ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 905 ได้ยินเพียงเสียงดังก้องในหัว
ตอนนี้นางถือตำแหน่งฮูหยินเจี่ยที่พรั่งพร้อมไปด้วยบริวารและสินเดิมมากมาย ยังต้องกลัวด้อยกว่าหญิงชาวบ้านด้วยหรือ?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ฮูหยินเจี่ยก็เอ่ยขัดคำแม่เฒ่ารับใช้ บอกให้งดคำอัปมงคล หากกล่าวมากเกินไปจะขับไล่โชคดีให้พ้นตัวนาง
แม่เฒ่า “…”
ข้าน้อยก็พูดเพื่อท่านไม่ใช่หรือ? เหตุใดท่านจึงยังโมโหใส่กันอีก
แม่เฒ่ารับใช้ไม่รู้แม้แต่น้อยว่าฮูหยินของตนพูดคุยสิ่งใดกับหญิงชาวบ้านผู้นั้น แม้ไม่นานจะสัมผัสได้ว่าฮูหยินของตนผิดแปลกไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่อาจอธิบายได้ว่าต่างไปอย่างไร
อีกด้านหนึ่ง เมื่อจูปาเม่ยเจรจาการค้ากับฮูหยินเจี่ยแล้วเสร็จ นางก็รีบมาบอกข่าวกับผู้คนว่าข้ามีผ้าขาวราคาถูก หากต้องการจงรีบมาลงชื่อ
ผ้าขาวนี้ราคาถูกกว่าหาซื้อข้างนอก เพิ่มค่าย้อมแล้วยังถูกกว่าด้านนอกสองเหรียญ ทำให้ครอบครัวสามารถประหยัดเงินไปได้มาก
คนที่สามารถคำนวณได้ต่างรีบลงชื่อกับนาง “ปาเม่ย เจ้าเก่งมาก เจรจาหาซื้อผ้าได้ราคาถูกเช่นนี้ ต่อไปนี้ข้าจะซื้อผ้าจากเจ้า”
นางยิ้มกว้างราวกับได้โอกาสทอง
จูปาเม่ยหัวเราะ “ต้าเหนียง มันดีก็จริง แต่ข้าเพียงโชคดีจึงได้รับความช่วยเหลือ ข้าบอกไปว่าข้าต้องการผ้าจำนวนมาก พวกเขาจึงขายให้ในราคาถูก หากมีจำนวนไม่มากพอข้าก็ต้องจ่ายเพิ่มเอง ไม่รู้ว่าทุกคนจะยอมรับได้หรือไม่”
“ทำไมจะไม่ยอมรับเล่า? ประหยัดได้ถึงสองเหรียญ นับว่าเป็นเรื่องดี”
“ข้าเพียงเกรงว่าพวกเขาจะโทษข้า…” จูปาเม่ยบอกเสียงค่อย “คนที่มาย้อมผ้าเคยซื้อผ้าเองมาก่อน แต่ข้านึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องดีเช่นนี้ขึ้น หากข้ารู้ก่อนหน้านี้คงห้ามไว้ค่อยขายผ้าราคาถูกให้ทีหลัง…”
อีกฝ่ายชะงักไปก่อนเอ่ยว่า “แหม เรื่องนี้โทษเจ้าไม่ได้ ใครใช้ให้พวกเขารีบร้อนลงชื่อเพื่อคว้าโอกาสไว้กันเล่า เรื่องทำนองนี้รีบร้อนไปไม่ดีเท่าพอเหมาะพอดี พวกเขาคิดแต่เรื่องย้อมผ้าจึงรีบมาต่อแถวเพราะกลัวไม่ได้ผ้าย้อม แต่นึกไม่ถึงว่าขนมจะหล่นลงมาจากฟ้า เจ้าเองก็นึกไม่ถึงเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่อาจโทษเจ้าได้”
……
จูปาเม่ยกล่าวเช่นนี้ย่อมผ่านการหารือกับจูอู่และคนอื่น ๆ มาแล้ว และรู้สึกว่า ‘ความขัดแย้ง’ แบบนี้ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน พวกเขาจึงต้องชิงบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลี่ยงไม่ให้เดือดร้อน
เรื่องที่ราคาถูกกว่าสองเหรียญนั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาสามารถกำหนดได้ หากทำได้ก็ป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ หากทำไม่ได้ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
แน่นอนว่าทันทีที่ผู้ที่ลงชื่อก่อนหน้านี้ได้ยินข่าว พวกเขาต่างก็คร่ำครวญ “น่าเสียดายนัก เพียงไม่กี่วันเท่านั้น หากพวกเขารอสักหน่อยคงสามารถประหยัดเงินไปได้ถึงสองเหรียญไม่ใช่หรือ?”
