ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 915 ทำหนังสือรับสภาพหนี้กับเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโส
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 915 ทำหนังสือรับสภาพหนี้กับเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโส
หญิงปากสว่างตกตะลึง “อะไรกัน! พวกท่านจะทอดทิ้งข้าหรือ! นี่มันไม่ต่างกับบีบให้ข้าไปตาย… ท่านอา ทำเช่นนี้ไม่ได้นะ ข้าแต่งเข้าสกุลจูมาหลายปี ทำดีไม่หวังผลมาตลอด ท่านทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้…”
นางคุกเข่าคร่ำครวญพลางกอดขาชายชราด้วยความเศร้าสลด
นางบอกว่ารู้ตัวว่าทำผิด นางไม่ควรลงไม้ลงมือกับลูกสะใภ้ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ถึงตายไม่ใช่หรือ อีกทั้งนางยังทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
นางแก้ตัวและขอโทษลูกสะใภ้แล้วไม่ใช่หรือ
“หญิงปากสว่าง เจ้าแต่งงานเข้าสกุลจูมาหลายปี บอกข้ามาว่าจูหย่งหนิงเคยทำผิดต่อเจ้าไหม แล้วเจ้าเล่า? เป็นภรรยาภาษาอะไร ข้าได้ยินมานานแล้วว่าเจ้าตบหน้าเขาต่อหน้าผู้คน ยังเห็นเขาเป็นสามีอยู่หรือไม่ คนเป็นภรรยาทำเช่นนี้ได้อย่างไร…” อย่าเห็นว่าเขาแก่เฒ่าแล้วจะพูดจาไม่คล่องปาก แต่กลับสาธยายวีรกรรมมากมายในอดีตของนางออกมาทันที
นางอยากจะเถียงแล้วกล่าวว่าล้วนทำสิ่งเหล่านั้นไปเพราะมีเหตุผล ไม่มีมูลหมาไม่ขี้ หากไม่ใช่ครั้งแรกที่มีข่าวลือว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์กับสามีของนางมีสัมพันธ์กัน นางจะถือโทษและอาละวาดใส่จูหย่งหนิงหรือ
“ยังกล้าพูดเช่นนี้ออกมาอีกหรือ? เจ้าเป็นคนปล่อยข่าวไปทั่วเอง หากเจ้าไม่พูดใครจะคิดว่าพวกเขาคบชู้กัน เรื่องไม่มีมูล เมื่อหลุดออกไปใครจะเชื่อ แต่เป็นเจ้าเองที่เอาแต่พูดจาเหลวไหลทั้งวันจนหลายคนเชื่อกัน!…” ชายชราขึ้นเสียง “ชื่อเสียงของหมู่บ้านสกุลจูย่อยยับก็เพราะเจ้า ผู้หญิงอย่างเจ้าวัน ๆ ไม่ทำสิ่งใดนอกจากกุเรื่องใส่ความผู้อื่น หาเรื่องคนไปทั่ว ก่อเรื่องเดือดร้อน พูดจาร้ายกาจ สกุลจูของเราไม่อาจรับได้”
หญิงปากสว่างไม่กล้าเถียงอีกฝ่าย นางมองจูหย่งหนิงที่ยืนอยู่ข้างนางแล้วตวาดใส่ “จูหย่งหนิง! ข้ารักท่านและดีกับท่านมาตั้งกี่ปี แต่ท่านกลับทำกับข้าเช่นนี้ ยังเป็นคนอยู่หรือไม่ ที่ข้ามีลูกให้ท่านและทำงานหนักมาตลอดไม่มีความหมายเลยหรือ…”
จูหย่งหนิงปั้นหน้านิ่งและเฉยเมย เขาเฝ้ารอจะทอดทิ้งหญิงเฒ่าผู้นี้มานานแล้ว หากเจ้าหน้าที่ทางการกับพวกผู้อาวุโสไม่ห้ามไว้คราวนั้นคงทอดทิ้งนางไปนานแล้ว
คราวนี้พวกเขายอมโอนอ่อนและเปิดหอบรรพชน เขาจึงอดใจจะรีบจัดการให้เสร็จสิ้นไม่ได้
“จูหย่งหนิง ข้าพูดกับท่าน ท่านพูดอะไรสักอย่างบ้างสิ” นางเห็นเขาหมางเมินก็โมโหแล้วลุกขึ้นหมายจะพุ่งไปทึ้งเขา
น่าเสียดายที่เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสเตรียมการไว้แล้ว ไฉนเลยจะปล่อยให้นางมีโอกาส
‘อาละวาด’ โดยง่าย
นางไม่ทันลงมือก็มีแม่เฒ่าแข็งแรงคนหนึ่งมาขวางไว้ ก่อนจะคว้าแขนนางแล้วลากกลับไป
“ปล่อยข้า!”
