ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 897 อยู่ ๆ ก็ได้เป็นผู้ดูแลบ้าน
“อื้ม! ข้ารู้เจ้าค่ะ” จูปาเม่ยไม่รู้ว่าเหตุใดเวลานี้มารดาถึงได้เน้นย้ำเช่นนี้ แต่นางยังจดจำไว้ขึ้นใจ
นางเดินออกไปพูดคุยกับจูอู่
เขาถึงกับตกตะลึง “เจ้าคิดเองหรือ!”
เห็นสีหน้าของพี่ชายแล้วนางก็เก้อเขิน “ข้าไม่ได้คิดเพียงผู้เดียว ซานเม่ยกับซื่อเม่ยเองต่างก็ช่วยด้วย…”
“ไม่รู้มาก่อนเลย ปาเม่ย ยามนี้เจ้าเติบโตขึ้นทุกวัน” จูอู่ว่าพลางถอนหายใจ “นึกย้อนไปข้ายังจำได้ว่าเจ้าวิ่งเล่นไปทั่วหมู่บ้าน คอยซุบซิบนินทาผู้อื่นไปทั่ว เพียงพริบตาเดียวเจ้าก็รู้จักทำกิจการอย่างพี่สะใภ้สี่เสียแล้ว”
“พี่ห้า ใช่ว่าข้าไม่ต้องการดึงท่านมาทำกิจการด้วยกัน เพียงแต่ท่านแม่ไม่อนุญาต ไม่เช่นนั้นการแบ่งส่วนแบ่งให้ท่านนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย” นางย่อมอดใจให้พี่ชายมาร่วมทำเงินและแบ่งเบาความเสี่ยงไม่ไหว
ทว่านางไม่กล้าขัดคำสั่งของเย่อวี๋หราน
ยิ่งไปกว่านั้น พี่ชายของนางเองก็ไม่ได้มีเงินเช่นกัน
“ข้าร่วมลงทุนไม่ได้ แต่พี่สะใภ้ห้าของเจ้าทำได้”
“พี่สะใภ้ห้าหรือ?” นางนึกไม่ถึงแต่ยังลังเลใจอยู่บ้าง “ใช่ว่าไม่ดี… พี่ห้า นิสัยใจคอของพี่สะใภ้ห้า…”
“ซานเม่ยกับซื่อเม่ยก็ร่วมลงทุนกับเจ้าไม่ใช่หรือ? พวกนางยังทำได้แล้วจะกังวลกับพี่สะใภ้ห้าของเจ้าทำไมกัน?” จูอู่มองหน้าแล้วกล่าวหยอกล้อ “ทำไมหรือ? เจ้าหวาดระแวงนางหรือ? อย่างน้อยนางก็เป็นพี่สะใภ้ของเจ้า ไม่ว่าอย่างไรนางก็ยังเป็นคนของสกุลจู ลูกที่จะเกิดมาในภายภาคหน้าก็ต้องใช้สกุลจู แต่ซานเม่ยกับซื่อเม่ยแต่งออกไปจะมีลูกสกุลใดยังไม่รู้ได้… เจ้ามั่นใจว่าพวกนางน่าไว้วางใจกว่าพี่สะใภ้หรือ?”
“อืม…” จูปาเม่ยเถียงไม่ออก
จริงอยู่ที่นางสนิทสนมกับหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย ทว่าท้ายที่สุดก็มีเพียง ‘พี่สะใภ้ห้า’ ที่แต่งเข้าสกุลจูของนาง
ต่อให้ตอนนี้นางใกล้ชิดกับหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย แต่หากทั้งสองแต่งออกไปในภายภาคหน้าเล่า?
