ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 906 ข้าไม่เชื่อว่าจะไม่มีใครคิดหาเรื่องข้า
เมื่อผู้ที่ลงชื่อย้อมผ้าก่อนหน้านี้รู้ว่าตนเองเสียเงินมากกว่าสองเหรียญหลังรู้เรื่องผ้าขาวราคาถูกกว่า พวกเขาย่อมไม่พอใจเป็นธรรมดา และอาจถึงขั้นมาโวยวายที่บ้าน จูปาเม่ยเองก็คาดการณ์เรื่องนี้เอาไว้แล้ว
เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าคนที่น่าจะมาถามหาคำชี้แจงที่บ้านกลับไม่ปรากฏตัว
นางเตรียมใจมาแล้ว ทว่าท้ายที่สุดกลับไม่มีใครโผล่มา
“แปลกนักที่ไม่มีใครมาหาข้า!” นางสะบัดมือที่ปวดเมื่อยจากการเขียนพลางเอ่ยกับหลี่ซื่อ “พี่สะใภ้สี่ ช่วยข้าคิดทีเถิด สามารถซื้อผ้าราคาถูกลงฉื่อละสองเหรียญ ต้องใช้หลายฉื่อถึงจะเย็บได้สักชุด หมายความว่าเสื้อผ้าชุดหนี่งสามารถประหยัดได้มาก…”
นางคำนวณดูแล้วกล่าวว่าต่อให้เย็บชุดให้เพียงสองสามคน แต่หากราคาถูกลงสองเหรียญก็สามารถนำไปซื้อเนื้อมาทำอาหารได้
คนเหล่านั้นยินดีทำงานที่โรงงานลวกเส้นของครอบครัวนางเพื่อเงินประทังชีพ เหตุใดจึงไม่มีใครมาโวยวายเรื่องย้อมผ้ากัน?
หรือพวกเขายังไม่รู้ข่าว? หรือจะมาหาวันพรุ่งนี้หรือไม่ก็วันมะรืน?
“พวกเขาก็ต้องกล้าเสียก่อน” หลี่ซื่อครุ่นคิดก่อนเอ่ยตอบ “เมื่อก่อนพวกเขาไม่ได้ทำงานให้ครอบครัวเรา ไม่ต้องรอค่าแรงจากเรา ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรจากเรา จึงย่อมไม่เกรงใจครอบครัวเรา เกิดเรื่องเช่นนั้นคงกล้ามาหาเรื่องถึงหน้าบ้าน แต่ตอนนี้ต่างออกไป พวกเขาจะมีรายได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับครอบครัวเรา ไม่กล้ามาหาเรื่องเราด้วยเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้น อีกทั้งเรื่องที่ได้ผ้าราคาถูกลงสองเหรียญเราเองก็มาค้นพบภายหลัง หากไม่หวังดีต่อพวกเขาเราจะไม่บอกกล่าวก็ได้ จะได้ไม่ต้องมีเรื่องผิดใจกับผู้คน…”
เพียงได้ยินคำปลอบ จูปาเม่ยพลันรู้สึกเหมือนตนเองได้ทำ ‘สิ่งดี’ แม้นางจะทำเพื่อหารายได้ ทว่าจุดประสงค์หลักคือการช่วยทุกคนประหยัดเงินทองต่างหาก
หากพวกเขาไม่ได้เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน นางคงไม่ต้องวุ่นวายเช่นนี้
หลี่ซื่อเอ่ยว่า “เจ้ากล่าวกับพวกเขาเช่นนั้น ใครกล้ามาหาเรื่องเจ้าก็เพียงเถียงกลับไป หากเขาไม่พอใจก็ไม่เป็นไร เจ้าเพียงบอกว่าต่อไปเมื่อเจ้าพบสิ่งดีจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ จะได้ไม่ต้องมีเรื่องผิดใจกับผู้คนเช่นนี้อีก… เพียงเจ้าพูดเช่นนี้ ข้ารับรองว่าไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องเจ้าแน่นอน”
