ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 917 อย่ามาทำให้เราเดือดร้อน
ครั้นได้ยินคำสัญญาของเย่อวี๋หรานแล้วจูหย่งหนิงก็โล่งใจ
ลูกสะใภ้ของเขาไม่ได้พักสักวัน รีบกลับไปทำงานทันที
เมื่อหลี่ซื่อเห็นเช่นนั้นก็ทักท้วง “รีบร้อนทำไมกัน ต่อให้เจ้าใจร้อนมาทำงาน เจ้าก็ควรรักษาตัวให้หายดีก่อน”
“ข้าหายดีแล้วจึงไม่รอช้า รีบมาทำงาน” นางรีบกล่าวให้วางใจพร้อมรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า
“ไม่ต้องกังวลเรื่องงานหรอก งานลวกเส้นไม่หนักหนา ข้าเพียงเป็นห่วงร่างกายเจ้า” หลี่ซื่อกุมมืออีกฝ่ายพลางกล่าวด้วยความเป็นห่วง “เราต่างก็เป็นแม่คน สิ่งสำคัญของเราคือลูก ข้าจะไม่เข้าใจเจ้าได้อย่างไร เพียงแต่ต่อให้การหาเงินสำคัญ มันก็ไม่ได้สำคัญไปมากกว่าร่างกายของเจ้า เจ้าต้องมีร่างกายแข็งแรง จึงจะมีกำลังทำงานหาเงินและดูแลลูกได้ หากเจ้าไม่สบายแล้วลูกของเจ้าจะทำอย่างไร”
อีกฝ่ายตื้นตันใจพร้อมดวงตาแดงก่ำ “ขอบคุณ!”
นางไม่รู้จะกล่าวคำใดนอกจากสองคำนี้
หลี่ซื่อลูบหลังมืออีกฝ่ายแล้วเอ่ยจากใจจริง “ขอบคุณอะไรกัน เราต่างก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว ต่อไปไม่ต้องโหมงานหนักนัก หากเจ้าทำไม่ไหวก็บอกข้า ข้าจะมอบหมายงานเบา ๆ ให้เจ้า ข้าคิดว่าทุกคนเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ของเจ้าดี”
นางยังหันไปถามคนที่ทำงานอยู่ว่าจริงหรือไม่
ทุกคนต่างขานรับ ใครไม่เคยพบเจอสถานการณ์ยากลำบากบ้าง พวกเขาเข้าใจหัวอกกันและกัน ความเป็นอยู่ทุกวันนี้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
พวกเขาต่างมีความสุขมาระยะหนึ่งแล้ว
ทว่าลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างรู้แก่ใจว่าหากตนเองทำเช่นนั้นจริง เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ทุกคนคงไม่สบายใจแน่นอน
ได้เงินเท่ากัน เหตุใดถึงได้ทำงานเบากว่าเล่า?
พวกเขาไม่ได้ติดค้างสิ่งใดกับนางเสียหน่อย
อีกด้านหนึ่ง จูอู่เองก็หางานชั่วคราวให้กับลูกชายจูหย่งหนิง งานนี้ย่อมได้ค่าจ้างมากกว่าภรรยาเขา เพียงแค่ทำได้ระยะหนึ่งเท่านั้น
เวลานี้เป็นช่วงที่ต้องเตรียมฉลองปีใหม่ บางคนถือโอกาสนี้เร่งทำงานหนักเพื่อหาเงินก้อนโต บางคนไม่อาจแยกจากครอบครัวเพราะต้องการฉลองกับครอบครัวท่ามกลางบรรยากาศวันส่งท้ายปีเก่า ปกติแล้วจูหย่งหนิงไม่ต้องการให้ลูกชายจากบ้านไปในช่วงเวลาเช่นนี้ ทว่าใครจะคิดว่าครอบครัวจะเป็นหนี้จนเขาเองได้แต่ทำงานหนักช่วยลูกชาย
