ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 912 หากนางขุดหลุมฝังเราขึ้นมา เราคงได้ร่ำไห้เจียนตาย
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 912 หากนางขุดหลุมฝังเราขึ้นมา เราคงได้ร่ำไห้เจียนตาย
“ท่านป้า ข้ารู้ว่าหากข้าพูดเช่นนี้ท่านคงไม่เชื่อ แต่ท่านดูเอาเองเถิด ปีนี้ลูกข้าสิบขวบแล้ว แต่เขาดูเหมือนอายุเพียงเท่าไหร่กัน?” ลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างท้วงถาม
เมื่อนึกถึงเด็กชายที่นางเพิ่งพบเห็น ภรรยาของเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสก็ไม่อยากจะเชื่อ “สิบขวบหรือ? เท่าที่ข้าเห็นเขาน่าจะอายุเพียงเจ็ดแปดขวบเท่านั้น….”
หัวเล็กร่างผอม มองแวบแรกก็เห็นได้ชัดว่าขาดสารอาหาร
เมื่อไม่กี่ปีก่อนความเป็นอยู่ของชาวบ้านไม่ดีนัก ทุกคนต่างประสบชะตากรรมเดียวกัน เมื่อมองลูกหลานของผู้อื่นจึงรู้สึกไม่แตกต่างกัน ทว่าที่ผ่านมาชาวบ้านหมู่บ้านสกุลจูรายได้ดีขึ้นมาก พวกเขามีเงินหาเลี้ยงลูกหลาน ทำให้เด็ก ๆ ในหมู่บ้านค่อย ๆ อ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้น
หลานชายของหญิงปากสว่างจึงดูผิดไปอย่างเห็นได้ชัด
หากไม่ใช่ว่าหญิงปากสว่างนำเงินไปซื้อที่ดินด้วย พวกเขาคงหลงคิดว่านางเป็นคนที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้าน ทว่าที่แท้…
ผู้อื่นต่างรวมเงินมาคนละเล็กละน้อย นางกลับควักเงินออกมาเองแต่เพียงผู้เดียว
เหตุใดคนจึงไม่สงสัยว่านางไป ‘หยิบยืม’ มา?
คำตอบนั้นเรียบง่ายนัก นางถูกครอบครัวฝ่ายมารดาตัดหางปล่อยวัดและยังไม่ได้คืนดีกัน ยิ่งไปกว่านั้นครอบครัวพี่น้องก็ยังไม่ต้อนรับนาง
ด้วยเหตุนี้ การที่หลานชายคนโตของนางขาดสารอาหารเพียงนี้จึงดูไม่สมเหตุสมผล
ภรรยาของเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสไม่รู้จะปลอบใจลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างอย่างไร จึงได้แต่กล่าวถึงเรื่องที่แม่สามีอีกฝ่ายอาจถูก ‘ทอดทิ้ง’ เพื่อทำให้สงบสติอารมณ์
เมื่อได้ยินครั้งแรก นางยังไม่เชื่อและร้องไห้ “ท่านป้าอย่ามาปลอบใจข้าเลย ข้ารู้ว่าชั่วชีวิตนี้ไม่ข้าตายก็นางตายถึงจะจบเรื่องนี้ได้”
“ข้าไม่ได้ปลอบใจเจ้า ข้าพูดจริง ๆ” พวกนางอธิบายตามคำของเย่อวี๋หรานให้ฟัง
แน่นอนว่าไม่ได้บอกว่าเย่อวี๋หรานเป็นคนต้นคิด เพียงบอกกล่าวคร่าว ๆ โดยไม่ได้ลงรายละเอียด
อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ยังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ ท้ายที่สุดจะทำอย่างไรยังไม่ได้วางแผนเป็นชิ้นเป็นอัน
ลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างรู้ว่าตนเองคิดเช่นนี้ไม่สมควร ทว่าเมื่อได้ฟังคำของอีกฝ่ายก็รู้สึกยินดีที่จะได้กำจัดหญิงปากสว่าง ตอนนี้เพียงต้องคิดให้ถี่ถ้วน เมื่อได้เวลาลงมือจึงจะสามารถยินดีได้เต็มที่
นางยอมใช้เงิน ‘เลี้ยงดู’ แม่สามีที่อยู่ด้านนอกมากกว่าให้อีกฝ่ายอยู่ในบ้านคอยเจ้ากี้เจ้าการตลอดเวลาจนนางไม่อาจขยับตัวทำสิ่งใดได้
“จริงหรือ! จะลงมือเมื่อไหร่หรือ?” นางถามด้วยความตื่นเต้น
“เรื่องนี้… ยังอยู่ระหว่างการหารือกัน”
นางพลันใจเสีย “ยังไม่ได้ตัดสินใจเช่นนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้นหรอกใช่ไหม”
ภรรยาของผู้อาวุโสเอ่ยว่า “เรื่องอย่างนี้จะเร่งรีบได้อย่างไร สิ่งสำคัญตอนนี้คือเจ้าต้องรักษาตัวให้หายดีก่อน เมื่อสบายดีแล้วจึงจะคาดหวังในอนาคตได้”
แม้จะว่าปลอบแต่พวกนางก็ไม่ได้พึงพอใจนัก
พวกนางปลอบใจด้วยความหวังดี แต่กลับกลายเป็นว่าอีกฝ่ายตัดพ้อเสียได้ รู้อย่างนี้คงไม่กล่าวถึงตั้งแต่แรก
เดิมทีต่อให้หญิงปากสว่างทำผิดแต่เจ้าตัวก็ยังเป็นแม่สามี การคิดจะ ‘ทอดทิ้ง’ แม่สามีก็ไม่เหมาะสม
ทันใดนั้นพวกนางก็คลายความสงสารลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่าง แต่ยังเห็นว่าเรื่องราวในวันนี้เป็นความรับผิดชอบของตัวเอง ไม่เช่นนั้นคงมีแม่สามีทำตัวเช่นเดียวกับหญิงปากสว่างอีก ทว่าก็ต่อเมื่อลูกสะใภ้ไม่ ‘เอาแต่ใจ’ จนเกินไป
ครั้นลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างรู้ ย่อมหมายถึงคนทั้งหมู่บ้านสกุลจูรู้
“ได้ยินไหม หญิงปากสว่างกำลังจะถูกทอดทิ้ง”
“จริงหรือ? นางแก่ปูนนี้แล้ว คราวก่อนเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสก็พูดคุยกับนางแล้ว…”
“เจ้าหัวโบราณนัก ตอนนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ได้ยินมาว่าเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสบอกว่าให้นางได้พักผ่อน แต่ครอบครัวของจูหย่งหนิงยังต้องดูแลนางด้วยตนเองอยู่”
“อย่างนี้นี่เอง”
……
กว่าเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสจะได้ยินข่าวนี้ก็ผ่านไปหลายวันแล้ว
พวกเขาพูดไม่ออก เรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างหารือกัน แล้วชาวบ้านรู้กันได้อย่างไร แพร่งพรายมาจากไหนกัน?
เมื่อครั้งที่ครุ่นคิดเรื่องนี้ นอกจากจูต้าเหนียงแล้วก็ได้บอกเพียงกับภรรยาเท่านั้น
ภรรยาของพวกเขากล่าวแก้ตัวว่าพวกนางเพียง ‘ปลอบใจ’ ลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างด้วยความหวังดี แต่ก็เป็นการเผยความลับออกไปโดยไม่รู้ตัว ใครเล่าจะคิดว่านางจะปากไม่มีหูรูดเช่นนี้
“เฮ้อ… คนน่าสังเวชมีเรื่องให้รังเกียจจริง ๆ ไม่แปลกที่หญิงปากสว่างจะไม่เอ็นดูลูกสะใภ้ กลับคอยหาเรื่องตลอดเวลา ตอนนี้ได้เจอกับตัวก็รู้ว่าลูกสะใภ้คนนี้ก็ไม่ใช่ย่อยเช่นกัน”
