ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 932 ต่อไปหากมีเวลาว่าง เขามาที่นี่บ่อยครั้งหน่อยคงจะดี
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 932 ต่อไปหากมีเวลาว่าง เขามาที่นี่บ่อยครั้งหน่อยคงจะดี
เย่อวี๋หรานละสายตาพลางขยับแขนเสื้อ “ตอนที่ท่านได้ข่าวมาคงได้ยินมาไม่ชัดเจน มันเป็นชั้นเรียนหนังสือของหมู่บ้านสกุลจู มีไว้เพื่อเด็ก ๆ ในหมู่บ้านสกุลจูเท่านั้น”
มารดาของหลี่ฉิน “…”
จบเห่แล้ว จูต้าเหนียงโกรธเสียแล้ว!
นางเพิ่งคิดว่าเรื่องเช่นนี้ต้องระมัดระวัง เพียงแค่ไม่อยากจะเชื่อว่าตอนนี้จะพลาดเสียแล้ว…
นางยิ้มแหยอย่างไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร
กว่าจะจัดการเรื่องลูกสาวให้เสร็จสิ้นไม่ง่าย นางกลับทำให้อีกฝ่ายเดือดเนื้อร้อนใจ เช่นนี้ไม่เรียกว่า ‘เนรคุณ’ หรือ?
เย่อวี๋หรานไม่เปิดโอกาสให้แก้ตัวเช่นกัน นางเรียกจูอู่ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ บอกว่ามีธุระต้องทำที่บ้านจึงให้เขาพานางกลับเดี๋ยวนี้
มารดาของหลี่ฉินอยากจะห้ามหลายครั้ง ทว่าจูอู่มือเท้าไวทำให้ห้ามไม่ทัน
เมื่อนางจะพูดกับเย่อวี๋หรานขณะอยู่กันตามลำพัง จูอู่ก็พลันโผล่มาจึงไม่สามารถพูดเรื่องพรรค์นี้ต่อหน้าลูกชายอีกฝ่ายได้
สายตาของจูอู่มองมาเป็นระยะ ท่าที ‘รู้ทัน’ ของเขาทำให้นางใจเต้นรัว
นางมองสองแม่ลูกสกุลจูจากไปอย่างจนปัญญา เมื่อลูกสะใภ้วิ่งออกมาถามข่าว ก็ตอกกลับด้วยความโมโห “ยังจะทำให้ได้อีกหรือ ฝันไปเถอะ”
“ข้าบอกตั้งนานแล้ว จูต้าเหนียงไม่ใช่คนที่จะไปลองดีด้วย ให้ระวังเอาไว้ เจ้าก็ไม่ฟัง กินในจานอยู่แต่มองในหม้อ ตอนนี้กลับดีนัก กลายเป็นว่าไปหาเรื่องนางเข้าให้แล้ว”
“นางไม่ไว้หน้าข้าด้วยซ้ำ ผลักไสและจากไปทันที ชีวิตนี้ข้าไม่เคยอับอายเพียงนี้”
……
ลูกสะใภ้ทั้งสองอยู่ ๆ ถูกดุด่าก็รู้สึกราวกับถูกสาดน้ำเย็น ท่าทีกระตือรือร้นกลายเป็นสลดหดหู่
“ท่านแม่ เราไม่ได้ทำเช่นนี้เพื่อตนเอง สุดท้ายก็เพื่อหลานชายของท่าน”
“ใช่แล้ว ท่านแม่ หากหลานชายของท่านได้ดี สกุลหลี่ของท่านก็จะได้ดีไปด้วย หาใช่ครอบครัวฝ่ายแม่ของเรา”
……
สุดท้ายยังไม่วายพร่ำบ่นว่าจูต้าเหนียงผู้นี้ทำเกินไป เพียงแค่สอนหนังสือเด็กมากขึ้นอีกไม่กี่คน ง่ายดายกว่าเรื่องของหลี่ฉินมาก กลับช่วยหลี่ฉินแต่จงใจไม่ช่วยเหลือพวกเขา
นี่หมายความว่าอย่างไรกัน?