จูหย่งหนิงเห็นลูกชายกับสะใภ้ทำงาน แม้แต่หลานชายยังมักเก็บดอกไม้และข้าวของอื่น ๆ ส่งไปขายกับสกุลจูเพื่อหารายได้ เขารู้สึกว่าตนเองถูกเอาใจเป็นพิเศษ จึงหาของป่าไปฝากบ้านสกุลจูเพื่อขอบคุณจูเหล่าโถว
“สมควรเป็นเช่นนี้แล้ว เราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ใช้สกุลจูร่วมกัน ย่อมต้องช่วยกันเป็นธรรมดา” จูเหล่าโถวรับของมาแต่ห้ามไม่ให้นำมาฝากอีก กล่าวขอบคุณแล้วยังนำของมาให้อีกทำไมกัน
ทว่าเขาเองก็ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายกลับไปมือเปล่าเช่นกัน
หลี่ซื่อเตรียมของตอบแทนนำใส่ตะกร้าให้จูหย่งหนิงถือกลับไป
ตอนถือมาเขาไม่รู้สึกหนักนัก เมื่อถึงบ้านจึงรู้ว่าภายในตะกร้ามีของมากมาย บางอย่างเป็น ‘ของดี’ เพื่อฉลองปีใหม่
ต่อให้ครอบครัวจะยากลำบาก ทว่าด้วย ‘ของดี’ เหล่านี้ก็รู้สึกดีที่ไปเยี่ยมญาติแล้วอีกฝ่ายยังไว้หน้าตนเอง
“ท่านปู่ ท่านถืออะไรกลับมาหรือ?” หลานชายคนโตเห็นเขากลับมาจึงวิ่งเข้ามาเล่นด้วย
จูหย่งหนิงลูบหัวหลานชายแล้วบอกด้วยความตื้นตัน “เมื่อเจ้าเติบใหญ่ขึ้น จงจดจำบุญคุณของครอบครัวของอาฮ่าวชี่เอาไว้ เข้าใจไหม?”
เขาเหลือบมองตะกร้าและลอบจดจำให้ขึ้นใจก่อนรับคำผู้เป็นปู่ “ขอรับ ข้ารู้ ข้าจะจดจำเอาไว้”
“เด็กดี”
……
ปีนี้บางครอบครัวยังยากลำบาก ทว่าด้วยความช่วยเหลือของชาวบ้านก็ดูคล้ายว่าความลำเค็ญนั้นจะเบาบางลง ปีนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้มาก ทั้งยังมีที่ดินและเสื้อผ้า นับได้ว่าประสบความสำเร็จมาก
แน่นอนว่าสำหรับหญิงปากสว่างที่ถูกส่งไปสำนักนางชีบนเขา มันอาจเป็นความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตนาง
หิมะขาวในฤดูหนาวค่อย ๆ ร่วงโรยลงมาปกคลุมหลังคาและกิ่งไม้
ทว่าหญิงปากสว่างในเสื้อผ้าเนื้อบางยังซักเสื้อผ้าอยู่ข้างบ่อน้ำท่ามกลางความหนาวเย็น
เสื้อผ้านี้ไม่ใช่ของนาง แต่เป็นของกลุ่มแม่ชีที่สำนักนางชี
นางรู้ว่ามันคงเลวร้ายตั้งแต่วันที่ถูกส่งตัวขึ้นเกวียน แต่นึกไม่ถึงว่าจะถูกส่งตัวมาที่สำนักนางชีจริง ๆ ทั้งยังเป็นสำนักนางชีที่ขึ้นชื่อเรื่องลงโทษหญิงที่ทำผิดมา
สำนักนางชีแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่ลับแลลึกเข้าไปในป่า มีเพียงคนของสำนักนางชีที่รู้ตำแหน่งที่ตั้งแน่ชัด
พวกเขาไม่ได้รับคนมาโดยเปล่า ส่งคนมาก็ต้องจ่ายเงินบริจาค ส่วนว่าเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับการตกลงกัน
สำหรับหญิงปากสว่างผู้นี้ตกลงกันไว้ที่หนึ่งตำลึงต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นราคาค่อนข้างสูงสำหรับสำนักนางชี เสียเงินเป็นร้อยเหรียญแต่คนกลับมีชีวิตน่าอนาถ นานทีจะได้กินหมั่นโถว ทั้งยังต้องทำงานแลกแป้งธัญพืชย่าง
ที่บอกว่าแป้งธัญพืชย่างหมายความว่าอย่างไร
ไม่ว่าธัญพืชอะไร ขอเพียงราคาถูกก็จะถูกนำมาทำเป็นแป้งย่างให้กิน
จะอร่อยหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ขอแค่ไม่ทำให้อดอยากก็เพียงพอแล้ว
ไม่มีทาง จะกินหมั่นโถวต้องใช้เงินสองเหรียญ ครอบครัวของพวกเจ้าให้เงินมาเพียงร้อยเหรียญ หักค่าจ้างคนแล้ว ที่เหลือค่อยเป็นของเจ้า เช่นนี้จะเพียงพอได้อย่างไร ในเมื่อไม่เพียงพอจึงไม่สามารถเลี้ยงดูคนโดยเปล่าได้ ไม่ทำงานแลกอาหารก็อดอยากไป ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่ได้จงใจปล่อยให้เจ้าอดอยาก
วันแรกที่หญิงปากสว่างมาถึง นางถูกพวกเขาพามาดูบทลงโทษของผู้ที่ไม่เชื่อฟัง การอดอยากเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แม้แต่ที่อยู่ยังไม่อาจกำบังลมได้ ทั้งยังต้องทำงานหนัก
นับว่าเป็นสถานการณ์อันเลวร้าย
หญิงปากสว่างสบถว่าแม่ม่ายชั่วช้าที่นางเคยเห็นยังไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
คนผู้หนึ่งจิกผมนางพลางบอกเสียงแข็ง “ดูเข้า หากเจ้าไม่เชื่อฟังและไม่ทำตัวให้ดี เจ้าจะถูกขังที่นี่จนกว่าจะครบเวลา”
ครั้นเห็นหญิงสาวผอมแกร็นผู้นั้นในสภาพมอมแมมที่เหม็นชวนอาเจียนแล้วนางก็สั่นกลัว
“เจ้ายอมเชื่อฟังและอย่าทำให้เราเดือดร้อนจะดีกว่า เมื่อครอบครัวเจ้ามารับเราจะได้ไม่เสียหน้า เจ้าดีข้าก็ดีด้วย ทุกคนก็ดีด้วย เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้ว ๆ…” นางพยักหน้ารัวไม่ต่างกับไก่จิกเมล็ดข้าว
อีกฝ่ายไม่ชายตามองนางพลางเอ่ยต่อ “แล้วก็อย่าคิดหลบหนี เราอยู่ห่างไกลจากถนน ทุกที่มีแมลงชุกชุม หากเจ้าหนีไปเราก็คร้านจะไล่ตามเจ้า เจ้าไม่อาจหนีไปไหนพ้นอยู่ดี”
นอกจากนี้ยังยกตัวอย่างว่ามีคนเคยไม่เชื่อฟัง ทำทีเป็นว่าง่าย ที่แท้กลับหาหนทางลอบหนีออกไป
เมื่อถูกค้นพบ คนผู้นั้นก็เหลือเพียงกระดูกแล้ว คงตายเพราะแมลงใหญ่บนเขา
“เจ้าไม่เหมือนพวกนางที่ถูกส่งมาโดยไม่หวังจะให้กลับออกไป เมื่อตายจึงไม่มีใครแยแส ทั้งยังถือเป็นโชคของครอบครัวแล้ว ต่อให้ตายเราก็ไม่ต้องรับผิดชอบ พวกนางตายก็จบสิ้น แต่เจ้าต่างออกไป” อีกฝ่ายหันหน้ามาบอก “แม้ตอนพาตัวเจ้ามา ครอบครัวเจ้าจะลงนามในหนังสือสละชีพแล้ว แต่ครอบครัวเจ้าก็ตกลงว่าขอเพียงเจ้าทำตัวดี ก็จะมารับเจ้าภายในครึ่งปี เราจึงไม่ต้องการให้เจ้าเป็นอะไรไปก่อนพวกเขาจะมารับเจ้าเช่นกัน”