ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 927 ตบหน้าตนเอง
ครั้นฟังคำเหล่านี้แล้วก็คล้ายว่าพวกเขาจะกังวลว่าเย่อวี๋หรานจะทิ้งทุกคนไว้เบื้องหลังแล้วไปร่ำรวยผู้เดียว
ถึงอย่างไรพวกเขาก็รู้ดีว่าผลประโยชน์ที่ได้รับในตอนนี้มาจากสกุลจู
ลูกชายเป็นถึงซิ่วไฉ หลานชายยังได้เล่าเรียน ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจพาครอบครัวย้ายออกไปในอีกไม่นาน เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้
หากจูเหล่าโถวเป็นใหญ่ในบ้านก็ยังพอมีหวังจะโน้มน้าวได้บ้าง แต่หากเป็นภรรยาเขา…
ตอนแต่งเข้าสกุลจูมา เท้าหน้ามีลูกให้มากมาย เท้าหลังจึงสามารถบังคับให้จูเหล่าโถวตัดขาดกับครอบครัวจนถึงขั้น ‘ร้าวฉาน’ ไม่ต้องกล่าวถึงพวกเขาที่เป็นเพียงญาติ
หากไม่ใช่เพราะเย่อวี๋หรานเป็นมิตรขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ พวกเขาคงไม่กล้าพูดเช่นนี้
เย่อวี๋หรานยิ้มบาง ๆ ยอมรับ ‘ความหวังดี’ ที่ฉาบหน้า ส่วนความหมายแฝงอื่นนางจะถือเสียว่าไม่ได้ยินก็แล้วกัน
แน่นอนว่านางแสดงให้เห็นว่าทุกคนล้วนใช้สกุลจู ไม่มีลูกหลานสกุลจูคนใดถูกหมางเมิน ทว่ายังฉวยโอกาสบอกว่าให้ทุกคนก้าวหน้าไปด้วยกัน ใครตามทันก็นับว่าดีไป หากใครตามไม่ทันนางก็ช่วยอะไรไม่ได้
“ในเมื่อใช้สกุลเดียวกันก็ควรมีกฎของสกุล ไม่เช่นนั้นในขณะที่มีคนนำหน้าเพื่อพยายามทำให้สกุลจูเจริญก้าวหน้า แล้วมีคนด้านหลังคอยลากเท้าถ่วงจะเกิดปัญหาเอาได้” เย่อวี๋หรานยกตัวอย่างว่านางเคยอ่านจากตำราที่จูชีนำกลับมา บอกว่าสมัยก่อนเคยมีขุนนางคนหนึ่ง เดิมทีเป็นขุนนางที่ดี แต่ลูกหลานกลับอ้างชื่อเขาไปข่มเหงรังแกผู้อื่น จึงพลอยตกต่ำไปด้วย
ไม่เพียงขุนนางผู้นั้นจะเดือดร้อน ยังกระทบถึงทั้งสกุลและลูกหลาน ทำให้ไม่สามารถเข้าสอบขุนนางได้ และมีความผิดติดตัวไปถึง ‘เก้าชั่วคน’
“ตอนนี้เราเป็นเพียงผู้น้อย ก่อเรื่องเดือดร้อนย่อมไม่ทำให้เกิดเรื่องใหญ่ ทว่าหากมีเราคนใดได้เป็นขุนนางจริง ๆ พวกท่านก็ต้องระมัดระวัง อย่าได้ทำเรื่องให้พลอยเดือดร้อนกันหมด”
“มักได้ยินคนว่ากันว่าขุนนางใหญ่ร้ายกาจ ทำเรื่องชั่วให้พรรคพวกเข้าคุกรับผิด มีขุนนางคนใดทำสิ่งเหล่านั้นเพียงลำพังบ้าง”
“มาคิดดูแล้ว เขาคนเดียวคงรับผลประโยชน์มากขนาดนั้นไม่ได้ แล้วที่เหลือจะไปตกอยู่ที่ใดเล่า”
“หากเราทำตาม ‘กฎ’ นี้ไม่ได้ก็สู้อยู่อย่างสงบเรียบง่ายดีกว่า จะได้ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โต”
……
ได้ยินเย่อวี๋หรานพูดถึงขุนนางใหญ่เหล่านั้นแล้ว เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสก็ตกใจอยู่บ้าง พวกเขารู้สึกว่ามันห่างไกลจากตัวเองมากทีเดียว
