ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 926 อย่าให้เกิดผลร้ายจากเจตนาดี
“แล้วยังไม่ชัดเจนตรงไหน เหตุการณ์ในวันนี้ข้าเองก็คิดว่าอาจดูกดขี่เราไปบ้าง ทว่าเมื่อมองในเรื่องอนาคตของสกุลจู พวกเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิด” พ่อเฒ่าจูถอนหายใจ “วันนี้เราเองก็ทำเกินไป มากินข้าวฉลองส่งท้ายปีทั้งที เรากลับเอาแต่พูดถึงเรื่องกระโถน”
แม่เฒ่าจูได้ยินคำว่า ‘กระโถน’ แล้วอารมณ์ขึ้น จึงพูดว่า “ตอนนั้นข้าไม่ได้คิดมาก เพียงเห็นว่าครอบครัวเศรษฐีต่างจากเรามาก มันเป็นเรื่องแปลกใหม่ก็เลยต้องการพูดคุยกับทุกคน… ข้าเลยลืมว่ามันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่เราได้มากินข้าวร่วมกันในวันส่งท้ายปี”
“แต่เจ้าก็พูดเรื่องไม่สมควรจริง ๆ พูดถึงกระโถนบนโต๊ะอาหารให้เด็ก ๆ ได้ยินมันก็มากเกินไปเสียหน่อย…” ก่อนหน้านี้เขายังไม่รู้สึก เพิ่งรู้ตัวว่าประเด็นนี้ไม่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่
คนกำลังกินข้าวแต่กลับกล่าวถึงกระโถน ไม่แปลกที่ผู้อื่นจะไม่พอใจ
เราต่างไม่ได้พบเจอกันมานาน นานทีจะชวนมาทานข้าวพร้อมหน้ากันในวันส่งท้ายปี อันที่จริงมันคือการมาพบปะพูดคุยกัน แต่กลับกลายเป็นว่า…
“เช่นนั้น… ต่อไปครอบครัวเราก็ต้องทำตามกฎเหล่านั้นหรือ?” จูซื่อเสิ่นเอ่ยด้วยความวิตก “ก่อนหน้านี้ป้าถังอธิบายมายาวเหยียด ข้าจำไม่ได้เป็นส่วนใหญ่ กฎเหล่านั้นยุ่งยากซับซ้อนนัก สิ่งนี้พูดไม่ได้สิ่งนั้นพูดไม่ได้ ข้ากินข้าวไม่ลงด้วยซ้ำ…”
เทียบกับความกังขาของจูซานเสิ่นเรื่องเจตนาของเย่อวี๋หรานแล้ว จูซื่อเสิ่นกลับกังวลว่าความสัมพันธ์ของสองครอบครัวจะขาดสะบั้นอีกครั้ง
อย่างไรเสียตอนนี้ความเป็นอยู่ของครอบครัวก็ดีขึ้นมาก ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเพราะพี่สะใภ้ หากต้องตัดขาดกันเกรงว่าครอบครัวคงกลับมาลำเค็ญและตกเป็นขี้ปากของชาวบ้าน
ก่อหน้านี้หญิงปากสว่างถูกทอดทิ้ง ทุกคนพากันบอกว่าจูหย่งหนิงทำได้ดี ทว่าแท้จริงลับหลังมีหรือจะไม่หัวเราะเยาะเขา
มีเพียงผู้ชายไร้น้ำยาที่ไม่มีปัญญาดูแลควบคุมภรรยาให้ดีจนต้องทอดทิ้งนาง
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เราไปกินข้าวที่นั่นไม่บ่อย เพียงปีละไม่กี่ครั้ง…” จูเหล่าซานเองก็เป็นกังวลเพราะเขาจดจำ ‘กฎ’ เหล่านั้นไม่ได้เช่นกัน
