ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 911 เพื่อนบ้านที่มีลูก
“ว่ากันให้ชัดเจนมันคือการให้จูหย่งหนิงกับหญิงปากสว่าง ‘แยกทาง’ ในขั้นแรก ส่วนใดเป็นของหญิงปากสว่างก็ยกให้นาง แล้วค่อย ‘ทอดทิ้ง’ นาง หากรู้สึกว่าคำนี้ไม่รื่นหูก็ให้ใช้คำว่า ‘แยกจากไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุข’ แทน” เย่อวี๋หรานกล่าว “ถึงอย่างไรก็ไม่ได้สลักสำคัญ เป็นการให้หญิงปากสว่างแยกจากครอบครัวมาเท่านั้น ขอเพียงนางเลิกยุ่มย่ามเรื่องของครอบครัว ลูกชายและลูกสะใภ้ของนางย่อมเลี้ยงดูให้นางสุขสบาย”
เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสต่างพูดไม่ออก
จูปาเม่ยที่ยืนตรงหน้าพวกเขากลับไม่แปลกใจแต่อย่างใดที่เย่อวี๋หรานคิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้ หากแต่…
“สถานการณ์ของสองคนต่างกัน จูต้าเหนียง น้องสามีท่านแยกทางกับเหล่าเฉียนก็เพราะเขาทำผิด นางถึงได้ของชดใช้กลับมาบ้าง ทว่าหญิงปากสว่างทำผิดเสียเอง ตามหลักการแล้วนางจะได้ส่วนแบ่งทรัพย์สินจากจูหย่งหนิงได้อย่างไร”
“เพียงแค่นางได้ชื่อว่าเป็นเมียเขา เขาก็ต้องมอบสิ่งใดให้นางบ้าง จะถือว่า ‘สินสมรส’ ที่แบ่งให้นางเป็นค่าเลี้ยงดูล่วงหน้าก็ได้ นางจะได้ไม่มาหาเรื่องพวกเขาในภายหลัง” เย่อวี๋หรานกล่าว “ถ้าไม่เลี้ยงดูเมียตนเองจะหวังให้ผู้อื่นเลี้ยงดูหรือ อีกทั้งนางยังถูก ‘ทอดทิ้ง’ ลูกชายกับลูกสะใภ้สามารถอกตัญญูและไม่เลี้ยงดูนางก็ได้ไม่ใช่หรือ”
หลังฟังมาค่อนวัน เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสก็เข้าใจ ว่ากันโดยง่ายที่แท้มันคือการอาศัย ‘การทอดทิ้ง’ หญิงปากสว่างเพื่อไม่ให้นางได้มีสิทธิ์บงการเรื่องในครอบครัวของจูหย่งหนิงอีกต่อไป
“เช่นนั้นก็ไม่เลว…” เจ้าหน้าที่ทางการครุ่นคิด “เราว่าไปตามกฎก็ไม่ต่างกับเราว่าไปตามความรู้สึก ต่อให้มีคนท้วงถามเหตุผลก็ยังไม่สามารถจับผิดได้”
เย่อวี๋หรานยกยิ้มบาง ๆ คล้ายกับว่าเป็นบทสนทนาสัพเพเหระ “มีเรื่องใดในโลกสมบูรณ์แบบบ้าง ล้วนเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนกันทั้งนั้น หากต้องการบางอย่างก็ต้องสูญเสียบางอย่าง ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งใดสำคัญกว่ากัน”
หากหญิงปากสว่างรู้ว่าเดิมทีเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสคิดว่านางอายุมากแล้วจึงเห็นว่า ‘การทอดทิ้ง’ นางเป็นเรื่องไม่เหมาะ แต่เย่อวี๋หรานช่วยหาหนทางคลายความกังวลให้พวกเขา ทำให้วางใจที่จะ ‘ทอดทิ้ง’ หญิงปากสว่าง โดยที่ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะโกรธจนกระอักเลือดหรือไม่
พวกนางไม่ถูกชะตากันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากรู้เข้าเกรงว่าจะเกลียดกันเข้ากระดูกดำ
หลังส่งเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสกลับไป หลี่ซื่อนิ่งเงียบมองแม่สามีอยู่ครู่หนึ่ง
เย่อวี๋หรานไม่ได้หันไป แต่ยังเอ่ยถามอีกฝ่ายว่า “มองข้าทำไม? มีอะไรจะพูดก็พูดมา”
“ท่านแม่ ท่านจงใจทำเช่นนี้ใช่ไหมเจ้าคะ?” หลี่ซื่อถามด้วยความระมัดระวัง
“จงใจอะไร?”
