ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 902 ใช้อย่างไร?
เย่อวี๋หรานย่อมไม่กลัว นางรู้ดียิ่งกว่าใครถึงพลังของเสียงวิพากษ์วิจารณ์
หากฮูหยินเจี่ยกล้า ‘ขาย’ นาง นางก็มีสารพัดวิธีจะเอาคืนหญิงผู้นี้ ทว่าตอนนี้เพื่อให้อีกฝ่ายเชื่อใจ มันก็ยังคุ้มค่าที่จะเสี่ยง
อีกทั้งนางยังพูดโดยไม่ยั้งคิดเพราะนึกเห็นใจด้วย
“ก็เพราะว่าเป็นท่านไงเล่า” เย่อวี๋หรานสบตาอีกฝ่ายพลางกล่าวจากใจจริง “ไม่รู้ทำไมทันทีที่ข้าพบท่านก็รู้สึกถูกชะตา เหมือน… ได้พบเพื่อนเก่า จึงอยากกล่าวคำจริงใจกับท่าน ข้ารู้ว่าตนเองเป็นเพียงหญิงชาวบ้าน ปกติแล้วไม่คู่ควรจะพูดคุยกับท่าน แต่ข้าก็เพียงต้องการบอกเท่านั้น“
ฮูหยินเจี่ยตื้นตันใจยิ่งนัก
แม้แต่ครอบครัวฝ่ายมารดาที่รับรู้สถานการณ์ของนางดียังไม่เคย ‘ปลอบใจ’ นาง ซ้ำยังโทษนางว่าแต่งเข้าสกุลเจี่ยมาหลายปีแล้วยังไม่มีปัญญามีลูกชาย
หากไม่ใช่เพราะนางไม่สามารถมีลูกได้ เจี่ยฮงฟางจะเป็นเช่นนั้นหรือ?
มันทำให้นางสลดหดหู่ไม่น้อย
คิดว่านางไม่อยากมีลูกชายหรือ
เพียงแต่นางไม่ตั้งท้องเสียที แล้วจะทำอย่างไรได้เล่า
สกุลเจี่ยโทษนาง ครอบครัวฝ่ายมารดาก็โทษนาง คล้ายคนทั้งโลกกำลังโทษนาง หากแต่ตอนนี้จูต้าเหนียงซึ่งเป็นคนแปลกหน้ากลับบอกว่าการที่นางไม่ตั้งท้องไม่ใช่ความผิดของนาง แต่อาจเป็นความผิดของสามี
นางรู้ว่าภรรยาควรภาคภูมิใจในตัวสามี เมื่อมีคนมาดูหมิ่นสามีก็ไม่ต่างจากดูหมิ่นตนเอง จึงควรเป็นเดือดเป็นร้อนและสั่งสอนฝ่ายนั้นให้หลาบจำ
ทว่านางทำเช่นนั้นไม่ได้
ราวกับต้นไม้ขาดความอบอุ่น นางอดที่จะโอบกอดมันไม่ให้พลาดไปสักนิดไม่ไหว
เย่อวี๋หรานกล่าวพลางกุมมืออีกฝ่ายเมื่อเห็นดวงตาแดงเรื่อ “หากท่านอยากร้องไห้ก็ร้องไห้ออกมาเถิด นอกจากข้ากับท่านแล้วมีเพียงฟ้าดินล่วงรู้ หลังท่านพ้นประตูนี้ไปท่านก็ยังเป็นฮูหยินเจี่ยผู้อ่อนโยน ดีงาม และมีเกียรติ”
ฮูหยินเจี่ยไม่อาจอดกลั้นได้อีก นางโผกอดแล้วรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นคล้ายมาจาก ‘มารดา’
นางร่ำไห้เงียบ ๆ เพราะกลัวว่าเสียงจะดังเกินไปจนได้ยินไปถึงนอกห้อง หากเป็นเช่นนั้นนางคงไม่อาจแก้ตัวได้อีก
เย่อวี๋หรานไม่พูดสิ่งใด เพียงลูบหลังปลอบและปล่อยให้ไหล่เปียกปอนน้ำตา
บางครั้งการร้องไห้เสียงดังอาจไม่เรียกว่า ‘ความเจ็บปวด’ แต่การไม่กล้าแม้แต่จะร้องไห้เสียงดังต่างหากที่เจ็บปวดที่สุด เพราะนั่นหมายความว่านางไม่มีที่ระบายอารมณ์
หลังผ่านไปนาน เย่อวี๋หรานก็บอกให้คนด้านนอกยกน้ำมาให้โดยบอกว่าต้องการล้างมือ ทว่าแท้จริงนำมาชุบผ้าเช็ดหน้าเพื่อเช็ดคราบน้ำตาบนหน้าให้ฮูหยินเจี่ย