หากมี ‘กฎ’ มากมายเพียงนั้น เขาคงกลัวจนไม่กล้าไปกินข้าวที่นั่น
“ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ หากเราไปครั้งหน้าก็เลิกพูดคุยระหว่างกินข้าวแล้วกัน” พ่อเฒ่าจูปวดหัวกับกฎเช่นกัน แม้จะเห็นด้วยแต่จะให้จดจำก็ยากเกินความสามารถ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ จูซื่อเสิ่นจึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นต่อไปข้าจะแวะไปให้น้อยลงหน่อย”
แม้แต่จูซานเสิ่นกับจูซื่อเสิ่นยังคิดจะไม่ไปที่นั่นอีก
ไม่มีหนทางอื่น ที่นั่นมี ‘กฎ’ มากมาย ลำบากเกินไปสำหรับพวกนาง
อันที่จริงพ่อเฒ่าจูกับคนอื่น ๆ คิดมากเกินไป ถึงเย่อวี๋หรานจะให้ป้าถังอธิบายกฎของครอบครัวเศรษฐีแต่ก็ยังไม่ได้นำมาตั้ง
ดังคำกล่าวโบราณที่ว่าเลือกรับสิ่งดีกำจัดสิ่งร้าย เรื่องไม่สมเหตุสมผลและไร้หลักการ นางไม่โง่นำมาตั้งเป็นกฎ
เพียงต้องการ ‘เคาะภูผาสะท้านพยัคฆ์’ เพราะไม่ต้องการทำให้เสียผลลัพธ์ จึงไม่ได้อธิบายในทันที
นางส่งจูอู่ออกไปก็เพราะเขาหัวไวและเข้าใจสถานการณ์ของที่บ้านมากกว่าจูซาน จึงสามารถ
‘กำราบ’ ทุกคนได้
ไม่เช่นนั้นเรื่องที่ต้องเป็นตัวแทนของครอบครัวเช่นนี้ ทำไมนางถึงไม่ส่งจูต้ากับจูเอ้อร์ไป
หลังจากที่จูอู่กลับมา เขาก็ไปรายงานกับมารดา ในขณะเดียวกันก็ลอบสังเกตท่าทีของนางเพื่อดูว่าการคาดการณ์ของตนถูกต้องหรือไม่
เย่อวี๋หรานไม่ต้องการเอาความคิดหยุมหยิมของเขามาใส่ใจ นางทำในสิ่งที่ควรทำ
ตอนนี้ฟ้ายังไม่มืด ต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่า และซื่อเป่าไม่อาจอยู่สุขได้ พวกเขาอยากออกไปเล่นนอกบ้าน
เย่อวี๋หรานไม่ได้กักพวกเขาไว้ที่บ้าน แต่ให้หาผู้ใหญ่ออกไปด้วยคนหนึ่ง หากมีก็สามารถไปได้ หากไม่มีก็ต้องอยู่ในบ้าน
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าฉลาดกว่าจึงไปหาจูชี ก่อนจะไปชวนหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย รวมถึงคนอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นจูปาเม่ย หลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยาจึงต้องอยู่แม้จะอยากตามไปด้วย หลินซื่อเห็นน้องสาวตนเองวิ่งออกไปแล้วก็ตั้งท่าจะลากจูอู่ออกไปด้วยกัน
จูอู่ที่เพิ่งกลับมาถึง : ข้าเพิ่งกลับมาเองนะ!