“ก็เรื่องทอดทิ้งหญิงปากสว่าง…”
“เรื่องนั้นเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสตัดสินใจเอง เกี่ยวอะไรกับข้ากัน?”
หลี่ซื่อ “…”
แต่หากไม่ได้ท่านแม่หาทางออกให้ พวกเขาจะคล้อยตามจนตัดสินใจทอดทิ้งหญิงปากสว่างหรือไร?
แน่นอนว่าผู้ยิ่งใหญ่ก็คือผู้ยิ่งใหญ่อยู่วันยังค่ำ สามารถเล่นงานผู้อื่นได้โดยไม่แสดงพิรุธออกมา ทั้งยังกลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับนางอีกด้วย
ภายภาคหน้าคงต้องระวังตัวมากขึ้น
ลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างฟื้นขึ้นมาในช่วงค่ำ
ภรรยาของผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ทางการบังเอิญแวะไปเยี่ยมเยือนพอดี เมื่อได้ยินว่านางฟื้นแล้วจึงรีบเข้าไปดูอาการ
นางปาดน้ำตาเงียบ ๆ เมื่อเห็นพวกนางทั้งคู่ แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังตนเองหมดสติไป แต่เหตุการณ์ก่อนสลบยังคงเด่นชัดในความทรงจำ
คำแรกที่นางเอ่ยคือ “ข้าอยากกลับบ้านแม่!”
ภรรยาของผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ทางการสบตากันแล้วเอ่ยปลอบ “เจ้าเพิ่งฟื้นขึ้นมา ที่หัวยังมีบาดแผลอยู่ ด้านนอกฟ้ามืดแล้วจะกลับไปได้อย่างไร รอจนกว่าจะหายดีแล้วเลือกวันอากาศดี ๆ ให้สามีเจ้าพากลับไปด้วยกันเถิด”
“ข้าอยากกลับ… เสียเดี๋ยวนี้” นางร้องไห้ออกมา “ข้าอยู่เช่นนี้ไม่ได้แล้ว ข้าแต่งเข้าสกุลจูมานานหลายปี ไม่ได้ความดีความชอบแต่ก็ยังอดทนทำงานหนักและถูกทำร้าย ตอนนี้แม่สามียังทุบตีข้าจนล้มหมอนนอนเสื่อ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ต่อไปข้าคงไม่มีโอกาสได้กลับไปแล้ว หากเรื่องนี้ถูกร่ำลือกัน ข้าจะมีหน้าไปพบผู้คนได้อย่างไร…”
นางสะอื้นไห้หนักขึ้นระหว่างกล่าว ราวกับต้องการระบายทุกความทุกข์ตรมที่ทนทรมานมาตลอดหลายปี
อีกฝ่ายถอนหายใจ “ร้องไห้ออกมาเถิด ทุกข์ทนมานานเพียงนี้ ถึงเวลาต้องร้องระบายออกมาบ้าง”
พวกนางพูดเข้าข้างลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่าง บอกว่าแม่สามีนางไม่ได้ความ ลูกสะใภ้ทำงานหนักเพียงนี้แต่กลับทุบตีจนมีสภาพแบบนี้ได้ลงคอ เห็นแล้วน่าปวดใจยิ่งนัก
หากเป็นครอบครัวอื่นที่มีลูกสะใภ้ประเสริฐเช่นนี้ คงสามารถจุดธูปบอกบรรพบุรุษได้ว่าให้นอนตายตาหลับได้โดยไม่ต้องวิตก แต่หญิงปากสว่างกลับโง่เง่า ไม่รู้จักเอ็นดูลูกสะใภ้แต่กลับทรมานกันเสียได้
เรื่องพรรค์นี้คนเราไม่ทำกัน