นางบอกว่าในฐานะผู้หญิงเรามีสิทธิ์ที่จะร้องไห้ แต่หลังร้องไห้ก็ต้องกลับไปเผชิญหน้าด้วยความกล้าหาญ
ไม่มีใครในโลกช่วยเราได้ พึ่งพาได้เพียงตัวเราเท่านั้น
เมื่อครั้งที่นางคลอดเจ้าสี่ ครอบครัวยากจนมากเสียจนแทบอดมื้อกินมื้อตลอดเวลา หากเป็นครอบครัวอื่นคงปล่อยให้ลูกอดอยากเป็นปกติ ทว่านางไม่คล้อยตาม ในเมื่อนางคลอดเขาออกมาแล้วก็ต้องเลี้ยงดูให้ดี ต่อให้นางไม่มีกิน แต่ลูกก็ต้องมีความเป็นอยู่ที่ดี
นางพยายามทุกทางและไปทุกที่เพื่อให้ได้อาหารประทังชีพ สามารถสู้และทะเลาะกับผู้อื่นเพื่อข้าวของเพียงเล็กน้อย
แม้จะน่าละอายที่ต้องพูดเช่นนั้น ทว่าในตอนนั้นนางก็อาศัย ‘การสู้’ และ ‘การแย่งชิง’ เพื่อหาอาหารมาเลี้ยงดูลูก ๆ
“ข้าไม่เสียใจเลย ต่อให้จะถูกด่าว่าเป็นหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ แก่แล้วไม่ยอมตาย แต่ข้าก็ไม่ทำให้ลูกสักคนต้องอดอยากและเลี้ยงดูพวกเขาจนเติบใหญ่ขึ้นมาได้ เท่านี้ข้าก็รู้สึกคุ้มค่าแล้ว…”
เย่อวี๋หรานยิ้มกว้างราวกับความทุกข์ทรมานที่นางเคยประสบมาไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ฮูหยินเจี่ยได้ยินเรื่องราวของนางแล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้ “ท่านเองก็ทุกข์มามาก เทียบกับท่านแล้วข้ารู้สึกว่าเรื่องของตนเองกลายเป็นสูญเปล่า แม้ทุกคนจะโทษที่ข้าไม่อาจมีลูก แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่กล้าริบเสื้อผ้าหรือปล่อยให้อดอยาก”
“บางครั้ง ‘การถูกทำร้าย’ จิตใจก็นับว่าเป็นการทำร้ายที่แท้จริง เพราะมองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้ ต่างจากสิ่งที่สามารถเติมเต็มได้ด้วยข้าวสักชาม เหมือนมือล่องหนที่ตามระรานไม่เลิกแม้จะผ่านไปเนิ่นนาน ยุคสมัยนี้ชายเป็นใหญ่ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ล้วนกำหนดโดยพวกเขา ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับพวกเขา สตรีอย่างเราทำได้เพียงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกฎที่บิดเบี้ยว” เย่อวี๋หรานกล่าว “ทว่าต่อให้จะต้องอยู่ท่ามกลางกฎที่บิดเบี้ยวนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดี ขอเพียงท่านรู้ถ่องแท้ใน ‘กฎ’ นั้น ท่านก็สามารถใช้มันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการได้”
“ใช้อย่างไร?” อีกฝ่ายงุนงง คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจมีลูกได้และเป็นที่รังเกียจของครอบครัวฝ่ายมารดาอย่างนางจะทำอย่างไรได้
เย่อวี๋หรานถามกลับ “ท่านต้องการของขวัญใดมากที่สุด?”
