข้าไม่กลัว กลัวแต่พี่เป้าจะเป็นพระเอกที่ไม่อาจต้านทานสาวงาม เมื่อเข้าตาจนจะทำสิ่งที่จะเสียใจภายหลังได้”
“เช่นนั้น… ให้ข้าบอกปัดเขาหรือขอรับ?” จูอู่ถาม
นางส่ายหน้า “หากเจ้าปฏิเสธ เขาจะไม่เชื่อใจเรามากเท่าตอนนี้ ต่อไปเราก็ต้องไว้ท่าทีเมื่อร่วมมือกับเขา”
“ปฏิเสธไม่ได้ ร่วมมือก็ไม่ได้ แล้วเราควรทำอย่างไรขอรับ?”
“เฮ้อ…” เย่อวี๋หรานถอนหายใจ “ข้าเพียงช่วยวิเคราะห์ให้เท่านั้น ส่วนจะทำอย่างไร เจ้ากับปาเม่ยไปตกลงกันเองเถิด”
“หา!… จริงหรือ ท่านแม่” จูอู่ชะงักก่อนท้วง “ท่านไม่ช่วยแล้วเราจะตกลงกันได้อย่างไร มีท่านช่วยตัดสินใจย่อมดีกว่า”
“เพราะข้ายังมีชีวิตอยู่ช่วยถึงได้ให้พวกเจ้า ‘ลองผิดลองถูก’ ด้วยตนเอง หากเกิดเรื่องขึ้นยังมีข้าคอยจับตามอง หลงทางไปได้ไม่ไกลหรอก หากข้าไม่ให้พวกเจ้าลองตอนนี้ วันหนึ่งข้าตายไปแล้วพวกเจ้าทำพลาดขึ้นมา ใครจะคอยดูแลพวกเจ้า”
“ท่านแม่ ทำไมอยู่ ๆ ถึงได้พูดเรื่องทำนองนี้?” จูอู่หวาดระแวงเพราะรู้สึกว่าดูไม่เหมือนคำพูดที่หลุดมาจากปากมารดาตนเอง
“ยามแก่ตัวลงก็พูดจาชัดเจนนักไม่ได้หรอก” เย่อวี๋หรานเอ่ย “อย่างตอนนี้ข้าขาหักเดินไม่ได้ก็เพราะอุบัติเหตุไม่ใช่หรือ คนไร้วิสัยทัศน์จะวิตกมากเกินไป บางครั้งมองการณ์ไกลก็ปลอดภัยกว่า”
แม้กานอี้เซียนจะรักษาขาให้นางแล้ว ทั้งยังให้นางเป็นนางเอกนิยายข้ามมิติมาสวมบทเป็นแมรี่ซู*[1] ที่ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับหายนะหรือความลำเค็ญเพียงไหน ท้ายที่สุดก็สามารถพลิกสถานการณ์มาได้เสมอ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้นางรู้ว่ายิ่งนางรับบทแมรี่ซูก็ยิ่งคาดหวังในอนาคต ยิ่งคาดหวังในอนาคตก็ยิ่งวิตกกังวล…
ให้ตายสิ มีนางเอกนิยายเรื่องใดไม่ผจญความยากลำบากหลังข้ามมิติมาบ้าง?
ข้าไปที่ไหนมาบ้าง เอาแต่อยู่ในหมู่บ้านสกุลจูจึงพบเจอแต่เรื่องราวระดับแบเบาะ ต่อไปต้องออกเดินทางไปจากหมู่บ้านสกุลจูบ้าง…
ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกหรือ? ทันทีที่ออกจากหมู่บ้านสกุลจูไปเมืองผู่โซ่ว นางก็กลับกลายเป็น ‘พิการ’ หากไปที่อื่นอาจต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ทว่านางไม่รู้ว่าสังขารชราภาพนี้จะทานทนไหวหรือไม่
อย่าได้กลัวจะเสียเลือดเสียเนื้อก่อนถึงจุดจบ หากเป็น ‘ตัวประกอบ’ หรือผู้ที่ผ่านมาในเรื่องราวของคนอื่น มันคงกลายเป็นโศกนาฏกรรม
เย่อวี๋หรานรู้สึกว่าเพื่อให้ตนเองได้ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอย่างสงบสุข นอกจากรักษาสุขภาพแล้วยังต้อง ‘ฝึกฝน’ ลูกชายให้ดี
เมื่อมารดาเอ่ยเช่นนั้นจูอู่จึงไม่มีหนทางอื่นนอกจากไปหารือกับจูปาเม่ย
จูปาเม่ยกล่าวด้วยความมุ่งมั่น “เช่นนั้นก็ร่วมมือเสียสิ ในเมื่อเราจะได้ผ้าราคาถูก ทำไมจะไม่ตกลงเล่า?”
[1] แมรี่ซู (Mary Sue) คือ ตัวละครหญิงที่มีลักษณะอุดมคติ สมบูรณ์แบบในทุก ๆ ด้าน โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลและความเป็นจริงหลายประการ