“พี่สะใภ้สี่ ท่านยังมีความคิดบรรเจิดอยู่เสมอ!” จูปาเม่ยยกนิ้วชื่นชม “พูดเช่นนั้นใครจะกล้ามีปากมีเสียง หากพวกเขาโวยวาย ข้าคงไม่กล้าบอกกล่าวเมื่อมีหนทางประหยัดเงิน หากข้าไม่บอกพวกเขาคงสูญเสียยิ่งกว่า ผู้ที่คิดฉวยโอกาสลับหลังต้องไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น”
“คนเราก็เป็นเช่นนี้ เจ้าเพียงต้องใช้จุดอ่อนของพวกเขา แม้แต่คนฉลาดเจ้าก็ยังสามารหลอกล่อให้เสียศูนย์ได้” หลี่ซื่อกล่าว “เราไม่ได้มีเจตนาร้ายตั้งแต่แรก เดิมทีตั้งใจช่วยเหลือให้ผู้คนประหยัดเงิน ในขณะเดียวกันก็หาเงินจากมันด้วย ขว้างหินก้อนเดียวโดนนกสองตัว พวกเขาจะพึงพอใจหรือไม่ก็เรื่องของพวกเขา เราไม่ได้ขัดสนสิ่งใดอยู่แล้ว”
จูปาเม่ยพยักหน้าระรัว “อื้ม ข้ารู้แล้ว พี่สะใภ้สี่ ข้าจะทำตามที่ท่านบอก”
“ไม่เพียงแค่ต้องทำตามคำข้า แต่เจ้าต้องไตร่ตรองตามด้วย หากเจ้าอยากทำกิจการในระยะยาว เจ้าจะคิดแต่เอาเงินจากผู้อื่นไม่ได้ ต้องหาทางอำนวยความสะดวกให้ผู้อื่นด้วย ให้พวกเขาหลงคิดว่ากำลังฉกฉวยผลประโยชน์ หากพวกเขาคิดเช่นนั้นก็จะยินดีมาอุดหนุนเจ้า” หลี่ซื่อกล่าวสรุป “เจ้าไม่เห็นหรือว่าท่านแม่มักให้ข้าลดราคาอยู่บ่อยครั้ง อย่างเวลาเจ้าซื้อของราคาเต็มแล้วได้ของเพิ่มโดยเปล่า ก็จะคล้ายว่ากำลังได้เอาเปรียบ บางคนที่เดิมทีต้องการซื้อเพียงอย่างเดียวก็อาจซื้อเพิ่มให้เท่ากับส่วนลด เราเองก็จะได้เงินเพิ่มด้วย…”
จูปาเม่ยรู้สึกว่าได้เรียนรู้หลายสิ่ง
ระหว่างที่พวกนางพูดคุยกัน อยู่ ๆ ก็เห็นหญิชราผู้หนึ่งพรวดพราดเข้ามาหา “เมียจูซื่อ เจ้าอยู่เรือนด้วยนี่เอง มีเรื่องที่ข้าต้องบอกเจ้าอยู่พอดี สะใภ้ใหญ่ของหญิงปากสว่างน่ะ ข้าเกรงว่าวันนี้นางคงมาทำงานไม่ได้”
“หญิงปากสว่างรู้เข้าแล้วหรือ?” หลี่ซื่อนิ่วหน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ข้าคิดว่าไม่ใช่หรอก ข้าไปบอกทุกคนว่าให้ปิดปากเงียบแล้ว บอกว่าสะใภ้ของนางเพียงออกมาเดินเล่น นางจะรู้ได้อย่างไร”
“ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นครอบครัวพวกเขาไปเรียกท่านหมอมา บอกว่าสะใภ้ใหญ่ถูกหญิงปากสว่างฆ่า…”
หลี่ซื่อกับจูปาเม่ยตกตะลึง “ท่านว่าอย่างไรนะ!”