“ใช่แล้ว ข้าน่าจะลงชื่อในอีกสองวันให้หลัง แค่สองวันเท่านั้น”
“สองวันของเจ้าแต่มันคือวันเดียวของข้า เมื่อวานข้าเพิ่งส่งผ้าไปเอง คนที่ลงชื่อวันนี้กลับประหยัดเงินได้ถึงสองเหรียญ มันน่าโมโหและเจ็บใจนัก!” นางตบอกด้วยความหงุดหงิดเสียจนอยากไปเคาะประตูถามสกุลจูว่าทำเช่นนี้ได้อย่างไร ในเมื่อมีผ้าราคาถูกกว่า เหตุใดจึงไม่บอกกล่าวตั้งแต่แรก ต้องรอให้นางซื้อผ้าและส่งให้ก่อนจึงจะพูดออกมาได้
หากไม่ใช่เพราะผ้ายังอยู่ในมือสกุลจู นางคงอยากจะเบือนหน้าหนีแล้ว
“นี่ เจ้าคงไม่ได้พยายามหาเรื่องสกุลจูอยู่หรอกใช่ไหม?” ผู้หนึ่งเห็นท่าทีของนางแล้วรีบชี้แนะ
“เรื่องนี้เจ้าโทษพวกเขาได้ที่ไหนกัน คิดดูเถิด พวกเขาเองก็นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องดีเช่นนี้ขึ้น เพียงแค่คราวนี้บังเอิญเกิดขึ้น เมื่อพวกเขารู้ก็รีบมาบอกพวกเราทุกคน กลัวว่าคนหลังเราจะพลาดอย่างที่เราเป็น… เรื่องนี้โทษใครได้กันเล่า ทำได้เพียงโทษสวรรค์ที่ไม่บอกกล่าวให้เรารู้ล่วงหน้าถึงได้พลาดไปเช่นนี้”
สิ้นคำโน้มน้าวเพื่อห้ามปรามนี้ ใครบางคนก็โพล่งขึ้นด้วยความโมโห “ทำไมคนที่ขาดทุนต้องเป็นข้าด้วย สกุลจูไม่ชอบหน้าข้าชัด ๆ พวกเขาจงใจทำเช่นนี้เพื่อเล่นงานข้า!”
ผู้คนหันหน้าไปเห็นว่าเป็นหญิงปากสว่างจึงไม่คิดกล่าวเกลี้ยกล่อม
หญิงเฒ่าหน้าไม่อายผู้นี้ นอกจากจูต้าเหนียงแล้วมีใครสามารถกำราบนางได้บ้าง แม้แต่สามีนางยังไม่มีปัญญาทำสิ่งใดได้
หญิงปากสว่างเห็นผู้คนเงียบจึงยิ่งหงุดหงิด “หมายความว่าอย่างไรกัน คงจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ใช่ไหม? หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ทำให้เจ้าขาดทุนขนาดนี้จะปล่อยผ่านได้อย่างไร โง่หรือเปล่า? เจ้าต้องทำงานวันหนึ่งเพื่อเงินค่าผ้าสองเหรียญที่ประหยัดไป ผืนละสองเหรียญ ใครเอาเปรียบใครกัน?”
ทุกคน “…”
หากคำพูดนี้ไม่ได้ออกมาจากปากเจ้า คงพอทำให้เราเชื่อถือได้บ้าง
หญิงปากสว่างกล่าวยุยงเพราะต้องการให้พวกเขารวมหัวกับนางไปหาเรื่องหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ หากนางไปเพียงลำพังก็ยังนึกหวั่นใจอยู่บ้าง
ทว่าแปลกนักที่ก่อนนางจะเปิดปาก ทุกคนยังโมโหและเดือดเนื้อร้อนใจ แต่เมื่อนางเอ่ยออกมา พวกเขากลับปิดปากเงียบ ไม่ว่านางจะใส่ไฟอย่างไรก็เปล่าประโยชน์
หญิงปากสว่างเดือดดาล “ไอ้พวกกระจอก!”