“ยายเฒ่าประสาทกลับ ปล่อยข้านะ!”
……
ย่าของลี่ฮวาจ้องนางเขม็ง “เจ้าอยู่เฉย ๆ ดีกว่า!”
เมื่อเห็นนางอยู่ด้วย หญิงปากสว่างก็ด่าทอว่านางเป็นสุนัขรับใช้ของเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโส ไม่ว่าพวกเขาจะสั่งสิ่งใดก็ทำตามไปเสียหมด เป็นคนไม่ได้ความสักนิด
ย่าของลี่ฮวาไม่โต้เถียง กลับคว้าถุงเท้าข้างหนึ่งยัดปากอีกฝ่าย
หญิงปากสว่างนึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะจับนางมัดต่อหน้าคนมากมาย
จากนั้นผู้อาวุโสจึงลุกขึ้นแล้วเอ่ยว่าการทำผิดและไม่ทำตามกฎของครอบครัวสามีถือเป็นการอกตัญญูอย่างถึงที่สุด ไม่อาจปล่อยให้ดูแลครอบครัวต่อไปได้ จึงต้องส่งตัวนางไปสำนักนางชีเพื่อให้กลับตัวกลับใจ
เขาบอกให้นางไม่ต้องเป็นกังวล แม้สกุลจูจะทอดทิ้งนางแต่ถึงอย่างไรนางก็ทำงานหนักเพื่อสกุลจูมาตลอด พวกเขาจึงจะ ‘หาเลี้ยง’ นางไปตลอดชีวิต
ช่วงแรกนางต้องไปสำนักนางชีเพื่อกลับเนื้อกลับตัว เมื่อสำนึกแล้วค่อยกลับมา ถึงยามนั้นลูกชายและลูกสะใภ้จะ ‘กตัญญู’ ต่อนาง
หญิงปากสว่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นี่มันเรื่องอะไรกัน?
เคราะห์ร้ายที่นางถูกปิดปากและมัดแขนเอาไว้จึงไม่อาจมีปากเสียงได้ นางถูกบีบบังคับให้ประทับลายนิ้วมือลงบนหนังสือปลดภรรยา หลังจากนั้นจึงออกจากบ้านและถูกส่งตัวไปยังสำนักนางชีที่ไม่คุ้นเคย
“สำนักนางชีหรือ?” เย่อวี๋หรานนึกไม่ถึงเช่นกัน เมื่อได้ฟังความจากหลี่ซื่อจึงแปลกใจเล็กน้อย
เดิมทีนางคิดว่าเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสจะหาบ้านร้างในหมู่บ้านให้หญิงปากสว่างอยู่ ไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะส่งไปอยู่ด้านนอก
นางไม่รู้ว่าสำนักนางชีนั้นอยู่ที่ไหน แต่คิดว่าสำนักนางชีที่สามารถ ‘รับ’ คนอย่างหญิงปากสว่างได้คงไม่ใช่ที่ที่ดีนัก
“อืม ตอนที่ถูกส่งไปข้าเองก็แอบไปดู สำนักนางชีนี้ดูใหญ่โตไม่น้อย… แต่ข้ารู้สึกว่าต่างกับที่ที่เราเคยไปอยู่บ้าง” หลี่ซื่อย้อนนึก
