ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 923 ความอับอายของหลิวซื่อ
หลิวซื่อรู้สึกอับอาย
นางไม่ใช่หญิงชนบทที่ไม่กินอาหารบนโลกมนุษย์*[1] ไฉนเลยจะไม่รู้ว่าการเพาะปลูกมีกฎมากมาย เพียงแค่มันเทศปลูกง่ายกว่าสิ่งอื่น พวกเขาดูไม่ได้ลำบากนัก ทำให้หลงคิดว่า ‘มันเทศปลูกง่ายมาก’ จนลืมเลือนเรื่องนี้ไปชั่วขณะ
“อีกทั้งหากข้าบอกพวกเขาว่าเพียงฝังเมล็ดลงดินก็เติบโตได้แล้ว พวกเขาจะตั้งใจดูแลมันเทศมากเท่าตอนนี้ไหม หากพวกเขาไม่เอาใจใส่จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อหมู่ได้มากเท่านี้ไหม?” เย่อวี๋หรานไม่โทษอีกฝ่าย แต่พูดต่อไปว่า “ถ้าพวกเขาไม่ทำเช่นนั้นจะรับประกันได้หรือไม่ว่าจะเก็บเกี่ยวได้มากเพียงนี้ กล้าพูดได้อย่างไรว่าถ้าได้ปลูกสิ่งใดแล้วก็สามารถทำให้งอกงามได้”
หลิวซื่อคิด ‘ดูคล้ายสิ่งนี้จะเป็นจริง เมล็ดพันธุ์เดียวกันแต่ปลูกเปลี่ยนวิธีไป จะเก็บเกี่ยวได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาแล้ว’
อย่างการปลูกพืชผักคนเราก็ยังปลูกต่างวิธีกันไม่ใช่หรือ? เมล็ดพันธุ์เดียวกันแต่ทุกคนยังได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน
“แล้วเหตุใดเมื่อมีมันเทศจำนวนมากถึงทำให้ราคาตกได้น่ะหรือ ว่ากันว่าของแพงมักหายาก ข้าบอกพวกเจ้าไปแล้ว ไม่รู้ว่าพวกจ้ายังจำได้หรือไม่” เย่อวี๋หรานอธิบายต่อ “มันเทศก็เช่นกัน เมื่อแรกครั้งเกิดผลผลิตก็มีเพียงเราที่มี หลายคนจึงต้องการหาซื้อกัน มีมันเทศเพียงเท่านั้นก็ไม่ใช่ทุกคนที่ซื้อได้จึงเกิดการแย่งชิงขึ้น เจ้าซื้อข้าซื้อ ทุกคนต่างแย่งกันซื้อ ยิ่งเร็วยิ่งได้ซื้อก่อน มาถึงก่อนได้ซื้อก่อน…”
นางหันไปถามทุกคน “สิ่งนี้เกิดขึ้นหากมีมันเทศไม่มาก แล้วหากมีจำนวนมากเข้าจะเกิดอะไรขึ้น?”
จูอู่ตอบ “เรื่องนี้เข้าใจได้ หากมีทั่วไปไม่ว่าจะอยากซื้อหรือไม่ก็มีมาก คนจึงไม่เร่งรีบซื้อกัน เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ก็หาซื้อได้ตลอด”
เย่อวี๋หรานตอบ “ใช่แล้ว”
หลิวซื่อยังงุนงงเล็กน้อย “แต่ว่ามีคนมากมาย เราปลูกมันเทศแค่ในแปดหมู่บ้านสิบลี้ จะเพียงพอได้อย่างไร”
“แต่เราเพิ่งเริ่มจากคนเหล่านั้น หากต้องการขยายไปไกลกว่านั้นก็ยังไม่พบคนที่เหมาะสม…” เย่อวี๋หรานเอ่ย “อย่าเอาแต่คิดว่ามีคนมากมาย เจ้าต้องเข้าใจอย่างหนึ่ง เมื่อเจ้าเริ่มทำกิจการ คนที่เจ้าต้องการขายของให้ก็คือคนรอบตัว เจ้าเป็นคนที่ทุกคนรู้ว่าขายสิ่งนี้ พวกเขาจึงยังมาซื้อของจากเจ้าไม่ใช่หรือ?”
“เช่นนั้นทำไมท่านแม่ถึงได้ให้ชาวบ้านมาช่วยปลูกเล่า?”
