ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 925 พี่สะใภ้ทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?
ทุกคนคิดในใจ ‘ดูคล้ายจะเป็นเช่นนั้น!’
“เอาเถิด ข้าคร้านจะพูดไร้สาระกับพวกเจ้าแล้ว ป้าถัง มาบอกพวกเขาทีว่าไม่ควรนำสิ่งใดขึ้นมาพูดคุยบนโต๊ะอาหาร” เย่อวี๋หรานเรียกป้าถังมาอธิบาย
เดิมทีนางไม่ต้องการตั้งกฎแต่เนิ่นเช่นนี้ อยากจะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า
ทว่ากลับมีคนไม่รู้ความและพูดจาไม่รื่นหูในช่วงส่งท้ายปีเก่าเช่นนี้ ทำเอานางทนไม่ได้
พวกเขาแก่แล้ว หากจะติดนิสัยเช่นนี้ยังพอทำเนา ทว่าบนโต๊ะนี้มีซิ่วไฉอย่างจูชี รวมถึงต้าเป่า เอ้อร์เป่า และคนอื่น ๆ ที่อยู่ในวัยกำลังโต
เย่อวี๋หรานไม่ต้องการให้พวกเขาติดนิสัยแย่ ๆ หากเป็นแบบนั้นคงน่าอับอายไม่ใช่หรือ
หากต้องการเปลี่ยนแปลงครอบครัวก็ต้องเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ไม่เช่นนั้นเหตุใดผู้อื่นจึงจะเรียกว่า ‘เศรษฐี’ เมื่อร่ำรวยขึ้นมาก็เป็นเพราะนิสัยเหล่านี้ไม่ใช่หรือ
ป้าถังถูกเรียกมาก็จนใจเช่นกัน ทว่าเมื่อนายใหญ่ของบ้านสั่งมา นางก็ทำได้เพียงสาธยายกฎเหล่านั้นอย่างตั้งอกตั้งใจ
ว่าจบไปแล้วก็ยังมีบางคนไม่เข้าใจ ทว่าไม่เป็นไร สิ้นคำนางแล้วเย่อวี๋หรานคงให้นางอธิบายอีก
หากยังไม่เข้าใจก็เพียงเปิดปากถาม คอยบอกกล่าวไปก็ย่อมสามารถเข้าใจได้
อาหารมื้อนี้ไม่เพียงทำให้เย่อวี๋หรานเหนื่อยหน่าย พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูก็เหนื่อยหน่ายไม่แพ้กัน
เดิมทีพวกเขาคิดว่ามันเป็นสัญญาณว่าทั้งสองครอบครัวรักใคร่กลมเกลียว นานทีจะได้ร่วมโต๊ะอาหารกัน แต่กลับกลายเป็นว่ากินไปได้ไม่กี่คำก็ถูกต่อว่าเสียแล้ว
ระหว่างทางกลับ แม่เฒ่าจูยังถอนหายใจ “เฮ้อ… ข้าว่าเมียเจ้าชักจะเหิมเกริมขึ้นทุกวันแล้ว!”