“ดูจากท่าทีของพวกเจ้าก็คงยังไม่รู้ ข้าเองก็เพิ่งรู้เช่นกัน…”
จูปาเม่ยใจเต้นแรงพลางรีบคว้าแขนหลี่ซื่อ “พี่สะใภ้สี่ เราจะทำอย่างไรดี ตายเชียวนะ! หากหญิงปากสว่างฆ่าสะใภ้เพราะเรื่องนี้จริง เราคงผิดบาปมหันต์…”
“เราจะรู้ว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร!” หลี่ซื่อเอ่ยด้วยความตื่นตะลึง “คนปกติที่ไหนจะทุบตีลูกสะใภ้จนตายเพียงเพราะแอบไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวลับหลัง”
นางหันไปถามต้าเหนียงที่มาบอกเรื่องนี้ “ท่านคิดว่าแม่สามีพรรค์ไหนจะทำเช่นนั้น?”
“ใครจะไปรู้ได้เล่า ข้าเองก็ไม่เคยได้ยินเรื่องทำนองนี้ แต่หญิงปากสว่างผู้นี้… เฮ้อ เกินบรรยายนัก เมื่อครั้งนางกังขาว่ามารดาเจ้ากับสามีนางลอบคบชู้กัน นางก็ไปหาเรื่องมารดาเจ้า แล้วจะมีสิ่งใดที่นางทำไม่ได้บ้าง”
จูปาเม่ยรีบท้วง “ต้าเหนียง ท่านแม่ไม่ได้คบชู้กับอาหย่งหนิง เรื่อง ‘ปั้นน้ำเป็นตัว’ นั้นหญิงปากสว่าง ‘จงใจหาเรื่อง’ ชัด ๆ นางตั้งใจจะใส่ความแม่ข้า พูดกันง่าย ๆ คือนางเพียงต้องการทำให้แม่ข้าเดือดร้อน”
“ข้าเองก็หมายความเช่นนั้น ไม่ได้จะต่อว่าแม่เจ้า… เพียงแค่ต้องการสื่อว่าคนอย่างหญิงปากสว่างผู้นี้ตรรกะพิกล ไม่สามารถตีความด้วยสามัญสำนึกได้” ต้าเหนียงคนนั้นรีบอธิบายเพื่อชี้แจงคำพูดของตนให้กระจ่าง
นางเพียงต้องการเป็นคนโปรดของสกุลจูจึงรีบมาบอกข่าว แต่ไม่ได้อยากให้สกุลจูนำเรื่องนี้มาเกี่ยวข้องกับนาง
ส่วนจูต้าเหนียงจะมีสัมพันธ์กับจูหย่งหนิงหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของผู้อื่น ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับนางแต่อย่างใด
“เช่นนั้นท่านจะยกเรื่องท่านแม่มาเป็นตัวอย่างไม่ได้ เดิมทีมันเป็นเรื่องเท็จที่หญิงปากสว่างกุขึ้นมา ท่านพูดเช่นนั้นก็คล้ายกับว่าท่านแม่คบชู้กับเขาจริง ๆ” จูปาเม่ยโวยวายด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ท่านแม่ข้าเป็นคนเช่นไร เมื่อครั้งนางแต่งงานกับท่านพ่อก็เป็นเพียงเหตุบังเอิญ นางยังไม่แม้แต่จะมองหน้าท่านพ่อ แล้วนางจะมองหน้าอาหย่งหนิงได้อย่างไร”
จูปาเม่ยเผยบางสิ่งออกมาโดยไม่รู้ตัว
ต้าเหนียงผู้นี้ถึงกับตกตะลึง เดี๋ยวก่อน หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่แม้แต่จะมองหน้าจูเหล่าโถวหรือ แล้วนางแต่งงานกับเขาได้อย่างไร
“อะแฮ่ม! พรหมลิขิตระหว่างผู้คนช่างมหัศจรรย์นัก” หลี่ซื่อเห็นจูปาเม่ยหลุดปากก็รีบกล่าวกลบเกลื่อน “ข้าเองก็นึกไม่ถึงว่าจะได้แต่งงานกับพี่ชายของเจ้า ท่านแม่จะคิดว่าจะได้แต่งงานกับคนที่ไม่รู้จักมาก่อนได้อย่างไร หากไม่ใช่เพราะบังเอิญพบท่านพ่อ ท่านแม่คงไม่แต่งงานมาอยู่ห่างไกลเช่นนี้ ย่อมต้องการหาทางอยู่ใกล้ครอบครัวฝ่ายมารดาเพื่อดูแลได้ง่าย…”