ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 918 นี่คือวงจรอุบาทว์ชัด ๆ
หญิงปากสว่างลิงโลดในใจ นางรีบถามพวกเขา “จริงหรือ? พวกเขาบอกว่าจะมารับข้าจริงหรือ?”
“ใช่ เราทำหนังสือสัญญาเอาไว้แล้ว คิดว่าครอบครัวของเจ้าจ่ายเงินเดือนละหนึ่งตำลึงโดยเปล่าหรืออย่างไร”
“อะไรกัน! เดือนละหนึ่งตำลึงเลยหรือ!” หญิงปากสว่างตกตะลึง “พวกท่านได้มากเพียงนั้นเชียวหรือ? ปล้นกันหรืออย่างไร ต่อให้ข้ากินดื่มตะกละขนาดไหนก็ไม่มีทางใช้เงินถึงเดือนละหนึ่งตำลึง…”
“เจ้าคิดว่าเจ้าถูกส่งตัวมาแล้วเราจะลำบากจัดการดูแลโดยเปล่าและไม่ต้องการรายได้หรอกหรือ?” อีกฝ่ายมองค้อน
“เจ้าเป็นแม่ชีและนักบวชที่มีเมตตาไม่ใช่หรือ เหตุใดยังต้องการเงินของเรา?”
“มันถึงถูกเรียกว่า ‘เงินบริจาค’ อย่างไรเล่า”
หญิงปากสว่างคิด ‘เมื่อครู่เจ้าเพิ่งพูดว่าเป็นรายได้อยู่เลยไม่ใช่หรือ?’
น่าเสียดายที่คนเหล่านั้นไม่ฟังนางแต่อย่างใด หลังจากบอกกล่าวกฎที่ต้องปฏิบัติตาม นางก็ถูกโยนเข้ามาในห้องให้อยู่ตามลำพัง
เดิมทีนางคิดว่าอยู่เช่นนี้ค่อนข้างดี ไม่ต้องทำงานแต่ยังมีหมั่นโถวให้กิน แม้ปวดใจกับเงินบริจาคหนึ่งตำลึง ทว่าเมื่อได้กลับไปแล้วนางจะไปคิดบัญชีกับคนขี้แพ้เหล่านั้นเสีย
ทว่าไม่นานนางก็ได้บทเรียนมากมาย สามวันแรกที่นางไม่ต้องทำงานก็เพราะนางเพิ่งมาถึง คนจึงทิ้งช่วงให้ ‘ปรับตัว’
หลังพ้นช่วงนั้นมาแล้วพวกเขาก็เริ่มมอบหมายงานให้นาง
ทำความสะอาด ผ่าฟืน เด็ดผัก และเก็บผลไม้…
เรียกได้ว่างานที่นางเคยสามารถใช้ให้ลูกสะใภ้ทำที่บ้าน เมื่อมาอยู่ที่นี่กลับต้องทำเองทั้งสิ้น
“ข้าไม่ทำ!”
หญิงปากสว่างเขวี้ยงข้าวของเพราะไม่ยินดีทำงาน
พวกเขาไม่พูดเหลวไหลกับนาง หากไม่ทำก็ไม่ต้องทำ เพียงส่งนางกลับบ้านไปก็พอ
นางคิดว่าตนเองฉลาดที่หลบเลี่ยงงานหนักมาได้ แต่นึกไม่ถึงว่าเย็นวันนี้จะต้องอดอาหารเย็น
“หมายความว่าอย่างไร ไหนอาหารของข้า?”
คนผู้นั้นมองนางอย่างเย็นชา “หากเจ้าไม่ทำงานแล้วจะมีข้าวกินได้อย่างไร คิดว่าเราเป็นแม่ชีใจดีที่ช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตตกยากหรือ? เราเป็นสำนักนางชีที่ให้ที่พักพิงกับผู้ที่ทำความผิดมา เพื่อให้เจ้าได้กลับเนื้อกลับตัวเสีย…”
หญิงปากสว่างร้องคร่ำครวญ บอกว่าครอบครัวมอบเงินมาให้เดือนละหนึ่งตำลึงแล้ว พวกเขายังเมินเฉยนางได้ลงคอ
เมื่อส่งเสียงกรีดร้องน่าหนวกหู พวกเขาก็ไม่คิดจะให้น้ำนางดื่มด้วยซ้ำ
เป็นหญิงปากสว่างที่ยอมแพ้เป็นอันดับแรก ด้วยกำลังที่มีจำกัดเพราะอายุมากแล้ว กอปรกับการตะเบ็งโหวกเหวกซึ่งใช้แรงไม่น้อย ไม่นานนางก็สงบลง
วันต่อมาอีกฝ่ายก็มายืนถามหน้าประตู “วันนี้เจ้าจะทำงานหรือไม่”
หญิงปากสว่างมองหมั่นโถวและน้ำในมืออีกฝ่ายแล้วกลืนน้ำลาย “หากข้าไม่ทำจะไม่ได้กินมื้อเช้าหรือ”
ใช่!”