หากแต่เมื่อนางบอกว่าสักวันใครคนหนึ่งในสกุลอาจเจริญก้าวหน้าถึงขั้นนั้น เมื่อคนในสกุลทำผิดจะถูกลากให้ตกต่ำไปด้วย ทำให้ทั้งสกุลทุกข์ทรมานและมีชะตากรรมน่าอนาถ พวกเขาก็นึกหวาดกลัวขึ้นมา
ไม่นานทุกคนก็ตกลงกันว่าต้องมีกฎประจำสกุล
ไม่ว่าจะพากันมั่งคั่งหรือไม่ก็จำเป็นต้องป้องกันไม่ให้มีคนลากเท้าถ่วง ไม่เช่นนั้นหากลูกหลานสกุลจูโชคดีได้เป็นขุนนางใหญ่ขึ้นมาแต่ลูกหลานคนอื่นกลับย่ำแย่ เช่นนั้นจะเป็นขี้หนูทำน้ำแกงในหม้อเสียไป และทุกคนจะพลอยซวยกันไปทั้งหมด
“จูต้าเหนียง กฎประจำสกุลที่เคยตั้งเอาไว้ ท่านต้องการช่วยทบทวนดูว่าต้องปรับเปลี่ยนตรงไหนหรือไม่?” ผู้อาวุโสกระตือรือร้นมาก แทบรอกลับไปเอากฎประจำสกุลที่บ้านมาให้เย่อวี๋หรานช่วยทบทวนไม่ไหว
เดิมทีตอนที่จูชีสอบเป็นซิ่วไฉได้ก็มีการบันทึกกฎประจำสกุลลงสมุด
นึกไม่ถึงว่าผ่านไปไม่ถึงปีจะต้องนำมาสังคายนากันใหม่
ก่อนหน้านี้สกุลจูยังไม่มีกฎ เพียงแค่บอกต่อทางวาจา ไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร หากไม่ใช่เพราะจูชีสอบผ่านเป็นซิ่วไฉและเย่อวี๋หรานกล่าวถึงขึ้นมา เกรงว่าจะไม่มีหนังสือกฎประจำสกุล
“กฎประจำสกุลยังไม่ต้องรีบร้อนเพิ่มเติม เราสามารถจัดประชุมปีละครั้ง ค่อย ๆ หารือกันเพื่อดูว่าควรปรับเปลี่ยนที่ใดค่อยปรับ ส่วนกฎที่ควรละเว้น ข้าเองก็จะดูว่าเราต้องถอดออกหรือไม่” เย่อวี๋หรานมองพลางครุ่นคิด “ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าในครอบครัวข้ากำลังเล่าเรียนในสำนักศึกษา ซานเป่า ซื่อเป่า และอู๋เป่าก็ยังเล็ก ข้าจึงไม่ได้เป็นกังวลนัก แต่เด็กคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน… บางคนอายุมากกว่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า แต่ยังพากันเล่นสนุกบนเขา ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง”
เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสงุนงง หมายความว่าอย่างไร จูต้าเหนียงเป็นกังวลกับเด็กคนอื่น ๆ หรือ?
ผู้อาวุโสรีบบอกด้วยใจเต้นแรง “จูต้าเหนียง เด็กพวกนั้น… ทำผิดหรือ? ไม่ต้องห่วง ขอเพียงท่านพูดมา ข้าจะจัดการพวกเขาให้อย่างแน่นอน”
เย่อวี๋หรานอธิบาย “ไม่ใช่ทำผิด แต่ว่าไม่ควรปล่อยให้พวกเขาวิ่งเล่นสนุกเช่นกัน ท่านลองคิดดู หลานข้าหลายคนอ่านออกเขียนได้ เด็กคนอื่นกลับเอาแต่เล่น… ต่อไปแม้หลานข้าสอบไม่ได้ก็ยังเข้าเมืองไปทำมาหากินได้ แล้วเด็กคนอื่นในหมู่บ้านเล่า จะให้เขาเติบโตแล้วเป็นชาวไร่ชาวนาไปชั่วลูกชั่วหลานหรือ?”