เฮ้อ ช่างเถิด หากปล่อยให้พวกเจ้าออกไปตามลำพัง ข้าเองก็ไม่สบายใจ
เมื่อไม่อาจทำสิ่งใดได้ เขาก็หันหลังแล้วเดินตามพวกนางออกจากบ้าน
ไม่นานเมื่อพวกเขาออกไป เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสก็มาหาถึงหน้าบ้านสกุลจูพร้อมภรรยาของพวกเขา เตรียมตัวมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับจูเหล่าโถวและเย่อวี๋หราน
หลายปีก่อนหน้านี้ในช่วงเวลาเช่นนี้พวกเขามักไปเยี่ยมเหล่าผู้เฒ่าของหมู่บ้าน ทว่าเมื่อสถานะของสกุลจูสูงขึ้น พวกเขาก็เปลี่ยนเป้าหมาย! หันมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเย่อวี๋หรานแทน
ไม่ได้มีเพียงพวกเขาที่แวะมา ผู้อาวุโสบางคนของหมู่บ้านก็พาหลาน ๆ มาหาเช่นกัน
เรือนสกุลจูไม่เพียงแต่ไม่เงียบเหงาเพราะเด็ก ๆ ไม่อยู่ ทว่ากลับดูครึกครื้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
เดิมทีหลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลี่ซื่อคิดจะพักผ่อนครู่หนึ่ง พวกนางกลับต้องง่วนอยู่กับการขยับเก้าอี้และรินชาให้ทุกคนเพื่อต้อนรับ ‘เหล่าผู้เฒ่า’
นี่เป็นปีแรกที่พวกนางเจอเหตุการณ์เช่นนี้โดยไม่ทันตั้งตัว ทำได้เพียงดีใจที่ครอบครัวตนเองผลิตอาหารจึงมีข้าวของมากมาย ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถต้อนรับผู้คนมากมายที่มาอย่างกะทันหันได้
ยิ่งพวกนางงานยุ่งก็ยิ่งยินดี เพราะหมายความว่าสถานะของครอบครัวพวกเขาในหมู่บ้านนับวันยิ่งสูงขึ้น
บุรุษคุยกับบุรุษ สตรีคุยกับสตรี ทว่าเย่อวี๋หรานเป็นข้อยกเว้น นางไม่ได้แทรกแซงเรื่องภายในครอบครัวคนอื่น เพียงถามถึงแผนการเพาะปลูกกับเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโส ตั้งแต่การเตรียมที่ดินเพื่อปลูกมันเทศไปจนถึงการจัดการในส่วนอื่น ๆ
เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสกระตือรือร้นจะกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ จะจัดการระบบชลประทานอย่างไร สามารถส่งน้ำไปถึงที่นาได้กี่หมู่ การขยายพื้นที่ปลูกมันเทศ โดยเฉพาะเรื่องที่เย่อวี๋หรานรับซื้อมันเทศได้มากเท่าไหร่
ถึงอย่างไรปีหน้าก็ไม่ได้ปลูกมันเทศเพียงหมู่บ้านเดียว ชาวบ้านในสิบลี้แปดหมู่บ้านต่างก็ถามถึงเรื่องนี้ ทำให้ต้องหารือกับเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านต่าง ๆ ด้วย
พวกเขาไม่ได้สนใจคนที่ลอบเพาะปลูก แต่ในเมื่อได้ลงนามในหนังสือสัญญาแล้วก็ต้องช่วยเหลือ ไม่เช่นนั้นหากทำไม่ได้ตามคำพูดสักครั้ง ครั้งหน้าอีกฝ่ายคงไม่ยอมเชื่อโดยง่าย
มีคนเฒ่าคนแก่บางคนเร่งเร้าเย่อวี๋หราน แม้นางจะหวังดีให้ทุกคนร่ำรวย แต่ก็ต้องระวังเรื่องสัดส่วนจำนวน อย่าให้เกิดผลร้ายจากเจตนาดีให้ใครมาโทษนางได้
ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่าความหวังดีไม่ได้ทำให้เกิดผลดีเสมอไป เมื่อได้ผลดีและแก้ปัญหาได้ ทุกคนย่อมพึงพอใจ ทว่าไม่มีทางทำให้ทุกคนพึงพอใจได้ มีชาวบ้านมากมาย ต่างคนต่างความคิด ไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะมีความคิดแตกต่างกันมากมายเท่าไหร่
“เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับจิตใจมนุษย์จึงยากที่จะบอกได้ ท่านให้หนึ่งพวกเขาจะเอาสอง ต้องระวังสัดส่วนจำนวนให้ดี ให้คือให้ ไม่ให้คือไม่ให้ ต้องกำหนดให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เข้าใจผิด หากคนเอาแต่ขอแล้วท่านให้ไม่ได้จะเดือดร้อนเอา”
“จูต้าเหนียง อย่ากลัวที่จะปฏิเสธเลย หากท่านทำไม่ได้ก็ให้เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสช่วยบอกปัดแทนท่าน”
“คนในหมู่บ้านควรทำงานร่วมกันให้สำเร็จดีกว่า มันมั่นคงมากกว่า ไม้ต้นเดียวยากที่จะต่อเรือสำเร็จ ไม่มีทางที่คนคนเดียวจะจัดการได้ทุกอย่าง”