นางอยากจะร้องไห้ ทว่าอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น ไฉนเลยนางจะกล้าปฏิเสธ
อันที่จริงงานนี้ไม่หนัก แค่ทำความสะอาดบ้านและล้างจาน เพียงแค่บ้านหลังใหญ่ไปหน่อยและจานก็มีจำนวนมากไปนิด
นางไม่ได้ทำงานหนักแบบนี้มาหลายปีแล้ว ไม่นานก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงคิด ‘หลบหนี’
นางไม่เชื่อคำของแม่ชีที่คอยเฝ้า อยู่กลางป่าลึกและมีแมลงใหญ่ชุกชุมอะไรกัน หากเป็นเช่นนั้นจริงแล้วปกติพวกเขาออกไปข้างนอกได้อย่างไร ไม่กลัวแมลงใหญ่ไล่ตามหรืออย่างไร
หญิงปากสว่างเตรียมหลบหนีในคืนเดือนมืด
ดวงจันทร์ไร้แสงท่ามกลางกระแสลมนับว่าเป็นโอกาสเหมาะ
นางแง้มเปิดประตูแล้วหลบออกมาได้อย่างราบรื่น
ทว่าเพียงครู่เดียวนางก็วิ่งโร่กลับมาเสียเอง เพราะระหว่างทางนางเห็นดวงตาสีเขียวของหมาป่าเคล้าเสียงร้องคำรามของมัน ทำเอาหวาดกลัวจนแทบฉี่ราด
หลบหนีอะไรกัน? รักษาชีวิตตนเองเอาไว้ก่อนดีกว่า
“เหอะ! หนีหรือ ทำไมไม่หนีต่อเล่า”
เพิ่งกลับมาถึง ไม่นานก็เห็นคนกอดอกรออยู่
หญิงปากสว่างสะดุ้งโหยง “เจ้า… มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!”
“มีคนพยายามหนี ข้าย่อมต้องมาช่วยอำนวยความสะดวกให้ ว่าแต่ทำไมกลับมาเร็วนักเล่า หรือว่าลืมของเอาไว้”
“ใครหนีกัน? เหลวไหล ข้านอนไม่หลับจึงออกไปห้องส้วมเท่านั้น…” หญิงปากสว่างกล่าวกลบเกลื่อน ทุบตีให้ตายอย่างไรก็ไม่คิดยอมรับ
อีกฝ่ายเชิดหน้าเป็นสัญญาณให้นางมองสภาพตนเอง “แล้วเจ้าไปทำอะไรมา ตกส้วมหรือ?”
“ข้าเพียงเผลอเหยียบหินระหว่างไปห้องส้วมจึงลื่น ไม่ได้หรือ?” นางก้มมองแล้วเห็นว่าตนเองมีใบไม้และอื่น ๆ ติดตามตัว นางรีบปัดออกแล้วกล่าวแก้ตัว ไม่ยอมรับว่าตนเองคิด ‘หลบหนี’
“ก็ได้! แต่ว่าที่นี่การออกไปข้างนอกโดยไม่บอกกล่าวเรียกว่า ‘หลบหนี’ ข้าควรต้องบอกเจ้าว่าโทษของคนที่คิดหลบหนีคืออะไรใช่ไหม” อีกฝ่ายปั้นหน้าเหี้ยมพลางเอ่ย “ตั้งแต่พรุ่งนี้เจ้าจะไม่ได้กินหมั่นโถวอีก”
“แต่ว่าข้าจ่ายเงินไปแล้ว!…” หญิงปากสว่างโวยวาย ไม่มีหมั่นโถวแล้วนางจะกินอะไร
กินแป้งธัญพืชย่างอย่างผู้หญิงเหล่านั้นหรือ?
