ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 908 ชนวนความขัดแย้งพลันเปลี่ยนไป
“อื้ม!” หลินซื่อเม่ยกับหลินซานเม่ยรับคำแล้วรับยกเสื้อผ้ากลับบ้านสกุลจู
หลายคนมารับชมเรื่องสนุกอยู่นอกบ้านของหญิงปากสว่าง
หลี่ซื่อกล้าพูดว่ามีน้อยคนที่จะไม่นึกสะใจ
แม้พวกเขาจะเห็นใจสะใภ้ของหญิงปากสว่าง แต่คำพูดของหญิงปากสว่างก็ทำให้พวกเขาเลิกคิดและเพียงต้องการรับชม ‘เรื่องน่าขัน’
ภานในบ้าน หญิงปากสว่างถูกจูหย่งหนิงตบเต็มแรง เขาถามว่าเหตุใดนางถึงทำร้ายลูกสะใภ้รุนแรงเพียงนี้
ไฉนเลยนางจะคาดคิดว่าเรื่องเล็กน้อยจะกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ในใจจึงนึกเสียใจไม่น้อยเช่นกัน
ทว่าจูหย่งหนิงกลับไม่ฟังคำอธิบาย กอปรกับความดื้อดึงอย่างเคยของนาง จึงทำให้เขาคิดว่านางบันดาลโทสะ “เป็นแม่สามีอยู่สุขสบายแล้วเจ้ายังต้องการสิ่งใดอีก?”
“ชาติก่อนข้าไปทำเวรทำกรรมอะไรกับเจ้าไว้ บางทีเจ้าอาจแค่เข้ามาในสกุลข้าเพื่อทวงหนี้นั้น”
“ข้าจะบอกเจ้าให้ หากสะใภ้ใหญ่ของข้าไม่ฟื้น ต่อให้เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสไม่เห็นด้วย ข้าก็จะไม่เอาเจ้าไว้อีก”
……
เมื่อหญิงปากสว่างได้ยินถ้อยคำรุนแรงเหล่านั้นก็ทรุดลงพลางปล่อยโฮ “ฮือฮือฮือ ท่านเอาแต่ตะโกนว่าจะทอดทิ้งข้า ข้าบอกท่านไปนานแล้วว่าข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าจะกลายเป็นเรื่องร้ายแรงเช่นนี้”
“นางอาจจะแสร้งทำอยู่ก็ได้ ใครเล่าจะรู้”
“นางจงใจรวมหัวกับท่านหมอเพื่อใส่ความข้า”
……
จูหย่งหนิงชี้หน้าต่อว่านาง “นางจะรวมหัวกับท่านหมอเพื่อใส่ความเจ้าไปทำไมกัน? เจ้าทำสิ่งใดไม่รู้ดีแก่ใจบ้างหรือ?”
“ข้าทำอะไร? ข้ายุ่งทั้งวัน ทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาด ง่วนอยู่กับการดูแลบ้านไม่หยุด ข้าจะไปทำสิ่งใดได้ ฮือ… ท่านรู้จักแต่จะใจร้ายกับข้า ทำกับข้าเช่นนั้น ชายอกสามศอกอย่างท่านตบผู้หญิงแบบนี้ได้อย่างไร” นางไม่รู้ว่าสามีกล่าวถึงสิ่งใด นางเองก็มักทำตัวไม่ดีกับลูกสะใภ้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ?
มีแม่สามีคนใดไม่กระทำกับลูกสะใภ้แบบนี้บ้าง?
เมื่อครั้งที่นางยังสาว แม่สามีก็จิกหัวใช้นางเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?
หญิงปากสว่างไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องผิดแต่อย่างใด นางคิดว่าสะใภ้ใหญ่ก็ต้องเป็นเช่นนี้ เพียงแค่สะใภ้ใหญ่ของนางอ่อนแอเกินไปเท่านั้น
หากรู้เช่นนี้คงทาบทามลูกสะใภ้ที่ทานทนกว่านี้แล้ว
ไม่รู้ว่าหญิงปากสว่างไปมั่นใจจากไหน คิดว่าตนเองสามารถเลือกลูกสะใภ้ได้ตามอำเภอใจด้วยกิตติศัพท์ของตน
แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่ได้โกหกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือแม้นางจะชอบข่มเหงลูกสะใภ้เพียงไหนก็ไม่ได้ต้องการเอาชีวิตอีกฝ่าย!
มันเป็นอุบัติเหตุจริง ๆ
ชั่วขณะหนึ่งนางไม่อาจหาคำแก้ตัวเพื่อหลบเลี่ยงความความรับผิดชอบ
เป็นตอนนี้เองที่นางได้ยินใครบางคนพูดคุยว่านางจับได้ว่าลูกสะใภ้ลอบทำงานให้สกุลจูลับหลังจึงโกรธเคือง…
ราวกับนางได้ค้นพบผืนแผ่นดินใหม่เพราะไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน จึงลั่นคำตามสัญชาตญาณ “โทษข้าเรื่องนี้ได้อย่างไร จะโทษข้าหรือ? ไม่ดูลูกสะใภ้ของท่านบ้างเล่า นางไปทำอะไรกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้น?”
“นางเป็นสะใภ้ของข้าหรือของนังหญิงเฒ่านั่น? นางกล้าไปทำงานที่บ้านสกุลจูลับหลังข้าได้อย่างไร ไม่มาปรึกษาข้าสักคำ”
“ลูกสะใภ้ไม่รักดีเช่นนี้ ข้าสั่งสอนนางเสียบ้างผิดตรงไหนกัน?”
“เป็นนางที่ทำผิดก่อน ข้าจะสั่งสอนนางไม่ได้เชียวหรือ?”