“เพราะตอนนี้ข้าสามารถขายมันเทศได้มากขึ้น เราส่งไปทางเมืองผู่โซ่วด้วยไม่ใช่หรือ?”
หลิวซื่อ “…”
ทันใดนั้นนางก็รู้สึกว่าตนเองโง่เง่า นางเองก็เพิ่งคิดว่าให้ชาวบ้านมาช่วยปลูกเพราะมันเทศไม่พอไม่ใช่หรือ
“การทำกิจการก็เป็นเช่นนี้ เจ้าไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นในภายภาคหน้า สิ่งเดียวที่ทำได้คือฉวยโอกาส สิ่งใดคว้าได้ย่อมเป็นของเจ้า สิ่งใดคว้าไม่ได้ต่อให้มันดีเพียงใดก็ไม่ใช่ของเจ้า” เย่อวี๋หรานมองทุกคนแล้วยกยิ้ม “คำที่บอกว่าอย่าละโมบและจงพึงพอใจกับสิ่งที่มีอยู่จึงเป็นจริงอยู่บ้าง”
จูชีกลับมาในช่วงที่หลายสำนักศึกษาปิดเรียน บรรยากาศฉลองปีใหม่ในหมู่บ้านจึงครึกครื้นขึ้น
ทุกบ้านต่างแขวนป้ายอักษรมงคลไว้หน้าประตู หลังบ้านเต็มไปด้วยเนื้อรมควันและหมูเห็ดเป็ดไก่ที่ผึ่งลมอยู่ บางบ้านมีเส้นมันเทศตากอยู่ด้วย
บางคนเห็นแล้วบอกกลั้วขำ “เจ้าเริ่มลวกเส้นเองแบบนี้ ไม่กลัวจูต้าเหนียงจะต่อว่าเจ้าหรือ?”
อีกฝ่ายยิ้มก่อนเอ่ยว่า “กลัวอะไรเล่า สวัสดิการนี้เป็นของคนงานโรงลวกเส้น นางบอกเองว่าหากได้เรียนรู้วิธีแล้วจะนำกลับไปทำกินที่บ้านก็ไม่เป็นไร ถือเป็นการช่วยประหยัดเงินซื้อเส้นมันเทศ”
“นี่ เจ้าออกมาก่อนจึงไม่รู้หรือ ข้าได้ยินมาว่าคนที่ทำงานถึงวันที่ 29 จะได้เส้นมันเทศจากสกุลจูกลับบ้าน…”
“ข้ารู้ แต่ข้าคิดว่ามันมีเพียงเล็กน้อย ข้าอยากลวกเส้นเองมากกว่า”
“ฮ่า ๆๆ… จริงของเจ้า จูต้าเหนียงแบ่งให้อย่างไรก็ยังมีจำนวนจำกัด หากต้องการส่งไปให้ญาติมิตรก็ยังต้องทำเองเพิ่ม” อีกฝ่ายเงยหน้ามองเส้นมันเทศแล้วพูดว่า “ดูเหมือนปีนี้เจ้าจะไปเยี่ยมญาติเยอะสินะ ถึงได้ลวกเส้นไว้มากขนาดนี้”
เขายิ้มก่อนกล่าวว่า “ช่วยไม่ได้นี่ ใครจะหมางเมินญาติพี่น้องได้”
เพียงพริบตาเดียววันส่งท้ายปีก็มาเยือน
สกุลจูอาจเป็นครอบครัวที่ยุ่งที่สุดในหมู่บ้าน ไม่มีทางอื่น ครอบครัวมีคนมากมายอยู่แล้ว ยิ่งชวนจูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่อมาร่วมโต๊ะอาหาร ผู้คนนั่งแน่นเต็มสองโต๊ะแล้วไม่ให้ยุ่งอย่างไรไหว
จูซานเสิ่นกับจูซื่อเสิ่นมาช่วยงานในช่วงเช้า
ตามหลักแล้วงานเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องให้พวกนางช่วย แต่ช่วยไม่ได้ เพราะพวกนางยังไม่มีลูกสะใภ้เข้าบ้าน จึงต้องลงมือทำด้วยตนเอง
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อ รวมถึงคนอื่น ๆ ต่างเชื่อฟังเป็นอย่างดี แม้ว่าจะแบ่งงานกันทำแต่ก็ไม่ทำให้คนใดคนหนึ่งต้องเหนื่อย ช่วยกันคนละไม้คนละมือ
จูซานเสิ่นกับจูซื่อเสิ่นมองลูกสะใภ้ของจูต้าเหนียงทำงานอย่างขยันขันแข็งแล้วนึกอิจฉาไม่น้อย
“เจ้าว่าลูกสะใภ้ในอนาคตของข้าจะเก่งอย่างสะใภ้บ้านนี้ไหม?” จูซานเสิ่นถาม
จูซื่อเสิ่นมองหลิ่วซื่อทำอาหารอย่างคล่องแคล่วพลางเอ่ยว่า “ข้าเกรงว่าจะยาก ดูทักษะการทำครัวของพวกนางสิ มีลูกสะใภ้คนใดในหมู่บ้านเทียบได้บ้าง อย่าว่าแต่ลูกสะใภ้สาว ๆ เลย แม้แต่เราสองคน… สู้ได้หรือ?”
