ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 924 พลันเบิกตากว้าง
ทั้งถามถึงการเล่าเรียนของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า และเรื่องกิจวัตรของซานเป่ากับซื่อเป่า หากไม่ได้ความก็ยังบอกให้จูชีเล่าเรื่องเมืองผู่โซ่วให้ฟังได้
พวกเขาไม่เคยเหยียบไปถึงเมืองผู่โซ่ว มันจึงคล้ายวิมานกลางอากาศ ทั้งงดงามและเหนือจินตนาการ
พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูถามโต้ง ๆ ว่าผู้คนกินและสวมเสื้อผ้าแบบใด บ้านเรือนมีหน้าตาเป็นอย่างไร
เย่อวี๋หรานที่ได้ฟังคำถามกระตือรือร้นนั้น “…”
หวังว่าเจ้าเจ็ดจะใจเย็นและไม่คิดว่ามันมากเกินไป หากเป็นคนขี้เกรงใจสักหน่อยก็มักถามเพียงชาวเมืองใช้ชีวิตอย่างไร ด้วยกลัววว่าจะน่ารำคาญเกินไป
เขาไปเล่าเรียน ไม่ได้ไปดูว่าคนอื่นเข้าห้องน้ำกันอย่างไร
ผู้อื่นใช้ชีวิตกันอย่างไร เขาจะรู้ได้อย่างไร?
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าหัวเราะเริงร่าอยู่ข้างเขา “อาเจ็ด เช่นนั้นที่แท้เรากับชาวเมืองด้านนอกก็ไม่ต่างกันน่ะสิ”
“ไม่เชิงหรอก มีความแตกต่างอยู่บ้าง” จูชีขมวดคิ้ว “ข้าไม่รู้ว่าบ้านผู้อื่นเป็นอย่างไร แต่ตอนที่ข้าอยู่กับเหออัน ต้องเปลี่ยนกระโถน*[1]ทุกวันและยังต้องรมควันให้หอมด้วย…”
เปลี่ยนชื่อมาหลายครั้งจนปัจจุบันได้ชื่อว่า ‘กระโถน’
ช่วงแรกที่เย่อวี๋หรานไปอยู่ที่จวนของเยี่ยนเหออัน นางได้ยินคำว่า ‘กระโถน’ หลายครั้งยังคิดว่าเกี่ยวข้องกับม้า กระทั่งสาวใช้นำกระโถนมาให้จึงรู้ว่าเดิมทีกระโถนถูกเรียกเช่นนี้
ห้องน้ำในยุคโบราณว่ากันง่าย ๆ ก็เป็นเพียงกระโถนให้นั่งยองทับเท่านั้น
เมื่อปลดทุกข์เสร็จสรรพ สาวใช้จะนำไปล้างและรมควันเครื่องหอม
ไม่มีหนทางอื่น หากสิ่งนี้เพียงแค่ล้างโดยไม่รมควันเครื่องหอม เมื่อใช้นานไปก็ส่งกลิ่นเหม็นได้ ครอบครัวเศรษฐีเป็นคนประณีต ย่อมไม่มีทางปล่อยให้มีกลิ่นเหม็น สองสิ่งนี้ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้
“ตายจริง ครอบครัวเศรษฐีมีพิธีรีตองมากมายนัก” แม่เฒ่าจูดูคล้ายรู้สึกเป็นเกียรติจึงเอ่ยขึ้น “นึกไม่ถึงว่าหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของข้าจะได้รับการปฏิบัติเช่นนั้นด้วย เจ้าเจ็ด เจ้าเป็นคนแรกที่ได้นั่งกระโถนในย่านนี้เลยนะ…”
ราวกับว่าจูชีทำเรื่องยิ่งใหญ่เสียจนอดจะโอ้อวดไม่ได้
