ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 920 ข้าไม่รู้ เรื่องนี้ต้องถามท่านแม่
“ท่านแม่ข้าเก่งกาจอยู่แล้ว เหตุใดต้องกลัวผู้อื่นจะรู้ด้วย”
“ฮ่า ๆๆ…” เยี่ยนเหออันมองอีกฝ่ายพลางส่ายหน้าพร้อมเสียงหัวเราะ
จูชีเผยสีหน้าใสซื่อ
ตอนนี้เองที่อวี๋จิ้งฉีวิ่งเข้ามา “สหายเยี่ยน ๆ เจ้ามาอยู่ที่นี่เอง ข้าจะบอกข่าวดีให้ ในที่สุดเราก็จะได้หยุดกันแล้ว”
“แล้วเจ้าจะดีใจทำไมกัน เราก็ได้หยุดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?” จูชีงุนงงเมื่อเห็นอีกฝ่ายก้าวเข้ามา
อีกฝ่ายเปลี่ยนสีหน้าทันทีที่เห็นจูชี “เหอะ! ข้ารู้ว่าอย่างไรก็ได้หยุดอยู่แล้ว แต่เจ้ารู้หรือว่าวันใด เจ้าไม่รู้สินะ อาจารย์ไม่ได้บอกเจ้าใช่ไหมเล่า ดูเหมือนอาจารย์จะไม่ได้โปรดปรานเจ้านักสินะ เรื่องสำคัญเช่นนี้ยังไม่ยอมบอกเจ้าเลยไม่ใช่หรือ”
เยี่ยนเหออันจนใจ อยู่ด้วยกันมานานเพียงนี้แล้ว แม้แต่เจียงจิ่งถงยังยอมรับจูชีแล้ว เหตุใดเจ้าคนนี้ถึงยังไม่เห็นข้อดีของจูชี
แน่นอนว่าไม่นานหลังเห็นอวี๋จิ้งฉี เจียงจิ่งถงก็ปรากฏตัวให้เห็น
เขาสาวเท้าเข้ามาต่างจากอวี๋จิ้งฉีที่กระโดดเริงร่า ท่าทางคล้ายไม่ต้องการให้ใครหาเรื่อง
อวี๋จิ้งฉีมองหน้าเยี่ยนเหออันแล้วรีบแก้ตัว “ข้าไม่ได้พาเขามา เขาตามมาที่นี่เอง เรื่องนี้โทษข้าไม่ได้นะ”
เจียงจิ่งถงนั่งลงบนเก้าอี้ก่อนบอกด้วยสีหน้านิ่ง ๆ “เจ้าต่างหากที่พูดจาเหลวไหลอยู่ได้”
“ข้าพูดจาเหลวไหลตอนไหนกัน ข้าพูดความจริงต่างหาก เจ้าตามข้าต้อย ๆ มาถึงที่นี่ก่อน…” อวี๋จิ้งฉีไม่ยอมและกล่าวตัดรอนความสัมพันธ์
เจียงจิ่งถงเบือนหน้าหนีพลางแค่นเสียง “หึ!”
จูชีป้องปากกระซิบบอกเยี่ยนเหออัน “ถูกของท่าน เหออัน พวกเขาดูเป็นคู่กัดกัน น่าขบขันไม่น้อย”
“ใครเป็นคู่กัดกับเขากัน อย่ามาพูดไร้สาระ” อวี๋จิ้งฉีสะดุ้งราวกับแมลงถูกเหยียบหาง “ข้าเป็นชาย เขาก็เป็นชาย จูชุ่นเต๋อ เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่ ทำตัวพิกลเช่นนั้นข้าไม่เข้าใจเลยว่าสหายเยี่ยนที่ทั้งอ่อนโยนและสง่างามนับเจ้าเป็นเพื่อนได้อย่างไร เจ้าเล่นของใส่เขาใช่ไหม ไม่เช่นนั้นเขาจะยอมเป็นเพื่อนเจ้าได้อย่างไร”
จูชีที่ถูกเกลียดชังไม่โกรธแต่อย่างใดแต่กลับบอกว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าอิจฉาข้า ข้าก็เพียงสนิทสนมกับเหออัน เจ้าอิจฉาไปก็เปล่าประโยชน์”
เยี่ยนเหออันมองจูชีที่กล่าวว่าอีกฝ่ายเป็น ‘คู่กัด’ กัน “….”
ไม่คิดว่าพวกเจ้าสองคนก็ไม่ต่างกันบ้างหรือ?