จูซานเสิ่นนึกอับอาย
“สุดท้ายก็เป็นพี่สะใภ้ที่สามารถสั่งสอนคนได้” ตลอดช่วงปีสองปีที่สกุลจูทำอาหารขาย จูซื่อเสิ่นรู้ดีว่าหากไม่มีพี่สะใภ้นำทางให้ลูกสะใภ้ กิจการของครอบครัวคงไม่อาจเติบโตได้
เพียงเห็นท่าทีช่ำชองของเหล่าสะใภ้ก็ดูออกว่าพวกนางไม่ได้ทำงานเหล่านี้ในเวลาว่าง
จูซานเสิ่นถอนหายใจ “ถูกของเจ้า มีแค่พี่สะใภ้ที่ช่วยสอนพวกนางได้”
เมื่อนึกถึงเย่อวี๋หรานที่นั่งรถเข็นและกำลังพูดคุยกับสามีของพวกนางอยู่ในบ้าน จูซื่อเสิ่นก็กล่าวว่า “อย่าไปคิดเรื่องนี้เลย เมื่อก่อนพี่สะใภ้ขายังดี ท่านยังเอาเปรียบนางไม่ลง ตอนนี้นางเดินเหินไม่ได้ ท่านยังจะต้องการเอาเปรียบนางหรือ ข้าเกรงว่าหากนางโกรธเข้าคงได้ตัดขาดกับเรา กว่าเราจะอยู่สบายแบบนี้ไม่ง่าย ข้าไม่ต้องการทำให้พี่สะใภ้ไม่พอใจ”
จูซานเสิ่นไม่ตอบ
หากเป็นบ้านอื่นนางคงรู้สึกไม่ดีที่ต้องทำงานหลังบ้านทั้งที่พี่สะใภ้อยู่สบายในบ้าน
ทว่าเมื่อเป็นสกุลจูกลับต่างออกไป ด้วยกิตติศัพท์ของเย่อวี๋หรานตลอดหลายปีที่ผ่านมา จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นไม่กล้าท้าทายอำนาจของอีกฝ่าย เพียงหวังว่าเทพธิดาแห่งความมั่งคั่งอย่างพี่สะใภ้จะอารมณ์ดี จะได้แบ่งปันมาให้ครอบครัวของพวกนางได้อยู่สุขสบายขึ้น
นอกจากจะอยู่คุยกับน้องสามีทั้งสองในบ้าน เย่อวี๋หรานยังนั่งเป็นฉากหลังด้วย แต่เพียงเท่านี้ก็มีอำนาจเสียจนไม่มีใครกล้าเมินเฉย
ช่วยไม่ได้ หากนางต้องการอยู่ด้วย ต่อให้เป็นแม่เฒ่าพ่อเฒ่าก็ยังต้องยอมให้นางอยู่
เห็นได้ชัดว่าเมื่อนางนั่งอยู่ที่นี่ พวกเขาไม่มีทางหมางเมินนางได้ ไม่อาจพูดคุยกันโดยตัดนางออกจากวงสนทนาได้ ต้องหันมาคุยกับนางเป็นระยะ
โชคดีที่เด็ก ๆ อย่างต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่า และซื่อเป่าอยู่ด้วย จูเหล่าโถว จูเหล่าซาน และจูเหล่าซื่อ รวมถึงคนอื่น ๆ ในบ้านจึงไม่กลัวว่าจะไม่สามารถหาคนคุยด้วยได้
[1] วางตัวเหนือผู้อื่น