ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 916 เงยหน้าไม่พบแต่กลับก้มเจอ
ลูกชายและลูกสะใภ้ตกใจ “ครอบครัวเราจะไปหาเงินมากมายมาจากไหน ท่านพ่อ หนังสือรับสภาพหนี้นี้ต้องชดใช้เงินในภายหลัง”
จูหย่งหนิงเห็นพวกเขาโทษตนจึงไม่สบอารมณ์ขึ้นมา “แล้วเจ้าจะทำอย่างไร ตอนนั้นอับจนหนทาง เราจะยอมจ่ายหรือให้แม่เจ้าอยู่ที่บ้านต่อไป เจ้าอยากให้นางอยู่ต่อหรือส่งนางไปเล่า?”
ลูกชายกับสะใภ้สบตากันแล้วไม่กล้าพูด
ย่อมต้องการส่งตัวไป ทว่าเงินก้อนนี้…
จูหย่งหนิงถอนหายใจหลังผ่านไปครู่หนึ่ง “ข้ารู้ว่าพวกเจ้ากังวลว่าจะไม่มีปัญญาใช้หนี้ ไม่ต้องวิตกไป ข้าจะหาทางชดใช้ให้ได้ก่อนตาย หากข้าทำไม่ได้คงไม่อาจนอนตายตาหลับ”
“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น ข้า… เพียงห่วงว่าเราจะไม่มีเงินมาจ่าย ท่านไม่ต้องโหมงานหนัก เงินนี้เราจะช่วยกันหามา” ลูกชายอย่างเขาปวดใจไม่น้อยเมื่อเห็นบิดาพูดเช่นนี้จึงรีบอธิบาย
ลูกสะใภ้เห็นสามีกล่าวเช่นนั้นจึงเอ่ยสำทับ “ใช่แล้ว ท่านพ่อ ท่านเลี้ยงดูหลานชายให้ดี เรื่องเงินนี้เราจะหาหนทางเอง เรายังอายุน้อยและมีกำลัง ขอแค่จูต้าเหนียงยังจ้างคนงาน เราต้องหาเงินได้แน่นอน”
แผลที่ศีรษะยังไม่หายดี ทว่านางคิดจะกลับไปทำงานให้สกุลจูแล้ว
ต่อให้ได้เงินเพียงวันละสองเหรียญ เดือนหนึ่งก็ยังได้หกสิบเหรียญ แม้ไม่มากแต่มันเป็นหนทางทำเงินเดียวที่นางพอนึกออก
จูหย่งหนิงกับลูกชายคิดเช่นนี้ไม่ต่างกัน เงินหกสิบเหรียญห่างจากหนึ่งถึงสองตำลึงมาก พวกเขา…
“เฮ้อ…” จูหย่งหนิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในใจคิดว่าเกรงว่าต้องแบกหน้าไปหาจูเหล่าโถว
เขารู้ว่าเย่อวี๋หรานเป็นใหญ่ในบ้านจูเหล่าโถว แต่เขาเป็นผู้ชาย หากไปหาเย่อวี๋หรานโดยตรงจะไม่เหมาะ ไม่มีหนทางอื่นนอกจากไปหาจูเหล่าโถว ลองคุยดูก่อนว่าจะช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง…
“หา? เจ้ามาหาข้าหรือ?” จูเหล่าโถวแปลกใจมากเพราะไม่คาดคิดว่าจูหย่งหนิงจะมาหา อีกฝ่ายเห็นเขากระอักกระอ่วนจึงพูดว่า “เจ้าอย่าทำข้าลำบากใจเลย ผู้อื่นไม่รู้สถานการณ์ของบ้านข้า แต่ครอบครัวเราสนิทสนมกัน ครอบครัวเราเป็นอย่างไรมีหรือเจ้าจะไม่รู้ ยังคิดว่าข้าจะเกลี้ยกล่อมหญิงเฒ่าได้หรือ?”