ระหว่างที่พวกเขาถกเถียงกัน เจียงจิ่งถงก็เห็นกล่องสวย ๆ บนโต๊ะ เขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน
เขาพยักพเยิดหน้าพลางเอ่ยถามเยี่ยนเหออัน “นั่นอะไรน่ะ ครอบครัวเจ้านำมาให้หรือ?”
“เปล่า ครอบครัวซุ่นเต๋อส่งมา มันเรียกว่า ‘พรห้าประการ’ มีห้ารส หวาน เปรี้ยว ขม เผ็ด และเค็ม เจ้าลองกินดูสิ แปลกใหม่มากนะ” เยี่ยนเหออันไม่เห็นเจียงจิ่งถงเป็นคนนอก ย่อมเชิญชวนให้อีกฝ่ายลองชิมของบนโต๊ะ
เจียงจิ่งถงเผยสีหน้าแปลกใจ “ห้ารสหรือ ข้ารู้จักรสหวาน เปรี้ยว เค็ม และขม แต่ว่ารสเผ็ดเป็นอย่างไร”
“อันนี้เป็นรสเผ็ด” เยี่ยนเหออันชี้ขนมชิ้นหนึ่ง “เจ้าลองชิมแล้วก็จะรู้ว่ามันมีรสเป็นอย่างไร”
เจียงจิ่งถงหยิบใส่ปากด้วยความฉงน “…”
เขารู้แล้วว่ารสเผ็ดเป็นอย่างไร ทว่ารสชาตินี้…
เขาค่อย ๆ เคี้ยว
เมื่อได้ยินว่ามีของกิน อวี๋จิ้งฉีก็เลิก ‘งัดข้อ’ กับจูชี และหยิบขนมชิ้นหนึ่งกิน “อื้ม อร่อย รสเผ็ดนี้อร่อยดี… สหายเยี่ยน คราวก่อนที่เจ้าเอาปลาตากแห้งมาให้ ดูเหมือนจะมีรสเผ็ดแบบนี้ด้วย”
เจียงจิ่งถงนึกถูกปาก เมื่อได้ยินแบบนั้นก็หันขวับมองค้อน “ทำไมข้าถึงไม่ได้กิน?”
“ทำไมข้าต้องให้เจ้ากินด้วย สหายเยี่ยนเป็นเพื่อนรักของข้า ไม่ใช่ของเจ้าเสียหน่อย” อีกฝ่ายตวัดสายตามองกลับ
“เหอะ!” เจียงจิ่งถงคร้านจะใส่ใจ เขา จึงหันไปบอกเยี่ยนเหออัน “สิ่งที่เขาบอกน่ะ ข้าเองก็อยากกินเช่นกัน”
ว่าจบเขาก็รู้สึกว่าตนเองพูดไม่ครบจึงเอ่ยสำทับ “ไม่ว่าเขาจะได้กินอะไร ข้าเองก็อยากกินด้วย ห้ามขาดไปสักอย่างเดียว”
“ได้อย่างไรกัน!” เยี่ยนเหออันไม่ทันตอบ อวี๋จิ้งฉีก็โวยวาย “ข้าเป็นเพื่อนสนิทของสหายเยี่ยน สิ่งที่เขาให้ข้าต้องให้เจ้าด้วยหรือ ไม่มีทาง ข้าไม่ยอม”
เจียงจิ่งถงไม่สะทกสะท้าน “ข้าถามเขา ไม่ได้ถามเจ้า เจ้าจะเดือดร้อนอะไรกัน”
“ข้าต้องเดือดร้อนสิ เจ้ามาแย่งส่วนแบ่งของข้านี่”
……
เยี่ยนเหออัน “…”
พวกเจ้าเถียงกันผิดประเด็นแล้วหรือไม่
ของนี้ไม่ใช่ของข้า แต่เป็นของชุ่นเต๋อ พวกเจ้าก็ควรถามชุ่นเต๋อไม่ใช่หรือ
ทว่าโชคไม่ดีที่ทั้งอวี๋จิ้งฉีและเจียงจิ่งถงหลงลืมจูชีไป
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้จูชีเป็นคนเช่นนี้ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็มักให้เยี่ยนเหออันตัดสินใจให้อยู่เสมอไม่ใช่หรือ
ต่อให้เป็นของของเขาก็ยังให้ขอเอาจากเยี่ยนเหออัน
ท้ายที่สุดเจียงจิ่งถงก็ยังยืนกรานจะขอส่วนแบ่งจากเยี่ยนเหออันท่ามกลางความไม่สบอารมณ์ของอวี๋จิ้งฉี
ตอนที่พบกันครั้งแรก เจ้าตัวยังโมโหจนไม่ต้องการพูดคุยและนับเป็นเพื่อนกับเยี่ยนเหออัน ฮือ ๆ… หากเป็นเพื่อนแล้ว ต่อให้ร้องไห้ก็ต้องยอมให้เขา