ผู้อาวุโสชะงัก “ไม่ทำไร่ทำนาได้อย่างไร เรามีปัญญาส่งพวกเขาไปเล่าเรียนอย่างต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่ไหนกัน”
ทันทีที่คำนี้หลุดจากปาก เขาก็ส่ายหน้า
“เป็นไปไม่ได้หรอก จูต้าเหนียง ครอบครัวท่านส่งลูกหลานไปเรียนได้เพราะมีเงิน และพวกเขาก็เรียนได้ ต่อให้ท่านเสียเงินก็ยังนับว่าคุ้มค่า แล้วเด็กคนอื่นเล่า?” เขากล่าว “พวกเขาเรียนเก่งที่ไหนกัน แต่ละคนไม่ต่างกับลิงป่าบนเขา อย่าว่าแต่เรียนหนังสือเลย แค่ไม่ก่อเรื่องให้พ่อแม่ปวดหัวก็บุญแล้ว”
“ท่านยังไม่ได้สอนแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาทำไม่ได้?” เย่อวี๋หรานจ้องเขาก่อนเอ่ยว่า “อย่างเจ้าเจ็ดลูกข้า เมื่อก่อนเขาอ่านออกเขียนได้ที่ไหน ตอนที่ข้าส่งเขาไปเรียนพวกท่านเองก็ได้ข่าว ตอนนั้นพวกท่านคิดอย่างไรกัน คิดว่าข้าบ้าส่งคนสมองทึ่มไปเรียนไม่ใช่หรือ? ตอนนี้เวลาผ่านไปเพียงเท่าไหร่ แล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไรเล่า?”
อีกฝ่ายเถียงไม่ออก
ตอนที่เย่อวี๋หรานบอกว่าต้องการส่งจูชีไปเรียนหนังสือ อย่าว่าแต่ชาวบ้านคนอื่นเลย แม้แต่เขายังคิดว่าจูต้าเหนียงเสียสติ ไม่เช่นนั้นเหตุใดถึงส่งคนโง่เง่าไปเรียนหนังสือ
ทว่าผ่านไปเพียงไม่กี่ปี เขากลับต้องตบหน้าตนเอง*[1]
ไม่เพียงนางจะเปลี่ยนคนโง่เง่าเป็นบัณฑิต แต่ยังทำให้ลูกชายสอบเข้าเป็นซิ่วไฉได้ด้วย
“จูต้าเหนียง” เจ้าหน้าที่ทางการยิ่งนึกถึงจูชีก็รีบบอก “ไม่ใช่ว่าท่านรู้มาว่าในกลุ่มเด็กพวกนั้นมีคนที่อ่านออกเขียนได้ใช่ไหม!”
เย่อวี๋หรานไม่ได้รู้จักกับเด็กเหล่านั้น ไฉนเลยจะรู้ว่าใครอ่านออกเขียนได้บ้าง?
ทว่าด้วยกลัวว่าจะโน้มน้าวไม่สำเร็จจึงตอบออกไป “อื้ม!”
เพียงคำเดียวทำให้ทุกคนแตกตื่น
เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสถามเป็นเสียงเดียว “ใครกัน?”
เย่อวี๋หรานไม่รีบตอบแต่บอกเสียงเรียบ “ดูเหมือนพวกท่านก็อยากส่งลูกหลานไปเรียนเหมือนกัน ข้าคิดว่าพวกท่านจะไม่อยากเสียอีก ในเมื่อต้องการทำก็ลงมือเสีย หากไม่ทำก็ไม่มีทางรู้ผลลัพธ์หรอก”
[1] สิ่งที่พูดกับสิ่งที่เป็นนั้นกลับตรงข้ามกัน