“อีกทั้งยังมีข้าคอยจับตามองอยู่ ต่อให้พี่สะใภ้เจ้าไม่น่าวางใจ แต่ข้าจะปล่อยให้นางเอาเปรียบเจ้าได้อย่างไร”
จูอู่ว่ามาถึงตรงนี้นางก็ไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้ ทำได้เพียงตอบตกลง “อย่างไรข้าก็คงท้วงอะไรท่านไม่ได้ หากพี่อยากให้พี่สะใภ้มาร่วมลงทุนด้วยก็ให้นางทำเถิด แต่ข้าขอบอกไว้ก่อนว่าข้าทำเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ยังไม่รู้ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ หากคว้าน้ำเหลวขึ้นมาจะมาโทษข้าไม่ได้”
“ไม่ต้องห่วง ไม่โทษเจ้าอยู่แล้ว” เขาบอก “ในเมื่อท่านแม่อนุญาตเอง ต่อให้ทำเงินไม่ได้ก็คงไม่สูญเสียนัก”
จูปาเม่ยคิด ‘ที่แท้ท่านไม่ได้เชื่อในตัวข้า แต่เป็นท่านแม่หรอกหรือ’
จูอู่รับรายชื่อที่น้องสาวเขียนให้ไป เพียงไม่กี่วันเขาก็สำรวจตลาดในตำบลอันจิ่วได้
ทว่านึกไม่ถึงว่าเมื่อพี่เป้าได้ยินเขาถามถึงผ้าแล้วอีกฝ่ายกลับเดินมาหาถึงหน้าบ้าน
“คุณชายจูอู่ ท่านต้องการซื้อผ้าหรือ?”
“พี่เป้า ทำไมถึงเรียกข้าตามคนอื่นอย่างนั้น” จูอู่หุบยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ท่านเรียกข้าว่าจูอู่ก็พอ เรียกเช่นนี้แล้วแสลงหูไม่น้อย”
“โอ้ ในเมื่อทุกคนเรียกอย่างนั้น ข้าย่อมต้องเรียกขานตาม เมื่อก่อนตะโกนเรียกจูอู่ยังไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ผิดไปจากเดิมแล้ว น้องเจ็ดของท่านได้เป็นซิ่วไฉ ข้าเองทำกิจการร่วมกับแม่ท่าน ไม่ต้องกล่าวถึงคุณชายจูอู่ แค่เรียกว่า ‘น้องจูอู่’ ก็ยังถือว่าข้าไม่รู้จักเจียมตัว…”
พี่เป้าเชิญเขาดื่มชาแล้วถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ
จูอู่ต้องการสำรวจราคาผ้าในตำบลอันจิ่ว โดยเฉพาะราคาซื้อ แต่เขาย่อมไม่สามารถไปถามด้วยตนเองได้ ต้องสืบเอาจากผู้อื่น
ผู้อื่นที่ว่านี้เดิมทีเป็นลิ่วล้อของพี่เป้าที่รู้จักกันมานาน เมื่อเกิดความเคลื่อนไหวอะไรขึ้น มีหรือที่พี่เป้าจะไม่รู้ข่าว
ดังนั้นเมื่อเขาเข้าเมืองมา พี่เป้าจึงชวนเขามาด้วย
“ข้ามีแผนอยู่ ว่าแต่ พี่เป้า ท่านต้องการทำกิจการผ้าหรือ?” จูอู่ถามไปโดยไม่คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะสนใจ
พี่เป้าส่ายหน้า “ไม่ใช่ข้า เป็นฮูหยินเจี่ยต่างหาก”
“ฮูหยินเจี่ยหรือ?”
“ใช่ ข้าเคยเล่าให้มารดาท่านฟังแล้วว่าฮูหยินเจี่ยมาจากเมืองหลวง นางคุ้นเคยกับร้านผ้าในเมืองหลวง หากท่านต้องการผ้าก็สามารถร่วมงานกับนางได้” พี่เป้าอธิบาย “ข้ารับรองได้ว่าผ้าที่ได้จากนางจะถูกกว่าและดีกว่าที่ได้จากร้านผ้าด้านนอกแน่นอน”
“ราคาถูกเป็นเรื่องดี แต่ผ้าดี…” จูอู่กล่าว “พี่เป้า ข้าจะไม่ปิดบังเรื่องนี้กับท่าน กิจการนี้เป็นของปาเม่ยน้องสาวข้า ตอนนี้นางเติบใหญ่แล้ว นางต้องการเปิดร้านผ้าร่วมกับน้องสาวเมียข้า เป็นเพียงกิจการเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน ต่อให้ได้ผ้าเนื้อดีมาก็คงขายไม่ออก ไม่สู้เอาเพียงผ้าขาวคุณภาพพอใช้ได้…”
“เป็นคุณหนูปานี่เองที่ต้องการเรียนรู้การทำกิจการ เช่นนั้นยิ่งต้องร่วมมือกับฮูหยินเจี่ย…” พี่เป้าไม่ถูกจูอู่หลอกล่อโดยง่าย เขากลับยิ่งรุกคืบ
จูปาเม่ยเป็นเพียงลูกสาวสกุลจู กลับถูกยกยอเทียบเท่าคุณหนูคนโตของสกุลใหญ่เสียอย่างนั้น
ได้ยินมานานแล้วว่าจูต้าเหนียง ‘โปรดปราน’ ลูกสาวคนนี้ ยามนี้ให้นางออกมาทำกิจการ ล้อเล่นหรืออย่างไร?