“เอ่อ… แต่ข้าก็ไปหาเมียเจ้าโดยตรงไม่ได้ไม่ใช่หรือ?” จูหย่งหนิงท้วง
“หา! ทำไมจะไม่ได้เล่า เจ้าไปหานางเลย มาหาข้าก็เปล่าประโยชน์ เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสต่างก็ไปหานางกัน ไม่มาหาข้าสักครั้ง” เดิมทีจูเหล่าโถวใช่ว่าไม่ถือสาเรื่องนี้ ทว่าเขาจะทำอย่างไรได้ ใครใช้ให้เขาไม่สามารถข่มภรรยาอย่างเย่อวี๋หรานได้เล่า
เวลาล่วงเลยผ่านไปนานจนชินชาไปเสียแล้ว
อยู่ ๆ จูหย่งหนิงมาหาเช่นนี้ เขากลับลำบากใจอยู่บ้าง
จูหย่งหนิงคล้ายรับรู้บางอย่างจากน้ำเสียงได้ จึงเอ่ยว่า “เจ้าลืมเมียที่บ้านข้าแล้วหรือ? เราสองคนทะเลาะกันทีไรก็…”
“ผัวเมียทะเลาะกันบ่อยครั้ง เจ้าจะพูดถึงทำไมกัน?”
“คราวก่อนที่ข้าเกือบจะทิ้งนาง นางยืนกรานว่าข้าคบชู้กับเมียเจ้า…” เขาเอ่ยพลางผายมือ “ข้าจะไปคบชู้กับเมียเจ้าได้อย่างไร ข้าไม่เคยพูดกับนางสักคำด้วยซ้ำ”
“เรื่องนี้เมียเจ้าคิดไปเองเสียใหญ่โต… ข้าจะบอกเจ้าให้ เมียข้าไม่ใช่คนธรรมดาที่จะรับมือได้ง่าย ๆ หรอกนะ เจ้ามองข้า แปดหมู่บ้านสิบลี้มีใครไม่รู้บ้างว่าใครเป็นใหญ่ในครอบครัวข้า” จูเหล่าโถวตบหน้าตนเองก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าไม่มีหน้าหลงเหลืออยู่นานแล้ว”
“ช่างเถิด ตอนนี้เจ้ายังดีกว่าข้ามาก แม้จูต้าเหนียงจะอารมณ์ร้ายไปบ้าง แต่นางก็มีลูกชายมากมายให้เจ้า ทั้งยังสร้างความมั่งคั่งให้ครอบครัวด้วย ด้วยความสามารถของนางแล้ว เจ้าคงต้องยอมให้นาง” จูหย่งหนิงกล่าว “อย่าไปฟังเรื่องซุบซิบด้านนอกเลย พวกเขาก็แค่อิจฉาเจ้า อิจฉาที่เจ้าได้เมียดีจึงไม่ต้องกังวลไปชั่วชีวิต”
“โธ่ เจ้าไม่เข้าใจ เจ้าไม่เคยพูดคุยกับเมียข้า ไม่เคยอยู่กับนาง ไม่รู้ว่านางเป็นอย่างไร เจ้าไม่เข้าใจหรอก… ทุกวันนี้แทบจะไม่ใช่คน จะพบนางแต่ละทีลำบากใจนัก ชีวิตไม่ได้มีทางเลือกนัก นอกจากทนแล้วทำอย่างไรได้อีก เจ้าเห็นก็รู้แล้วนี่ ลูกชายทุกคนต่างเข้าข้างนางหมด เจ้าคิดว่าวัน ๆ ข้าต้องพบเจออะไรบ้าง”
“ข้าคิดว่าดีออก มีข้าวให้กิน มีเหล้าให้ดื่ม ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล ลูกสะใภ้หลายคนก็เก่งกาจ หลานอ่านออกเขียนได้ ทั้งยังมีลูกชายเป็นซิ่วไฉ… ถือเป็นครอบครัวที่เจริญรุ่งเรือง ครอบครัวเช่นนี้ใครจะไม่อิจฉาบ้าง” จูหย่งหนิงบอกด้วยสีหน้าจริงใจ “เจ้าควรพึงพอใจในครอบครัวตนเอง แม้แต่เจ้าหน้าที่ทางการยังเข้าข้างครอบครัวเจ้า แล้วเจ้าจะต้องการอะไรอีก ครอบครัวเจ้าเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในย่านนี้แล้ว อีกไม่กี่ปีเมื่อลูกชายโตขึ้นอีกหน่อย เจ้าค่อยคิดทบทวนดูอีกที… จูต้าเหนียงเดินเหินไม่ได้แล้ว อีกไม่นานไม่ว่านางจะเก่งเพียงไหน สุดท้ายทุกอย่างก็ต้องตกอยู่ในมือลูกชายเจ้าไม่ใช่หรือ?”