เมื่อได้ยินภรรยาของเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสช่วยต่อว่าหญิงปากสว่างให้ นางพลันรู้สึกว่าอีกฝ่ายเห็นอกเห็นใจตนเอง กระแสความอบอุ่นพลันแผ่ซ่านในใจของนาง
เสียงร้องไห้ของนางแผ่วลง ทว่าน้ำเสียงยังคงเศร้าสลดอยู่มาก
นางแต่งงานเข้าสกุลจูมานาน พูดได้เต็มปากว่านางตื่นเช้าก่อนไก่โห่ กินน้อยยิ่งกว่าแมว งานสารพัดล้วนทำไม่ตกหล่น และไม่มีสิ่งใดเกินความสามารถ ขอเพียงหญิงปากสว่างออกคำสั่ง นางก็ยินดีจะทำสุดความสามารถ
ทว่าหญิงปากสว่างก็ยังหาเรื่องจับผิด นี่ก็ไม่ถูกใจ นั่นก็ไม่ถูกใจ
“ฮือฮือฮือ… ข้าผิดตรงไหนกัน” นางร่ำไห้ “ข้าทำงานหนักทุกวี่ทุกวัน ข้าไม่กล้าหายใจเพราะกลัวว่านางจะโมโหด้วยซ้ำ”
นางยังกล่าวถึงเรื่องลอบไปทำงานให้สกุลจู แม้รู้ตัวว่าทำผิดและไม่ควรคิดทำเช่นนั้น แต่นางก็ถูกบีบให้ทำเพราะแต่งงานเข้าสกุลจูมานานเพียงนี้ แต่กลับมีเงินเก็บเพียงหยิบมือ ทั้งยังถูก
‘เบียดบัง’ อาหารและเสื้อผ้าไป แล้วจะทำอย่างไรได้?
นางอดทนเย็บซ่อมชุดสวมใส่มาสามปี นางทั้งปะทั้งเย็บมาสามปีก็ยังพอทำเนา แต่ลูกชายกับหลานชายของหญิงปากสว่างเล่า? หญิงปากสว่างสวมเสื้อผ้าใหม่ แต่กลับไม่ยอมมอบผ้าสักผืน ปล่อยให้หลานชายใส่กางเกงสกปรก
เพื่อนบ้านที่มีลูกยังเอาไข่มาให้อยู่เนือง ๆ เพราะกลัวว่าเด็กจะไม่ได้กินดีแล้วจะไม่โตเอาได้ แล้วแม่สามีของนางเล่า? เบียดเบียนหลานชายตนเองอย่างกับขโมย เกรงว่าเมื่อไก่ออกไข่ก็จะมาลักไปไม่ให้หลานชายได้กินด้วย ไม่ต้องกล่าวถึงเนื้อที่จะหามาบำรุงร่างกายให้หลานชายเลย
“เมื่อก่อนครอบครัวข้ายากจน ผู้ใหญ่อดอยากและไม่มีปัญญาหาเลี้ยงลูกหลานก็ยังพอเข้าใจได้ แต่ตอนนี้ครอบครัวเราพอมีเงินแล้ว…” นางปล่อยโฮ “ครอบครัวเราเก็บหอมรอมริบเพื่อซื้อที่ดิน แต่ว่ากลับไม่ได้ไข่สักใบมาให้ลูกชายข้ากิน… แล้วคนเป็นแม่อย่างข้าจะทนได้อย่างไร”
“ข้าเพียงคิดว่าหากแม่สามีไม่ต้องการมอบให้ก็ช่าง ข้าจะแอบไปทำงานหาเงินเพื่อมาซื้อไข่ให้ลูกกินบำรุงร่างกายก็แล้วกัน”
“ฮือ… ข้าเพียงรู้สึกผิดกับลูก”
……
เมื่อภรรยาของเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสรู้จากปากนางว่าหญิงปากสว่างไม่ยอมยกไข่ให้หลานชายแม้แต่ใบเดียว พวกนางก็ตกตะลึงเพราะในฐานะที่เป็นย่าคนเหมือนกัน มีหรือจะไม่ต้องการมอบสิ่งดี ๆ ให้ลูกหลาน
หญิงปากสว่างกลับถือดีจนไม่นึกถึงหลานชายตนเอง
“ของเพียงไม่มาก และเขาก็เป็นหลานชายของนางแท้ ๆ…”