นางคงคิดดูแคลนพวกเขา คิดว่าพวกเขาต่างจากหลี่ฉินที่ได้แต่งเข้าครอบครัวชาวเมืองไม่ใช่หรือ
มารดาของหลี่ฉินโกรธจนเจ็บหน้าอก “เจ้า… เจ้ามันจอมหาเรื่อง ไม่เจียมตัว คนอย่างเจ้าน่ะหรือจะมีลูกชายที่อ่านออกเขียนได้ ฝันไปเถอะ”
“แต่ว่ามังกรก็กำเนิดมังกร วิหคเพลิงกำเนิดวิหคเพลิง หนูกำเนิดลูกชายที่มีปัญญาเพียงขุดรูได้ ลูกชายเราก็เป็นหลานชายสกุลหลี่ของท่าน ผู้ที่พวกเขาเอาเป็นเยี่ยงอย่างก็คือสกุลหลี่ของท่าน ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรา”
……
จูอู่ที่อยู่ด้านนอกไม่รู้ว่าเย่อวี๋หรานพูดคุยอะไรกับมารดาของหลี่ฉิน
เพียงแค่หลังจากได้ยินเสียงมารดาเรียก เขาก็รับรู้ได้ว่านางอารมณ์เสีย เขาถึงได้มองมารดาของหลี่ฉินหลายครั้งคล้ายต้องการจับผิดบางอย่าง
น่าเสียดายที่อีกฝ่ายปิดปากเงียบไม่ยอมเปิดเผยสิ่งใด
หลังขึ้นเกวียนมาและออกเดินทางไปได้ครู่หนึ่ง เขาเห็นว่ามารดายังคงหงุดหงิด จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้น ทะเลาะกับอาหญิงหลี่หรือ? มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นนี่นา งานแต่งของหลี่ฉินก็ราบรื่นดี พวกท่านจะมีปัญหากันเรื่องอะไร”
คนโง่เง่ายังรู้ว่าที่หลี่ฉินได้แต่งเข้าครอบครัวชาวเมืองก็เพราะฐานะ ‘ลูกสาวบุญธรรม’ ของแม่เขา นางจึงตกเป็นคนกลางระหว่างทั้งสองฝ่าย
หากมารดาของหลี่ฉินยังไม่พอใจก็นับว่า ‘เนรคุณ’
“เหอะ! พวกหมาป่าตาขาว!” เย่อวี๋หรานสบถด้วยความโมโห
“เดี๋ยวก่อน อาหญิงหลี่ทะเลาะกับท่านแม่จริงหรือ? ท่านช่วยให้หลี่ฉินแต่งเข้าครอบครัวชาวเมือง ครอบครัวพวกเขาไม่รู้จักซาบซึ้งในบุญคุณ ยังหาเรื่องท่านอีกรึ แบบนี้มากเกินไปแล้วไม่ใช่หรือ ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ดูไม่ใช่คนอกตัญญู” หากเป็นเช่นนั้นพวกเขาคงไม่วิ่งวุ่นคอยช่วยเหลือ
การดูตัวของลูกพี่ลูกน้องล้มเหลวมาหลายครั้ง มารดาเขายอมรับหลี่ฉินเป็นลูกบุญธรรมไม่ใช่เพราะรู้สึกว่าครอบครัวพึ่งพาได้ แต่เพราะคิดว่าได้รับการปฏิบัติไม่เป็นธรรมด้วย
ลูกพี่ลูกน้องไม่ระวัง แต่ครอบครัวของเขาพลาดไม่ได้ นางจึงยอมรับเป็นลูกสาวบุญธรรมเพื่อหาทางช่วยคลี่คลายปัญหาเรื่องการแต่งงาน
เมื่อมารดายื่นมือมาช่วยเหลือ ลูก ๆ อย่างพวกเขาย่อมไม่อยู่เฉย แต่ยังช่วยพูดคุยเพื่อให้เรื่องราวจบลงด้วยดี
“นางมาคุยเรื่องชั้นเรียนหนังสือ” เย่อวี๋หรานบอกเสียงเรียบ “ข่าวเรื่องชั้นเรียนหนังสือเพิ่งหลุดออกไป ข้ายังไม่ทันได้ลงมือนางก็จ้องเรื่องนี้แล้ว”