จูเหล่าโถวได้ยินเช่นนั้นย่อมยินดีขึ้นเล็กน้อย
ไม่มีใครไม่มีความสุขเมื่อเป็นที่อิจฉา เพียงแค่เขาเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้เองไม่ได้ ต้องมาจากปากผู้อื่นจึงจะมีผล
จูเหล่าโถวยิ้ม เขาบอกพร้อมความปวดใจที่จางหายไป “เจ้าพูดแบบนี้ข้าก็รู้สึกดีขึ้นมาก”
“เดิมทีก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว นี่เป็นเรื่องจริงที่เจ้าเผชิญอยู่ เพียงแค่ถูกเส้นผมบังภูเขาเท่านั้นเจ้าจึงไม่รู้ตัว” อีกฝ่ายไม่ลืมกล่าวถึงธุระของตนเอง “เรื่องที่ข้าบอกเจ้าเป็นไปไม่ได้จริงหรือ? ข้าไม่ได้จะเอาคำตอบจากเจ้าเดี๋ยวนี้หรอก เพียงต้องการให้เจ้าช่วยพูดกับเมียให้แล้วดูท่าทีของนางเท่านั้น”
“ได้ ข้าจะลองพูดให้ช่วงมื้อเย็น แต่ข้าก็ไม่กล้ารับปากหรอกนะ” จูเหล่าโถวหลวมตัวช่วยเหลือในท้ายที่สุด
“ข้าเองก็ไม่ได้ขอให้เจ้ารับปากหรอก” จูหย่งหนิงบอก “ต่อให้จูต้าเหนียงมีอำนาจ เจ้าก็ยังเป็นสามีนาง นางคงไว้หน้าเจ้าบ้าง ข้าเองก็ลำบากใจจะมารบกวนเจ้า เราเป็นเพื่อนบ้านกันมาหลายปี เคยเห็นข้ามารบกวนบ้างหรือไม่เล่า”
คำพูดนี้จูเหล่าโถวยอมรับ
แม้สองครอบครัวจะใกล้ชิดกันทว่าไม่เคยพึ่งพาอาศัยกัน ว่ากันตามจริงคือจูหย่งหนิงไม่เคยมาร้องขอสิ่งใดกับเขาสักครั้ง
ในเมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจึงตอบตกลง ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงการพูดคุย จะตอบตกลงหรือไม่นั้นให้ภรรยาเป็นคนตัดสินใจ
เขากล่าวถึงเรื่องนี้กับเย่อวี๋หรานกลางโต๊ะอาหาร “ข้าเพียงเห็นใจเขาถึงได้มาพูดกับเจ้าให้ หากเจ้าไม่ลำบากใจและสามารถช่วยเหลือบ้านใกล้เรือนเคียงได้ก็ช่วยพวกเขา หากไม่ได้ก็ช่างเถิด ข้าบอกกับเขาไปชัดเจนแล้วว่าหากได้ก็คือได้ ไม่ได้ก็คือไม่ได้”
“ครอบครัวเขาต้องจ่ายเงินบริจาคเดือนละหนึ่งตำลึง คงจะยากลำบากมาก” เย่อวี๋หรานไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายมาหา “เอาละ หากข้ามีงานให้ทำจะนึกถึงครอบครัวเขาเป็นอันดับแรก ทว่าเรื่องนี้เจ้าไปบอกเขาว่าห้ามบอกผู้อื่น หากทุกคนพากันมาหาเจ้าเหมือนเขา ข้าเองก็จัดการลำบากเช่นกัน ชาวบ้านมีมากมายแต่งานมีน้อยนิด ช่วยเหลือคนนั้นคนนี้แล้วจะเดือดร้อนเสียเอง”