……
นางเน้นย้ำว่าตนเองไม่ได้ทำร้ายลูกสะใภ้โดยไร้เหตุผล แต่เป็นเพราะรู้เรื่องนี้จึงโกรธจนเผลอลงไม้ลงมือต่างหาก
“เจ้า!…” นิ้วจูหย่งหนิงที่ชี้หน้านางสั่นด้วยความโมโห “แต่เจ้าก็มือหนักขนาดนี้ไม่ได้ นางทำไปเพื่อช่วยครอบครัวเรา ข้ารู้เรื่องนี้แต่ก็อนุญาตและยอมให้พวกเขาปิดบังเรื่องนี้จากเจ้า!”
คนนอกบ้านต่างฮือฮา อะไรกัน? จูหย่งหนิงรวมหัวกับลูกชายและลูกสะใภ้เพื่อปิดบังเรื่องนี้จากหญิงปากสว่างหรือ?
เช่นนี้มีหรือที่หญิงปากสว่างจะทนได้ ชั่วพริบตาถัดมานางก็สติแตกตามคาด
นางกระทืบเท้าปึงปังพร้อมตะโกนลั่น “อะไรกัน! ที่แท้ท่านก็รู้เรื่องนี้ แต่ยังรวมหัวกันปิดบังข้าหรือ? จูหย่งหนิง ทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ยังเห็นข้าเป็นคนในครอบครัวอยู่หรือไม่?”
“เจ้าคิดว่าข้ายังอยากปฏิบัติกับเจ้าเป็นคนในครอบครัวหรือ? ดูซิว่าทุกวันนี้เจ้าทำสิ่งใดบ้าง ข้าดวงซวยนักที่ได้แต่งงานกับผู้หญิงอย่างเจ้า”
“ก็ได้ จูหย่งหนิง ข้าทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อครอบครัวนี้ แต่ท่านกลับไม่เห็นข้าเป็นคนในครอบครัว นี่หมายความว่าอะไรกัน?” นางทรุดลงกับพื้นพลางร่ำไห้น้ำหูน้ำตานองหน้า “จูหย่งหนิง ท่านมันไม่ใช่คน! ข้าแต่งเข้าสกุลจูมาหลายปี มีลูกหลานให้สกุลนี้ ทำงานหนักแต่ยังไม่มีความดีความชอบติดตัว พอลูกเติบใหญ่จนมีหลานโตแล้ว ท่านก็เริ่มไม่ชอบพอข้าและไม่เห็นว่าข้าเป็นสมาชิกครอบครัว…”
กลยุทธ์นี้ของนางดียิ่งนัก ชนวนความขัดแย้งพลันเปลี่ยนไปเป็นเรื่องระหว่างสามีภรรยา กลับกลายเป็นการตัดสินว่าจูหย่งหนิงกระทำผิดหรือไม่
หากเป็นเรื่องการก่อวีรกรรมนั้น จูหย่งหนิงย่อมไม่ใช่คู่ปรับของหญิงปากสว่าง ไม่เช่นนั้นเขาคงเอาชนะนางและทำให้สงบเสงี่ยมได้ และคงไม่เกิดเรื่องราวดังเช่นในวันนี้
เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสนั้นนานทีจะได้มีเวลาว่างนั่งจิบสุราพลางพูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ทว่าเหล้ายังไม่ทันได้พร่องลงไปนัก ใครบางคนก็วิ่งโร่เข้ามารายงาน “ไม่ได้การแล้ว ๆ หญิงปากสว่างฆ่าลูกสะใภ้ตัวเอง!”
ผู้อาวุโสสะดุ้งโหยงทันที “นางก่อเรื่องอะไรอีก!”
เมื่อพวกเขามาถึงบ้านของหญิงปากสว่างก็เห็นว่านางกำลังตบตีกับจูหย่งหนิง ทำเอายิ่งหงุดหงิดจนต้องเรียกคนแถวนั้นมาแยกสองสามีภรรยาออกจากกัน
“จูหย่งหนิง เจ้ายังเป็นผู้ชายอยู่หรือเปล่า ไม่รู้จักคุมเมียตัวเองบ้างเลยหรือ?” เขาต่อว่าอย่างไม่พอใจ “ผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็ก่อเรื่องอีกแล้วหรือ ข้าบอกไปแล้วนี่ว่าให้เจ้าคุมเมียให้ดี… แต่เรื่องแค่นี้เจ้าก็ยังไม่มีปัญญาทำ”
จูหย่งหนิงหดหู่ไม่แพ้กัน “ผู้อาวุโส ข้าก็บอกไปตั้งแต่แรกแล้วว่าเมียข้ามันพึ่งพาไม่ได้ ข้าอยากจะทิ้งนางแต่พวกท่านก็ยืนกรานห้ามไม่ให้ข้าทำ ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า ข้าอยู่เฉย ๆ ก็เดือดร้อนเสียได้ ท่านไม่เห็นว่าเลือดอาบหัวสะใภ้ใหญ่ของข้าแค่ไหน…”
“ข้ากลัวแทบตายตอนข้าเห็น”
“ตอนนี้ท่านหมอยังรักษานางอยู่ด้านใน ไม่รู้ว่าจะช่วยได้หรือไม่ สงสารเพียงหลานข้า พวกเขายังเล็ก หากไม่มีแม่…”
เขาว่าจบก็ปาดน้ำตาคร่ำครวญด้วยความเศร้าใจ
ว่ากันว่าบุรุษไม่หลั่งน้ำตาหากไม่ถึงที่สุด
ครั้งนี้หญิงปากสว่างทำให้จูหย่งหนิงเจ็บปวดใจมากเหลือเกิน