“อะแฮ่ม!” เย่อวี๋หรานเกรงว่าพวกเขาจะทำเรื่องโง่เง่าเช่นนั้นจึงเอ่ยปราม “ท่านแม่ เรื่องเช่นนี้เราไม่จำเป็นต้องนำออกไปพูดที่ใด พูดถึงเรื่องการเล่าเรียน อย่าไปกล่าวถึงเรื่องการนั่งกระโถน เข้าใจไหม หากเรื่องนี้หลุดออกไปคนจะเข้าใจว่าเจ้าเจ็ดมัวแต่เล่นสนุก เขาไปเล่าเรียนไม่ใช่ไปเล่น”
แม่เฒ่าจูรีบกล่าวแก้ตัว “ข้าไม่ได้สงสัยว่ากระโถนของครอบครัวเศรษฐีเป็นอย่างไรเสียหน่อย ไม่พูดแล้ว ต่อไปข้าก็จะไม่กล่าวถึงอีก…”
“ท่านแม่ หากท่านสงสัยว่ากระโถนที่ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อความเป็นอยู่ของครอบครัวเราดีขึ้น ข้าจะให้จูเหล่าโถวซื้อให้ท่าน” เย่อวี๋หรานขยิบตาให้จูเหล่าโถว
นึกไม่ถึงว่าจูเหล่าโถวจะไม่รับรู้สัญญาณนั้นแต่กลับเอ่ยขึ้น “ข้าเองก็อยากได้ไว้สักอัน”
เย่อวี๋หรานพูดไม่ออก “ได้ งั้นซื้อให้ทุกบ้านก็แล้วกัน”
คนที่สามารถสร้างบ้านใหม่และซื้อตัวข้ารับใช้ได้จะไม่มีปัญญาซื้อกระโถนได้อย่างไร
หากอยากได้กระโถนนักก็ต้องมีคนล้าง
คิดว่าไม่ล้างกระโถนและปล่อยให้มีกลิ่นแล้วจะส่งกลิ่นในบ้านหรือไม่
ถึงอย่างไรเย่อวี๋หรานก็ไม่ต้องการอยู่ร่วมบ้านกับกระโถน หากมีทางเลือก นางขอสร้างห้องน้ำที่สามารถกดชักโครกข้าง ๆ ดีกว่า ไม่มีทางยอมให้ใครเอากระโถนมาไว้ในบ้านของนาง
เพียงทุกคนจินตนาการถึงชีวิตสุขสบายที่มีกระโถนใช้ในบ้านจะได้ไม่ต้องออกไปปลดทุกข์ด้านนอก เท่านั้นก็รู้สึกดีมากแล้ว
นอกจากเย่อวี๋หราน ไม่มีใครคำนึงถึงเรื่องกลิ่นเหม็นสักคน
สิ่งที่นางนึกไม่ถึงคือประเด็นนี้ยืดเยื้อมากระทั่งตอนกินมื้อเย็น
ตาเห็นอาหารมากมายบนโต๊ะ หูได้ยินพวกเขาคุยกันเรื่องกระโถน ทำเอาเย่อวี๋หรานพะอืดพะอมเต็มที “…”
ให้ตายเถิด ให้ข้าได้กินข้าวลงบ้างได้หรือไม่!
ครั้นอารมณ์ดีถูกทำลาย นางจึงไม่เจริญอาหารอีกต่อไป
คนเห็นนางไม่กินข้าวก็คิดว่านางรังเกียจอาหารห่วย จึงรีบเอ่ยถาม “ท่านแม่ ทำไมไม่กินเลยเล่า หรือเพราะวันนี้ข้าฝีมือตก เช่นนั้นข้าไปทำอย่างอื่นให้ท่านกินดีไหม…”
“ไม่ต้องหรอก ข้าเพียงไม่หิว พวกเจ้ากินไปเถิด” นางตอบหน้านิ่ง
ทว่าเห็นสีหน้านางแล้วจะมีใครบนโต๊ะกินข้าวลงได้อีก แม้แต่เรื่องที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรสยังชะงักไป
“เป็นอะไรไปหรือ? เมียเจ้าใหญ่” แม่เฒ่าจูพิจารณามอง “เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ให้เรียกท่านหมอมาดูอาการไหม?”