เมื่อก่อนมารดาพานางไปไหว้พระด้วย แม่ชีที่พบต่างใจดีมีเมตตา ทว่าคนที่เห็นที่นั่นดูอารมณ์ร้ายอย่างเห็นได้ชัด
หากเป็นผู้ชาย นางคงคิดว่าเป็น ‘โจร’ ไปแล้ว
“ไหนเจ้าลองบรรยายลักษณะท่าทางของพวกนางที่เห็นมา” ครั้นได้ยินลูกสะใภ้พูดเช่นนั้น เย่อวี๋หรานก็นึกฉงนจึงบอกให้อธิบายให้ชัดเจน
สรุปได้ว่าหญิงเหล่านั้นมีร่างสูง ไหล่กว้าง หน้าตาดูไม่ใช่คนดี เท้าบานใหญ่กว่าผู้หญิงทั่วไป
“หมายความว่าเจ้าคิดว่าแม่ชีเหล่านั้นเหมือนผู้ชายปลอมตัวเป็นหญิงหรือ?” เย่อวี๋หรานสรุปแล้วถามกลับ
“ท่านแม่ ข้าพูดจริง ๆ นะ พวกนางดูเหมือนผู้ชายมาก” หลี่ซื่อนึกได้ทันที หรือว่าที่แท้ความรู้สึกทะแม่งของนางก็เกิดจากจุดนี้นี่เอง
ผู้หญิงรูปร่างคล้ายผู้ชายสักคนยังไม่ใช่ปัญหา หากแต่แม่ชีกลุ่มนั้นล้วนดูเหมือนผู้ชายทุกคน…
อืม ไม่แปลกที่นางจะตกใจเมื่อเห็นอีกฝ่าย อย่างกับจะเข้ามา ‘หาเรื่อง’ อย่างไรอย่างนั้น
“ผู้อาวุโสบอกไหมว่าแม่ชีเหล่านี้มาจากไหน?” เย่อวี๋หรานถาม
หลี่ซื่อส่ายหน้า “ไม่เลย ตอนนั้นรีบส่งคนไป ดูเหมือนไม่มีใครพูดว่าพวกนางมาจากไหน ท่านแม่ ท่านอยากรู้หรือ? ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปตามสืบมาให้”
“ดี เจ้าไปตามสืบมาให้ข้าที”
หลี่ซื่อออกจากบ้านแม่สามีเพื่อไปตามสืบข่าว
ส่งคนไปแล้วเหตุใดแม่สามียังต้องกังวลด้วย? ปกติไม่เห็นว่าจะเป็นห่วงหญิงปากสว่างเพียงนั้น
หรือว่าจะมีแผนการในใจ?
ส่งหญิงปากสว่างไปแล้ว ครอบครัวของจูหย่งหนิงจึงได้หายใจหายคอและรู้สึกว่าภูเขาในอกถูกยกหายไป
เมื่อมีความสุข ทั้งครอบครัวจึงตอกไข่มาทำอาหารมื้อเย็นแสนอร่อย
ระหว่างทานข้าว ลูกชายของจูหย่งหนิงก็เริ่มวิตก “ท่านพ่อ ท่านแม่ถูกส่งไปแล้ว แต่ว่าเงินบริจาคต่อเดือนก็ไม่น้อย เราจะหามาได้อย่างไร?”
“ข้าไม่รู้” จูหย่งหนิงเผยสีหน้าลำบากใจ “ปกติแม่เจ้าควบคุมการเงิน ข้าไม่รู้ว่าแท้จริงครอบครัวเรามีเงินมากเท่าไหร่กันแน่”
“แล้วเราจะหาเงินบริจาครายเดือนมาจากไหน?”
“ข้าจะทำหนังสือรับสภาพหนี้กับเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโส” จูหย่งหนิงกล่าว