พวกนางแอบต่อว่าลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่าง
ช่วงนี้หลี่ซื่อจับตามองความเคลื่อนไหวในหมู่บ้านอย่างใกล้ชิด เมื่อมีสายลมโชยเพียงเล็กน้อยก็โร่ไปบอกเย่อวี๋หรานเพื่อเอาหน้า
แน่นอนว่านางเองก็ทำตัวเชื่อฟัง คอยทบทวนตนเองอยู่เสมอว่าได้ทำสิ่งใดให้แม่สามีไม่พอใจหรือไม่
ตกดึกนางถึงกับพูดคุยกับจูซื่อ “ข้าชื่นชมท่านแม่นัก ขุนพลไม่เห็นเลือด ลงมือเพียงคราวเดียวก็ทำให้ครอบครัวของหญิงปากสว่างจบเห่ได้”
“ท่านแม่คิดทำลายครอบครัวของอาหย่งหนิงที่ไหนกัน นางเพียงช่วยครอบครัวเขาไม่ใช่หรือ?” จูซื่องุนงงและไม่เข้าใจว่าเหตุใดภรรยาถึงได้พูดเช่นนี้
“เจ้าไม่เข้าใจ” แววตาหลี่ซื่อเป็นประกายท่ามกลางแสงจากตะเกียงน้ำมัน “ต่อให้หญิงปากสว่างถูกทอดทิ้ง แต่คนนิสัยอย่างนางมีหรือจะยอมอยู่เฉย นางคงไม่ปล่อยครอบครัวไปและต้องตามไประรานแน่นอน”
“แล้วทอดทิ้งไปจะเกิดประโยชน์อะไรเล่า ก็ไม่ต่างกันไม่ใช่หรือ?” จูซื่อยิ่งฉงน “อีกอย่างนี่ก็เป็นการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสด้วย นางจะกล้าขัดขืนได้อย่างไร”
“ข้าไม่รู้ แต่ลองมาคิดดูเมื่อก่อนลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างไม่กล้าหือกับแม่สามีเพราะเป็นลูกสะใภ้และสามารถถูกทุบตีได้ แต่หากหญิงปากสว่างถูกทอดทิ้งคงต่างออกไป เจ้าคิดว่าลูกสะใภ้ของนางจะยอมให้ ‘คนนอก’ มากดขี่ข่มเหงหรือ?”
จูซื่อ “…”
เขาไม่เข้าใจจิตใจของผู้หญิงเลยสักนิด
“ถึงเวลานั้นลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างจะใจแข็งและกล้าหือกับแม่สามี แล้วหญิงปากสว่างจะมีเวลามาก่อเรื่องอีกหรือ” หลี่ซื่อเอ่ยอย่างมีนัย “นี่เป็นคำล่อลวงแยบยลของท่านแม่ อ้างว่า ‘หวังดี’ แต่ที่แท้กลับขุดหลุมพรางชนิดที่ร่วงลงไปแล้วร่ำร้องหาพ่อแม่ก็เปล่าประโยชน์ คนอย่างท่านแม่ก้าวล้ำหน้าและมองการณ์ไกลเสมอ ข้าคิดว่าต่อไปเราควรเชื่อฟังและว่าง่ายต่อนางเอาไว้ หากทำให้นางไม่พอใจขึ้นมาแล้วนางขุดหลุมฝังเราขึ้นมา เราคงได้ร่ำไห้เจียนตาย”
ครั้นได้ยินนางพูดแบบนี้จูซื่อก็ตัวสั่น “ไม่หรอก… นางเป็นมารดาข้า จะทำกับเราแย่ปานนั้นเลยหรือ”
“ก็ไม่แน่เสมอไป” หลี่ซื่อหลุบตาลง “เจ้าลืมเรื่องพี่รองแล้วหรือ นางบอกว่าให้เขาดูแลพี่สะใภ้รองกับอู๋เป่า ไม่ให้เราเข้าไปช่วย ท่านเห็นไหมว่าตอนนี้พี่รองกล้าทำไม่ดีกับพี่สะใภ้หรือไม่”
ช่วงนั้นจูเอ้อร์น่าสงสารไม่น้อย แม้จะต้องดูแลหลิวซื่อกับอู๋เป่า เย่อวี๋หรานก็ยังไม่ให้ละเว้นงานไร่สวน ทำให้ยุ่งเสียจนแทบไม่มีเวลาเหนื่อยล้า
เพียงไม่กี่วันเจ้าตัวก็ขอบตาดำคล้ำ สภาพดูเหมือนพักผ่อนไม่เพียงพอ
เมื่อผู้อื่นมาพูดคุยด้วยก็ไม่มีสติและยังตอบสนองเชื่องช้า