“เปล่า” เย่อวี๋หรานตอบ “ข้าเพียงสงสัยว่าพวกท่านกินข้าวลงทั้งที่พูดคุยเรื่องการเข้าส้วมได้อย่างไร อยากหยิบชามข้าวไปนั่งยองกินในส้วมหรือ?”
ทันใดนั้นทุกคนก็รู้สึกว่าอาหารตรงหน้าไม่หอมน่ากินอีกต่อไป
“ท่านแม่ ส้วมกลิ่นเหม็นนัก…” หลี่ซื่อผวา “ใครจะเอาข้าวไปกินในนั้นได้กัน?”
เมื่อนางกล่าวเช่นนั้น หลายคนก็ชื่นชมนาง ตายจริง กล้าพูดเช่นนี้กับท่านแม่ด้วยหรือ!
“อย่างนั้นหรือ? งั้นพวกเจ้าพูดเรื่องกระโถนกันระหว่างกินข้าว พวกเจ้าก็เจริญอาหารกันได้ไม่ใช่หรือ” เย่อวี๋หรานบอก “ข้าจึงคิดว่าพวกเจ้าอยากหยิบชามไปกินข้าวในส้วม”
“เอ่อ…” ดูเหมือนกระโถนจะไม่ต่างจากส้วมจริง ๆ ไมใช่หรือ?
หลี่ซื่อพลันรู้สึกอยากอาเจียนขึ้นมาเช่นกัน
นางไม่รู้ตัวว่าเข้ามาอยู่ในวงสนทนาได้อย่างไร เพียงแค่คิดว่ากำลังคุยเรื่องต้องการทำเครื่องหอมเพื่อรมควันกลิ่นใดเท่านั้น…
ทว่าแม้จะเกี่ยวข้องกับเครื่องหอมอย่างไร ของเสียก็ยังเป็นของเสียอยู่วันยังค่ำ
พวกเขาวางตะเกียบลง กินไม่ลงอีกต่อไป
เด็ก ๆ ที่กำลังกินข้าวมองผู้ใหญ่ที่วางตะเกียบลงด้วยสายตาใสซื่อ สีหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
พวกเขาย่อมไม่แทรกแซงตอนที่ผู้ใหญ่พูดคุยกัน สนใจเพียงอาหารตรงหน้า
ด้วยเหตุนี้พวกผู้ใหญ่จึงกินไม่ลงในขณะที่พวกเขายังกินต่อไปได้
“กินต่อเถิด” เย่อวี๋หรานยอมรับว่านางจงใจทำเช่นนั้น “กินไประหว่างคุยเรื่องกระโถนไป ถึงอย่างไรหลังกินก็ต้องไปปลดทุกข์ที่ส้วมอยู่ดี ไม่ต่างกันหรอก กินไปคุยไปเถิด…”
บรรดาผู้ใหญ่ แม้แต่ถังเหล่าโถวและครอบครัวที่แยกโต๊ะออกไปยังวางตะเกียบและไม่กล้าขยับ
ไม่มีใครกล้าขยับและพูดสักคำ บรรยากาศเงียบสงัดลงในทันใด
“เดิมทีข้าต้องการฉลองวันส่งท้ายปี เชิญท่านแม่กับท่านพ่อและครอบครัวมานั่งกินข้าวด้วยกัน ใช้เวลาฉลองด้วยกันอย่างชื่นมื่น พวกท่านกลับเอาแต่คุยเรื่องกระโถนบนโต๊ะอาหาร…” เย่อวี๋หรานสูดหายใจแล้วเอ่ยต่อ “ข้าบอกไปแล้วว่าเจ้าเจ็ดไปเล่าเรียน บอกให้พูดถึงเรื่องการเล่าเรียน ยังจะคุยกันเรื่องนี้อีก ไม่ละอายบ้างหรือ?”