นางจะรู้ได้อย่างไรว่าที่แท้ทุกคนก็ไม่พอใจ เพียงแค่ไม่ต้องการก่อวีรกรรมร่วมกับนาง
เนื่องจากไม่มีทางจบสวย เดิมทีสิ่งธรรมดาเมื่อมีนางมาข้องเกี่ยวก็กลับกลายเป็นผิดธรรมดาในทันใด
ดังนั้นแม้พวกเขาจะไม่พอใจเพราะเงินสองเหรียญ แต่ก็ไม่ต้องการนำเงินนั้นมาเป็นประเด็น
‘บาดหมาง’ กับจูต้าเหนียง
ล้อเล่นหรือไร? เงินค่าแป้งมันเทศของพวกเขายัง ‘อยู่’ ในมือสกุลจู เมื่อสกุลจูรับซื้อไปแล้วก็ไม่ได้จ่ายเงินให้ทันที ให้เพียงป้ายมาเท่านั้น เมื่อลงบัญชีสิ้นปีแล้วพวกเขาค่อยนำป้ายนั้นมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้
ดังนั้นพวกเขาจึงกล้า ‘โวยวาย’ ที่นี่ ทว่าไม่กล้าบุกไปถึงบ้านสกุลจู
หญิงปากสว่างยิ่งโมโหเมื่อเห็นพวกเขาไม่ขยับ “คนหวาดกลัวหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เช่นนี้นี่เอง ไม่สนใจแม้แต่ผลประโยชน์ของตน!”
“เจ้าไม่กลัวก็ไปเสียสิ!” บางคนถึงกับกลอกตาใส่
“เจ้า…” เดิมทีนางหวั่นใจอยู่บ้าง แต่เมื่อถูกคนผู้นี้ยุยงก็ไม่อาจเสียหน้าได้จึงโพล่งบอก “คอยดูเถอะ ข้าจะทำให้เจ้าได้เห็น”
“นี่ ดูเจ้าพูดเข้า ที่บอกจะทำให้ข้าเห็นหมายความว่าอย่างไร หากจะไปก็ไปคนเดียว หรือจะไม่ไปก็เรื่องของเจ้า แต่อย่าลากข้าไปเกี่ยวข้องด้วย” อีกฝ่ายรีบท้วง “เมียหย่งหนิง อย่าลากคนอื่นไปเดือดร้อนด้วย”
“ข้าทำให้คนอื่นเดือดร้อนเมื่อไหร่กัน เมื่อครู่เจ้าพูดเอง ไม่เชื่อก็ถามทุกคนดู…”
หญิงปากสว่างต้องการให้ผู้อื่นพิสูจน์ แต่พวกเขากลับเบือนหน้าหนีและแสร้งพูดคุยกันโดยไม่ได้ยินคำนาง
“โอ้ วันนี้แดดดีนัก!”
“แดดดีมากทีเดียว เหมาะแก่การตากผ้าห่มนัก ครอบครัวเจ้านำออกมาตากหรือยัง?”
“แน่นอนอยู่แล้ว แล้วครอบครัวเจ้าเล่า?”
……
หญิงปากสว่างโกรธจนแทบกระอักเลือก “พวกเจ้า!…”
นางกระฟัดกระเฟียดกลับบ้านไปและทันเห็นลูกสะใภ้ย่องกลับมาจากข้างนอก จึงดุด่าด้วยความโมโหทันที
ฝ่ายลูกสะใภ้ก้มหน้าไม่โต้เถียง
“ไม่รู้จักพูดจาไม่ต่างท่อนไม้ ข้าคงทำกรรมมามากถึงได้มีสะใภ้อย่างเจ้า!” ไม่จบเพียงต่อว่า นางยังคว้าบางอย่างมาโยนใส่
หลังจากนั้นนางก็หันหลังแล้วเดินเข้าบ้านไปโดยไม่เหลียวมองอีกฝ่าย
ลูกสะใภ้ของนางที่ยืนอยู่หน้าบ้านได้ยินเพียงเสียงดังก้องในหัวก่อนทรุดลงและหมดสติไป…