เคราะห์ดีที่เยี่ยนเหออันไม่รู้ว่าอวี๋จิ้งฉีคิดอย่างไร ไม่เช่นนั้นเกรงว่าคงพูดไม่ออก สุดท้ายเป็นใครที่ ‘ยอมให้’ ใครกันแน่ ด้วยนิสัยดื้อดึงเช่นนี้ เจียงจิ่งถงไม่เอากระสอบคลุมก็นับว่าใจดีมากแล้ว
เมื่อก่อนยังไม่คุ้นเคย เจียงจิ่งถงยังคร้านจะทำเช่นนั้น ตอนนี้ชินชาเสียแล้ว ทำเอาเขายิ่งคร้านจะทำ
หากเป็นผู้อื่น เจียงจิ่งถงคงลงมือไปนานแล้ว
ดูหน้าตากวนประสาทนั่นสิ ใครเห็นแล้วจะไม่อารมณ์เสียบ้าง
ในเมื่อได้ทานขนมมงคลแล้วจึงต้องการออกแรงช่วยเหลือ พวกเขาจึงอยู่ช่วยเยี่ยนเหออันออกความเห็นเรื่องแผนการที่เย่อวี๋หรานเขียนมาทางจดหมาย
เทียบกับอวี๋จิ้งฉีที่ดูไม่รู้เรื่องรู้ราว แม้เจียงจิ่งถงจะดูเลื่อนลอยแต่เห็นได้ชัดว่ามีความรู้มากกว่า
เขามองแผนการของเย่อวี๋หรานด้วยดวงตาเป็นประกายขณะถามด้วยความตกตะลึง “เยี่ยนเหออัน เจ้าคิดเองหรือ? ข้าไม่ยักรู้ว่าเจ้าทำกิจการและคิดเรื่องเจ้าเล่ห์เช่นนี้ได้ด้วย”
เยี่ยนเหออันไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะ “นี่เจ้าชมหรือด่าข้าอยู่กันแน่”
“เงียบไปเลย เจียงจิ่งถง เจ้าไม่รู้จักพูดจาเลยหรือ ความคิดเจ้าเล่ห์อะไรกัน ความคิดของสหายเยี่ยนดีออก แย่ตรงไหนกัน” อวี๋จิ้งฉีไม่ยอม แทบฉวยกระดาษมาจากมือเจียงจิ่งถง
อีกฝ่ายกลับมือไวและไม่ปล่อยให้เขาแย่งไปโดยง่าย ก่อนกระโดดไปด้านข้างขณะพูดว่า “ความคิดดี ข้าเอาด้วย”
“หมายความว่าอย่างไร นี่คือกิจการของสหายเยี่ยน อยู่ ๆ เจ้าจะขอเข้าร่วมได้อย่างไร” อวี๋จิ้งฉีไม่สนใจว่ามันจะเกิดผลดีหรือไม่ รีบท้วงออกมาทันที
“ข้าจะเข้าร่วมหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”
“อะไรกัน มันเป็นกิจการของสหายเยี่ยน หาใช่ของเจ้า สหายเยี่ยนเป็นเพื่อนข้า ของเขาก็ไม่ต่างกับของข้า” เรื่องกิจการไม่สำคัญ สำคัญที่เขาต้องสนับสนุนสหายเยี่ยนทุกเรื่อง
เขาไม่รอช้า รีบตบโต๊ะก่อนเอ่ยว่า “เรื่องนี้ข้าเองก็เอาด้วย”
เยี่ยนเหออัน “…”
เรื่องนี้พวกเจ้าต้องถามต้นเรื่องไม่ใช่หรือ
เขาชี้จูชีแล้วท้วงให้ทั้งคู่รู้ว่ากิจการนี้เป็นของสกุลจู หากต้องการทำก็ควรถามเจ้าตัว เปล่าประโยชน์ที่จะมาบอกกล่าวเขา
เจียงจิ่งถงกับอวี๋จิ้งฉีคิดในใจ ‘ให้ตายเถิด มัวแต่เถียงจนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท!’
คราวนี้จูชีไม่สับสน เขาเพียงพูดว่า “ข้าไม่รู้ เรื่องนี้ต้องถามท่านแม่ หากถามไม่ได้ก็ต้องไปคุยกับพี่สาม ท่านแม่บอกว่าข้าห้ามยุ่งเกี่ยวกับกิจการของครอบครัว ไม่สิ ว่ากันให้ถูกคือผู้ชายสกุลจูห้ามยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้”