“แน่นอนว่าเป็นการมีลูก”
“แล้วท่านจะมีลูกไปทำไม เพราะท่านชอบเด็กหรือเพราะต้องการรักษาตำแหน่งฮูหยิน?”
“ข้าก็ชอบเด็ก… ข้าคิดว่าคงเพราะทั้งคู่” ฮูหยินเจี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “น้ำเสียงของท่าน… ท่านคงไม่ได้ต้องการมีลูกเพื่อผู้ชายคนนั้นใช่ไหม ท่านอาจจะชอบเด็กแต่ไม่ได้ต้องการมีลูกให้เขา คงจะดีหากท่านมีสามีที่ต่างออกไปจากนี้”
“จูต้าเหนียง ท่านเข้าใจผิดแล้ว” ฮูหยินเจี่ยรีบท้วงพลางขมวดคิ้ว “หากจะพูดเช่นนั้นก็พูดมาให้ชัดเจน แต่อย่าพูดเสียงดัง หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง”
หากไม่ใช่เพราะที่นี่อยู่ห่างไกลเมืองหลวง นางคงไม่ย่ามใจจนกล่าวเรื่องเหล่านั้นออกมาและถึงขั้นร้องไห้ต่อหน้าผู้อื่น
“ข้าขอโทษ!” เย่อวี๋หรานกล่าวขอโทษจากใจจริง “สรุปแล้วสิ่งที่ท่านต้องการทำตอนนี้คือการรักษาตำแหน่งใช่หรือไม่? ข้าขอบังอาจถามว่าท่านเคยคิดจะออกจากสกุลเจี่ยไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขหรือไม่?”
“บ้าไปแล้วหรือ!”
นางเห็นท่าทีตกตะลึงนั้นก็ได้คำตอบ “ดูเหมือนท่านจะไม่ได้คิดเช่นนั้น ในเมื่อไม่ได้อยากอยู่อย่างสงบก็คงไม่ได้จากสกุลเจี่ยไป เช่นนั้นท่านก็มีเพียงหนทางเดียว อยู่ในสกุลเจี่ยและรักษาตำแหน่งเอาไว้ เก็บหอมรอมริบเตรียมเอาไว้เป็นเงินสำหรับชีวิตบั้นปลาย”
ฮูหยินเจี่ยยังคงคิดเรื่องการประนีประนอม ทว่าเย่อวี๋หรานกลับกล่าวถึง ‘การรักษาตำแหน่งฮูหยิน’ ทำเอานางสับสนว่าอีกฝ่ายควรชี้แนะนางอีกสักหน่อยไม่ใช่หรือ
นางไม่เคยคิดจะหย่าร้างแม้แต่น้อย
นางเคยต้องการไปจากสกุลเจี่ย คิดว่าหากตอนนั้นไม่แต่งงานกับเจี่ยฮงฟางก็คงแต่งงานกับผู้อื่นได้ ขอเพียงไม่ใช่เขา
ทว่าเวลาไม่อาจย้อนกลับ นางไม่อาจทำสิ่งใดได้นอกจากนึกเสียดายในใจ
“เช่นนั้นท่านก็สามารถคิดได้แล้วว่าต้องทำสิ่งใดเพื่อรักษาตำแหน่งเอาไว้ ก่อนอื่นคือการมีลูกส่งผลกับตำแหน่งฮูหยินหรือไม่ หากส่งผลท่านก็ต้องมีลูก เช่นนั้นสามารถรับเลี้ยงสักคนได้ไหม ต่อให้เป็นลูกของอนุก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรท่านก็ต้องการเพียงตำแหน่ง จึงไม่สำคัญว่าจะเป็นลูกของใคร…”
ฮูหยินเจี่ยงุนงง “ก่อนหน้านี้ท่านเพิ่งกังขาว่าเด็กในท้องอนุเหล่านั้นอาจไม่ใช่ลูกของเขาไม่ใช่หรือ?”