“ท่านแม่ อย่าโกรธไปเลย นางก็เป็นเช่นนี้มาตลอดอยู่แล้ว” จูเหล่าโถวกลัวว่าพ่อแม่จะโกรธจึงรีบโน้มน้าว “หากท่านไม่ยินดีจะฟังก็เพียงคิดเสียว่าเป็นเสียงผายลม อย่านำมาใส่ใจเลย ถึงอย่างไรพวกท่านก็มาที่นี่เพียงปีละไม่กี่ครั้ง ไม่ค่อยได้พบนางอยู่แล้ว…”
เมื่อได้ยินบิดาพูดเช่นนั้น จูอู่ที่รับหน้าที่ส่งแขกก็เงยหน้ามองแต่ไม่ได้ทักท้วง
แม้เขาจะรู้สึกว่ามารดายังน่ากลัวและอารมณ์ร้ายไปบ้าง ทว่าหากว่ากันตามตรง การที่นางให้ป้าถังอธิบายกฎของสกุลเศรษฐีนั้นไม่ได้เป็นเรื่องผิดแต่อย่างใด
เดิมทีในวันส่งท้ายปีเช่นนี้ก็ไม่เหมาะสมจะกล่าวถึงเรื่องหยาบคายบนโต๊ะอาหารอยู่แล้ว
ครอบครัวของพวกเขาต่างไปจากปีก่อน เจ้าเจ็ดได้เป็นซิ่วไฉ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็เฉลียวฉลาด เจตนาของมารดาเป็นอย่างไร ใครกล้ามาขวางทางนางจะไม่ถือว่ารนหาที่ตายหรือ
จูเหล่าโถวว่าไม่ทันจบพ่อเฒ่าจูก็ว่าขัด “อันที่จริงที่เมียเจ้าทำก็ไม่ได้ผิดอะไร นางมองการณ์ไกลกว่าเจ้ามาก”
“ท่านพ่อ ข้าพูดปกป้องพวกท่านอยู่นะ” จูเหล่าโถวท้วง
น่าเสียดายที่พ่อเฒ่าจูไม่ซาบซึ้งใจ ทั้งยังกำชับกับจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อไม่ให้ต่อต้านเย่อวี๋หราน คราวนี้นางเจตนาดีจึงได้ชวนทุกคนมาทานอาหารร่วมกัน เพียงแค่นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องไม่พึงประสงค์ขึ้นกลางโต๊ะอาหาร
ต่อไปทุกคนควรระมัดระวังมากขึ้น
แม้เขาจะไม่เข้าใจว่าเย่อวี๋หรานทำไปเพราะเหตุใด ทว่าสิ่งหนึ่งที่เห็นด้วยกับนางคือในเมื่อครอบครัวของพวกเขามีซิ่วไฉ ต่อไปก็ต้องทำตาม ‘กฎ’ ของสกุลใหญ่ ไม่เช่นนั้นหากแหกกฎ เมื่อต้องคบค้าสมาคมกับอีกฝ่ายในภายภาคหน้าจะเกิดหายนะขึ้นได้
จูอู่แปลกใจเพราะนึกไม่ถึงว่าปู่ของตนจะมี ‘วิสัยทัศน์’ และเข้าใจความหมายของมารดา
เขาอดกล่าวหนุนคำปู่ไม่ได้ “ท่านปู่ ถูกของท่าน ตอนนี้น้องเจ็ดเรียนร่วมกับคุณชายเยี่ยน มักไม่ต้องมีกิริยามารยาทนัก ทว่าต่อไปเขาต้องคบค้ากับนักเรียนในโจวเสวีย ย่อมต้องรู้จักคนมากมาย หากไม่รู้กฎของสกุลเศรษฐีและเผลอตัวทำผิดขึ้นมา ไม่เพียงน้องเจ็ดจะเสียหน้า เส้นทางการสอบขุนนางระดับเคอจวี่ยังอาจถูกตัดขาด หากเขาเสียชื่อแล้วย่อมกระทบต่อต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าด้วย… จากนั้นคนในครอบครัวอย่างน้อยสามชั่วอายุคนจะไม่สามารถสอบขุนนางระดับเคอจวี่ได้อีก”
“ร้ายแรงขนาดนั้นเชียวหรือ!” จูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่อที่ไม่ยี่หระก่อนหน้านี้ต่างตกใจเมื่อได้ยินจูอู่บอก
จูอู่เกาหัวพลางแสร้งทำเป็นสับสน “หากท่านถามข้าโดยละเอียดก็ตอบไม่ได้ ข้าได้ยินพี่สามบอกว่าตอนที่เขาอยู่ข้างนอกกับน้องเจ็ด เขามักระวังตัวอยู่เสมอ เพราะกลัวว่าจะเผลอฝ่าฝืนกฎของสกุลเศรษฐีแล้วทำให้น้องเจ็ดเดือดร้อน ปกติแล้วเขาต้องการสิ่งใดก็มักมีผู้ดูแลของสกุลเยี่ยนคอยช่วยเหลือ… หากไม่ใช่เพราะคุณชายเยี่ยนกับน้องเจ็ดสนิทสนมกัน ผู้ดูแลของอีกฝ่ายคงไม่มีไมตรีจิตจะช่วยเหลือกัน ทว่าคนช่วยเหลือมาย่อมต้องช่วยเหลือกลับ เราไม่อาจเอาแต่พึ่งพาผู้อื่นได้ อย่างไรเสียในอนาคตก็ต้องคบค้าสมาคมกับผู้คนมากขึ้น เขากับท่านแม่ถึงได้ตัดสินใจซื้อตัวคนสกุลถังมา…”
