ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 907 เช่นนั้นพวกเขาเป็นใครกัน?
ต้าเหนียงผู้นั้นคิด ‘หมายความว่าอย่างไรกัน? ฟังคล้ายมีบางอย่างผิดแปลก ทว่าบอกไม่ถูกว่าผิดแปลกที่ใด’
ไม่รอให้อีกฝ่ายครุ่นคิด หลี่ซื่อก็กล่าวเบี่ยงประเด็นไปถามไถ่ถึงข่าวที่ได้ยินมา ยิ่งเป็นหญิงปากสว่างผู้นั้นแล้ว เหตุใดอยู่ ๆ ถึงได้คิดทำร้ายลูกสะใภ้ใหญ่ของตนได้?
ไฉนเลยต้าเหนียงผู้นี้จะรู้แน่ชัด นางเกรงว่าจะมีคนมาแจ้งข่าวตัดหน้าตนเอง จึงเร่งรุดมาทันทีที่ได้ข่าว
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่อาจให้คำตอบได้ หลี่ซื่อก็ไม่คาดคั้น นางบอกให้จูปาเม่ยไปบอกแม่สามี ส่วนนางจะตามต้าเหนียงผู้นี้ไปสืบข่าว
เมื่อเย่อวี๋หรานรู้ความจากปากจูปาเม่ยก็ตกใจมาก “ไม่มีทาง หญิงปากสว่างฆ่าคนจริง ๆ หรือ!”
“ใช่แล้ว ท่านแม่ พี่สะใภ้สี่กับข้าเองก็ตกใจตอนได้ยินข่าวนี้ ข้ายังบอกว่าหากเรื่องนี้เป็นจริง สกุลจูของเราจะเดือดร้อนหรือไม่ เพราะสะใภ้ใหญ่ของนางทำงานให้ครอบครัวเราอยู่…” จูปาเม่ยนึกวิตกอยู่ไม่มากก็น้อย
เย่อวี๋หรานขมวดคิ้ว “หากหญิงปากสว่างทำร้ายสะใภ้ใหญ่เพราะเรื่องทำงานจริง ๆ คงอธิบายเรื่องนี้ได้ยาก”
“ท่านแม่ เช่นนั้นจะทำอย่างไรเจ้าคะ? หากกลายเป็นเรื่องใหญ่แล้วหลุดออกไป อย่าว่าแต่กิจการของครอบครัวเราจะยังดำเนินต่อไปได้หรือไม่ ยังอาจกระทบถึงพี่เจ็ดที่เล่าเรียนอยู่ด้านนอกด้วย…” จูปาเม่ยได้ยินแล้วยิ่งตื่นตระหนก
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตคน ใครจะสามารถปัดให้พ้นตัวได้ง่าย ๆ
เดิมทีพวกเขาหวังดีจึงแอบช่วยเหลือสะใภ้ใหญ่ของหญิงปากสว่าง ปล่อยให้นางลอบทำงานลับหลังหญิงปากสว่าง นึกไม่ถึงว่าหญิงปากสว่างจะเหี้ยมโหดเสียจนฆ่าสะใภ้ของตนได้ลงคอ
สววรค์!
คนเราทำเรื่องเช่นนี้ได้ด้วยหรือ!
“หากเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ข้าก็เกรงว่าจะกระทบกับชื่อเสียงของเจ้าเจ็ด เขาอาจจะถูกถอดยศฐาบรรดาศักดิ์ก็เป็นได้” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าขึงขัง
จูปาเม่ยได้ฟังแล้วยิ่งกังวล “หา? ถึงกับถูกถอดยศถาบรรดาศักดิ์เชียวหรือ แต่ว่าพี่เจ็ดไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้แม้แต่น้อย…”
เย่อวี๋หรานเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวพลางเอ่ยว่า “ข้าถึงได้กำชับอยู่เสมอว่าพวกเจ้าทำสิ่งใดจงระมัดระวัง อย่าได้ทำเรื่องผิดกฎหมายหรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ยิ่งไปกว่านั้นยังห้ามอ้างชื่อพี่เจ็ดของเจ้าเพื่อกระทำผิดข้างนอก… สำหรับบัณฑิตทั้งหลายนั้นชื่อเสียงสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด ผู้อื่นสามารถใช้คำว่าร้ายต่าง ๆ เป็นอาวุธจู่โจมเขาได้ การเสียชื่อเสียงด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ทั้งสกุล ‘พลอยเดือดร้อน’ จนไม่มีที่ให้หันหลังกลับ”
จูปาเม่ยอึ้งจนพูดไม่ออก “…”
เย่อวี๋หรานไม่อาจยอมรับได้เต็มปากว่านางจงใจทำเช่นนั้น
นางเกรงว่าลูกสาวจะเติบโตมาเป็นคนแข็งกร้าว เกรงว่าในภายภาคหน้าจะลอบทำเรื่องท้าทายลับหลัง จึงต้องคอยเตือนสติเป็นบางครั้งคราว จะได้รู้ขอบเขตว่าสิ่งใดทำได้และสิ่งใดไม่อาจทำได้
“แน่นอนว่ามันเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุด ทว่าตอนนี้เจ้าไม่ต้องกังวลนัก ไม่ว่าหญิงปากสว่างจะฆ่าคนจริงหรือไม่ และฆ่าด้วยเหตุผลใด มันก็เป็นเพียงการคาดเดาของเราเท่านั้น บางทีอาจไม่ร้ายแรงเท่าที่เราคิด…” นางกล่าวปลอบจูปาเม่ยทั้งที่ตนรู้สึกไม่ต่างกัน
ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่รู้สึกถึงการปลอบนั้นแต่อย่างใด “สมมติว่าเกิดเรื่องเช่นนั้นจริง ๆ?”
“ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘สมมติ’ หรอก ตอนนี้สำคัญที่สุดคือต้องสืบให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วค่อยไปหาเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสประจำหมู่บ้าน คอยดูว่าพวกเขาจะทำอย่างไร”
“พวกเขาหรือ?” จูปาเม่ยลังเล “ท่านแม่ ไปหาพวกเขาด้วยเรื่องเช่นนี้จะดีหรือ? หากพวกเขาตัดสินใจเข้าข้างหญิงปากสว่างแล้วเห็นว่าเป็นความผิดของสกุลจูของเรา จากนั้น…”
อีกด้านหนึ่ง หลี่ซื่อออกไปได้ไม่นานแล้วบังเอิญพบหลินซื่อที่กำลังทะเลาะกับใครบางคน
ที่แท้หลินซื่อก็กลับมาจากซักผ้าริมแม่น้ำพร้อมน้องสาว นางบังเอิญได้ยินคนริมถนนกล่าวถึงสกุลจูเสีย ๆ หาย ๆ และยังบอกว่าสะใภ้ใหญ่ของหญิงปากสว่างถูกฆ่าเพราะลอบทำงานให้สกุลจูลับหลังหญิงปากสว่าง
“ใครถูกฆ่ากัน?”
ทุกคนหันไปเห็นสะใภ้ห้าสกุลจูจึงเงียบคำ แต่ละคนทำท่าเหมือนอยากวิ่งหนี
ทว่ามีหรือที่หลินซื่อจะปล่อยพวกเขาไป
นางลากตัวคนที่พูดมา “ท่านจะหนีไปไหน ข้าถามว่าใครถูกฆ่า เกี่ยวกับสกุลจูของข้าตรงไหน?”