“เอ่อ… แต่เรื่องนี้โทษนางไม่ได้เสียทีเดียวหรอก” เมื่อได้ยินเช่นนั้นจูอู่ก็ละล้าละลังบอก “ท่านแม่ ท่านไม่รู้อะไร ตั้งแต่ที่ท่านต้องการจัดชั้นเรียนหนังสือ มีคนมาถามข้าหลายครั้งแล้ว ช่วงส่งท้ายปีมีใครไม่กล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อแวะมาทักทายบ้าง ไม่แปลกที่ข่าวจะแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้นท่านเองก็สอนหนังสือให้ลูกชายที่ตอนนี้เป็นถึงซิ่วไฉ ยังมีหลานชายสองคนที่เป็นที่ชื่นชมของอาจารย์ ไม่แปลกที่คนจะแตกตื่นเมื่อรู้ว่าท่านจะจัดชั้นเรียนหนังสือ”
“เจ้าเลยเห็นว่าเป็นความผิดของข้าหรือ?” เย่อวี๋หรานจ้องเขาเขม็งพลางเอ่ยถาม
เขาลูบจมูกก่อนบอกอย่างไม่ยอมรับ “เรื่องนี้โทษใครไม่ได้ ท่านแม่ ลองคิดดู ใครจะไม่ต้องการให้ลูกหลานได้ดีบ้าง ลูกชายและหลานชายที่ท่านสั่งสอนเฉลียวฉลาดมาก ใครจะไม่ต้องการให้ท่านช่วยสอนให้บ้าง ต่อให้เด็กพวกนั้นไม่สามารถเป็นปัญญาชนได้ก็ยังได้เรียนรู้บางอย่าง เราพี่น้องก็สามารถทำให้ผู้คนในหมู่บ้านชื่นชมได้…”
เขาต้องการให้มารดายอมรับว่าลูกชายหญิงหลายคนของนางเก่งกาจ ทันทีที่คนรู้ว่านางต้องการ ‘สอนหนังสือ’ เด็ก ๆ ทุกคนจึงต่างต้องการส่งลูกหลานมาเล่าเรียนด้วย
ไม่ต้องกล่าวถึงการสอบซิ่วไฉ แค่เพียงเป็นอย่างพี่น้องของเขาได้ คนเหล่านั้นก็ดีใจมากแล้ว
ความจริงย่อมจริงวันยังค่ำ ทว่าในแง่ของความรู้สึกนั้นเย่อวี๋หรานยังไม่อาจยอมรับได้
นางกล่าวว่า “ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่เหตุผลที่ครอบครัวนางจะมาเอาเปรียบข้าแบบนี้”
เมื่อได้ยินคำพูดเป็นเด็กของนาง เขาก็อยากหัวเราะออกมา “อะไรกัน ทุกคนต่างต้องการส่งลูกหลานมาเรียนกับท่าน สกุลหลี่คิดแบบนั้นบ้างไม่ได้หรือ คิดว่าครอบครัวพวกนางจะยอมรับได้หรือ”
“ข้าไม่สนใจ ยังไงข้าจะก็รับแค่คนในหมู่บ้านสกุลจู คนจากหมู่บ้านอื่นไม่เกี่ยวข้องกับข้า” เดิมทีนางคิดจะใช้ชั้นเรียนหนังสือนี้เพื่อปูทางให้ลูกชายและหลานชายของตัวเองเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เมื่อถนนยังปูทางไม่ทันเสร็จ ก็มีคนจากหมู่บ้านอื่นมาจ้องเสียแล้ว คงแปลกที่นางจะสบายใจอยู่ได้
แน่นอนว่านางรู้ว่าตนเองกำลังเถียงข้าง ๆ คู ๆ
ทว่าตอนนี้นางไม่ต้องการใช้เหตุผล แค่อยากระบายอารมณ์ที่อัดอั้นเท่านั้น หลังจากนั้นจะแก้ไขปัญหาอย่างไรค่อยคิดก็แล้วกัน
นานทีจูอู่จะเห็นมารดาเป็นเช่นนี้ เขาเองใจเย็นจึงปล่อยให้นาง ‘โวยวาย’ ต่อไป เขาหัวเราะรับเป็นระยะ ถึงขั้นช่วยนางอธิบายให้ฟัง
เอาเถิด เขาจะคิดเสียว่ามันเป็น ‘ความสำเร็จ’ อย่างหนึ่ง
นึกไม่ถึงว่าวันหนึ่งนางจะต้องการเขา มันทำให้เขารู้สึกดีมาก!
ต่อไปหากมีเวลาว่าง เขามาที่นี่บ่อยครั้งหน่อยคงจะดี
เพียงแค่ไม่รู้ว่าหลังจากนี้เขาจะทนได้หรือไม่ ฮ่า ๆๆ…