“สกุลถังนี้มีผู้ดูแลคุณชายเยี่ยนช่วยเลือกให้ พวกเขาสามารถช่วยครอบครัวเราตั้งกฎขึ้นมาได้ อย่างน้อยเมื่อต้องสัมพันธ์กับสกุลเศรษฐีก็ยังไม่ทำผิดธรรมเนียม”
“ข้าคิดว่าพวกท่านยังไม่รู้ ตอนนี้เราส่งของขวัญไปให้ผู้คน รายชื่อคนที่จะส่งของขวัญไปยังต้องถูกส่งไปให้ท่านแม่กับป้าถังดู แม้แต่จูปาเม่ยก็ยังต้องเรียนรู้กฎต่าง ๆ จากป้าถัง”
……
จูอู่ไหวพริบดีเช่นนี้ การที่มารดาให้เขาออกมาส่งครอบครัวแม่สามีก็เกรงว่าจะคาดเดาเรื่องนี้เอาไว้ได้แล้วไม่ใช่หรือ
ถึงอย่างไรเรื่องทำนองนี้เดิมทีควรให้พี่ใหญ่หรือพี่รองทำ อยู่ ๆ กลับมอบหมายให้เขาเสียได้
ตอนนั้นเขาคิดว่าท่านแม่เห็นคุณค่าในตัวเขา ตอนนี้ระลึกได้ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่อาศัยสติปัญญาล้วนตกมาถึงมือเขา
เมื่อพิจารณาดูแล้วหากพี่ใหญ่กับพี่รองเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาก็คงไม่สามารถจัดการได้
แม้ไม่ได้แปลกใจนัก แต่ปกติแล้วเมื่อพี่สามอยู่บ้าน มารดามักมอบหมายเรื่องการใช้ไหวพริบกับพี่ชายทันที ไม่คิดว่าคราวนี้นางจะเลือกเขา
หรือว่าตลอดช่วงที่พี่สามไม่อยู่บ้าน ในที่สุดนางก็เห็น ‘ข้อดี’ ของเขาและคิดใช้งานเขาเสียที
เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาก็ลอบยินดีในใจ
ต่อให้มีข้อขัดข้องใด จูซานเสิ่นกับจูซื่อเสิ่นก็ยากจะเอ่ยต่อหน้าจูเหล่าโถวและจูอู่
เมื่อแยกตัวออกมาและปิดประตูบ้านแล้ว พวกนางจึงค่อยพูดคุยกัน
“พี่สะใภ้ทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร? เหตุการณ์วันนี้นางจงใจไม่ใช่หรือ?” จูซานเสิ่นยังรู้สึกไม่ดีจึงพูดว่า “อันที่จริงที่นางเล่นละครฉากใหญ่ให้เราชมก็เพื่อจะบอกคนของตัวเองว่านางต่างจากเรา ต่อไปเราควรเจียมตัวและอยู่ให้ห่างจากนาง ไม่ได้หมายความว่าอย่างนี้หรือ?”
ระหว่างพูดก็ยังลอบสังเกตสีหน้าของพ่อเฒ่าจู ถึงอย่างไรคนที่เป็นใหญ่ที่สุดในบ้านก็ยังเป็นพ่อเฒ่าจู
แน่นอนว่าเขาส่งสีหน้าไม่สบอารมณ์นักขณะกล่าวเสียงแข็ง “เจ้าห้าก็บอกชัดเจนแล้ว เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ? สกุลจูกำลังจะเปลี่ยนแปลงครอบครัว พี่สะใภ้เจ้าพยายามจะเตือนให้เจ้าระมัดระวัง หากต้องการเป็นครอบครัวเดียวกันก็ต้องทำตามกฎของนาง หากไม่ต้องการปฏิบัติตามก็อยู่ให้ห่างเสีย”
เมื่อเห็นเขาไม่พอใจ แม่เฒ่าจูก็เข้ามาขวางและบอกว่าภรรยาของจูเหล่าซานไม่ได้หมายความเช่นนั้น จากนั้นก็เอ่ยสำทับว่า “เมียเจ้าสามเป็นคนอย่างไร อยู่ด้วยกันมาหลายปีท่านไม่รู้หรือ นางไม่ได้มีเจตนาแอบแฝง เพียงแค่ต้องการถามเพื่อความกระจ่างเท่านั้น”