อีกฝ่ายอึกอักพูดอ้อมแอ้ม “เจ้าได้ยินผิดแล้ว ข้าไม่ได้พูดอย่างนั้น…”
“ท่านพูดเช่นนั้นจริง ๆ ข้าได้ยินผิดที่ไหน คิดว่าข้าหูหนวกหรือ? ต้าเหนียง ท่านทำงานให้ครอบครัวข้า ได้ค่าแรงจากครอบครัวข้า ยังจะว่าร้ายครอบครัวข้าอีก นี่มันหมายความว่าอย่างไร หากท่านไม่ต้องการทำงานก็บอกมา ครอบครัวเราไม่ได้ขาดคนอยู่แล้ว”
“ทำไมเจ้าต้องข่มขู่ด้วย ข้าไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น” ฝ่ายนั้นไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง “สิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริง หญิงปากสว่างเกือบฆ่าสะใภ้ใหญ่แล้ว ท่านหมอเข้าไปในบ้านพวกเขาแล้วยังไม่ออกมาเลย พวกเขาบอกกันว่าหญิงปากสว่างทุบตีนางเพราะแอบไปทำงานให้ครอบครัวเจ้า…”
“เหลวไหล! หญิงปากสว่างทำร้ายลูกสะใภ้ได้หากนางจะทำ เกี่ยวอันใดกับสกุลจูของข้า เราไม่ได้ยุยงให้นางทำเสียหน่อย” หลินซื่อคว้าเสื้ออีกฝ่ายไม่ยอมปล่อย
“ข้าไม่ได้พูด พวกเขาต่างหาก ข้าเพียงบอกเล่าสิ่งที่พวกเขาพูดกันเท่านั้น”
“เช่นนั้นพวกเขาเป็นใครกัน? ว่ามาสิ ขอเพียงท่านพูดชื่อพวกเขา ข้าจะปล่อยท่านทันที”
“บอกไปจะไม่เป็นการหาเรื่องหรือ?” ต้าเหนียงผู้นี้จะกล้าพูดได้อย่างไร นอกเสียจากนางจะไม่ต้องการอยู่ในหมู่บ้านสกุลจูอีก
“อ้อ พูดเช่นนั้นก็แปลว่าท่านกลัวมีเรื่องกับพวกเขา แต่ไม่กลัวจะมีเรื่องกับสกุลจูหรือท่านแม่ข้าใช่ไหม?” หลินซื่อถากถาง
ต้าเหนียงผู้นั้น “…”
นางจะโต้เถียงอย่างไรได้
สิ่งที่ทำให้นางยิ่งสิ้นหวังคือหลังจากนั้นสะใภ้สี่สกุลจูก็โผล่มาในทันใด
แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ก้าวร้าวอย่างหลินซื่อ ทว่าก็ยังรับบทผู้ร้ายและสามารถคาดคั้นถามถึงเหตุการณ์ทั้งหมดได้
กว่าจะรู้ตัวก็ไม่ทันได้คร่ำครวญ… ทั้งคำที่ควรพูดและไม่ควรพูดล้วนหลุดออกจากปากไปหมดแล้ว
ด้านหลี่ซื่อได้รู้เรื่องแน่ชัดในท้ายที่สุด หญิงปากสว่างทำร้ายสะใภ้ใหญ่จริง ทว่าจะเป็นหรือตายยังไม่มีใครทราบได้
เหตุที่มีข่าวลือเช่นนี้เพราะเมื่อลูกชายของสะใภ้ใหญ่คนนั้นไปเรียกหมอ เขาร่ำไห้หลายต่อหลายครั้งว่าท่านย่าทุบตีมารดาจนตาย
หลี่ซื่อโล่งใจขึ้นมาบ้าง… เด็กจะไม่เห็นมันเป็นเรื่องใหญ่ได้อย่างไร เขาอาจกลัวจนตะโกนออกไปเช่นนั้น
ส่วนจะถูกทุบตีจนตายหรือไม่ บางทีอาจเพียงต้องการพูดเกินจริง
ดังเช่นบางครั้งที่คนเราปวดหลังจึงโวยวาย ‘โอ๊ย! ปวดเจียนตายอยู่แล้ว!’
ปวดหลังนี่มันร้ายแรงเพียงนั้นเลยหรือไร?
แน่นอนว่าไม่ เพียงแค่บรรยายให้เจ็บเกินจริงเท่านั้น
“ซานเม่ย ซื่อเม่ย เจ้าสองคนยกเสื้อผ้ากลับไป แล้วแวะเล่าเหตุการณ์ที่นี่ให้ท่านแม่ฟังด้วย ข้าจะไปดูสถานการณ์บ้านอาหย่งหนิงกับพี่รองของเจ้า” หลี่ซื่อบอกหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ย
“หากนานแล้วเรายังไม่กลับไปก็ให้พวกเจ้าไปเรียกพี่ห้าและพี่สี่ให้ตามไปหาเรา”