ไม่มีทาง แป้งย่างพวกนั้นกลืนไม่ลงเสียด้วยซ้ำ
“แล้วเจ้าก็ต้องซักเสื้อผ้านับตั้งแต่นี้ไป” อีกฝ่ายเอ่ยสำทับ
หญิงปากสว่างไม่ยอมและตั้งท่าจะก่อเรื่อง แต่คนผู้นั้นกลับลากตัวนางโยนเข้าโรงเก็บฟืนและไม่ให้อาหารนาง
หลังอดอยากและต้องลิ้มรสผ่านสายตาละห้อยมาหลายมื้อ นางก็ไม่กล้าโวยวายอีก
นางพบว่าแม่ชีเฒ่าและคนอื่น ๆ สามารถปล่อยให้นางอดอยากได้อย่างเลือดเย็น อยู่ที่นี่นางไม่อาจร้องขอความช่วยเหลือจากใครได้ จึงไม่มีทางเลือกนอกจากยอม ‘เชื่อฟัง’
หลังได้ซักผ้าจึงสังเกตได้ว่าแม่ชีในสำนักนางชีแห่งนี้มีจำนวนไม่มาก แต่กลับมีเสื้อผ้ามากมาย ซักเท่าไหร่ก็ไม่จบไม่สิ้นเสียที
ไม่กี่วันต่อมาอาการปวดหลังก็มาเยือนนางให้โมโหจนทึ้งเสื้อผ้าเหล่านั้นหลายครั้ง
ด้วยเหตุนี้…
มันจึงขาดและทำให้นางถูกลงโทษเป็นเท่าตัว
หญิงปากสว่าง “….”
ซักผ้าในวันอากาศไม่หนาวเย็นนักยังพอทำเนา แต่เมื่อหนาวเย็นก็ทำให้มือแข็งจนไม่อาจทนไหว
เมื่อมือทนไม่ไหวจึงยิ่งซักผ้าได้ไม่สะอาด
ยิ่งซักผ้าไม่สะอาดยิ่งถูกลงโทษ ยิ่งถูกลงโทษก็ยิ่งไม่ใส่ใจจะซักผ้า วนเวียนเป็นวงจรอุบาทว์เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
หญิงปากสว่างหมดสิ้นความเย่อหยิ่ง นางร้องไห้หลายต่อหลายครั้ง
แต่หลังร้องไห้เสร็จก็ยังต้องกลับมาซักผ้า
ที่ย่ำแย่คือในวันที่หนาวเย็น น้ำตานี้ถูกลมพัดเข้าหน้า แต่ละวันทำงานหนักเจียนตาย
นางมองนิ้วบวมแดงของตนเองแล้วร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้น
“จะเป็นเช่นนี้ไปถึงเมื่อไหร่กัน”
นางสะอึกสะอื้นแล้วถามแม่ชีเฒ่า อีกฝ่ายช่วยนางนับแล้วบอกว่ายังอยู่ในช่วงแรก ผ่านไปเพียงสามเดือนเท่านั้น ยังไม่ถึงปีใหม่ กว่าจะมีคนมารับนางก็คงล่วงเลยเข้าฤดูใบไม้ผลิ
พฤติกรรมในตอนนี้ของนางยังไร้วี่แววจะเปลี่ยนไป ครอบครัวของนางจึงอาจไม่ได้มารับนางกลับ
หญิงปากสว่างตะลึง นางโยนเสื้อผ้าในมือลงกะละมัง “หมายความว่าอย่างไร! เจ้าบอกว่าพวกเขาจะมารับข้าภายในครึ่งปีไม่ใช่หรือ ตอนนี้กลับบอกว่าอาจไม่ได้มารับข้าได้อย่างไร”
แม่ชี้กล่าวหน้านิ่ง “ข้าบอกแล้วว่ามันขึ้นอยู่กับการกระทำของเจ้า หากเจ้าทำตัวดี พวกเขาก็จะมารับเจ้าภายในครึ่งปี แล้วเจ้าก็จะออกไปจากที่นี่ได้ หากเจ้าทำตัวไม่ดี คิดว่าพวกเขาจะมารับเจ้าหรือ”
หญิงปากสว่างเอ่ยตัดพ้อ “แล้วทำตัวดีคืออะไร ทำอย่างไรถึงจะนับว่าทำตัวดี ข้าทำงานหนักช่วยพวกเจ้าซักผ้า ยังจะต้องการอะไรอีก… วันที่อากาศหนาวเช่นนี้ยังไม่ได้ใช้น้ำร้อน ข้าแต่งงานกับจูหย่งหนิงมาหลายปี เขาไม่เคยให้ข้าซักผ้ามากมายเพียงนี้”