เมื่อนึกถึงอายุของจูปาเม่ย พี่เป้าก็คิดได้ว่าอีกไม่นานยามออกเรือนนางคงมีสินเดิมเตรียมการเอาไว้
เขาคิดจะซื้อผ้าจากฮูหยินเจี่ยทันที แต่ละผืนล้วนสามารถซื้อได้ถูกกว่าราคาข้างนอกหลายเหรียญ
หากซื้อปริมาณไม่มากยังพอทำเนา หากอยู่ ๆ สั่งซื้อจำนวนมากฮูหยินเจี่ยคงไม่สามารถขายให้ได้ ทว่าปริมาณ ‘น้อย’ เช่นนั้นก็ง่ายแก่การขนย้าย
ถึงอย่างไรก็มีการขนส่งสินค้าจากเมืองหลวงอยู่เป็นประจำ นำผ้าขาวติดมาด้วยนับว่าไม่เป็นปัญหา
จูอู่เอ่ยถาม “… พี่เป้า ท่านควรถามความต้องการของฮูหยินเจี่ยก่อนหรือไม่?”
“อะแฮ่ม…” อีกฝ่ายพลันเก้อเขิน “ท่านไม่ต้องห่วง เรื่องนี้ข้ารับปากแล้วย่อมไม่มีปัญหา ข้าจะไปเจรจากับฮูหยินเจี่ย นางต้องร่วมมือกับท่านอย่างแน่นอน”
“พี่เป้า ท่านเป็นผู้ดูแลบ้านของฮูหยินเจี่ยหรือ?” รอยยิ้มของจูอู่จางหาย เขาจ้องหน้าจับผิดอีกฝ่าย
เรื่องระหว่างพี่เป้ากับฮูหยินเจี่ย แม้เย่อวี๋หรานจะไม่ได้เปิดเผยทว่าเขาก็ไม่ได้โง่
ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง อยู่ ๆ จะมาเป็นผู้ดูแลบ้านได้อย่างไร?
ไม่ต้องกล่าวถึงว่าคนหนึ่งสกุลเจี่ย แต่อีกคนต่างสกุล ไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันแต่อย่างใด
พี่เป้ากล่าวกลบเกลื่อน “ข้าไม่ได้เป็นผู้ดูแลบ้านของฮูหยินเจี่ย น้องจูอู่อย่าได้ถามเลย เรื่องนี้ซับซ้อนยิ่งนัก… รู้ไว้ก็พอว่าท่านซื้อผ้าจากนางแล้วจะไม่ขาดทุนแน่นอน”
“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องขาดทุน แต่กังวลเรื่องของท่านต่างหาก”
“กังวลเรื่องข้าทำไมกัน?” พี่เป้าเสตาไปทางอื่น
“พี่เป้า ฮูหยินเจี่ยเป็นคนของสกุลเจี่ย เราต่างรู้ว่าสามีของนางคือใคร ท่านเป็นชายคนนอก กลับกล่าวอ้างว่าเป็นผู้ดูแลนางได้ ท่านคิดว่าข้าจะสบายใจหรือ?” จูอู่กล่าว “ยิ่งไปกว่านั้น กิจการของครอบครัวข้าก็ยังต้องพึ่งพาท่าน หากเกิดเรื่องขึ้นที่นี่ แหล่งรายได้ของครอบครัวเราคงหายไป”
แม้จูซานจะร่วมมือกับทางพรรคซานไห่ในเมืองผู่โซ่วแล้ว แต่ด้านนี้ก็เพิ่งริเริ่มและยังไม่เข้าที่เข้าทาง พวกเขายังต้องพึ่งพาพี่เป้าและนายท่านผู้เฒ่าซุนเพื่ออยู่รอด
หากเกิดเรื่องกับพี่เป้า สกุลจูคงพลอยเดือดร้อนไปด้วย จึงไม่มีทางที่จูอู่จะไม่วิตก