ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 931 ต้องมั่นใจว่าฉกฉวยมาได้บ้าง
หลังขึ้นเกวียนมาได้ แม่หลี่ก็กล่าวถึงความวิตกออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เมื่อแรกครั้งพบเหวินเหรินซาน นางรู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นคนดีและน่าไว้วางใจ
ทว่าเมื่อแต่งงานกันไปแล้วนางกลับเริ่มไม่สบายใจขึ้นมา ลูกสาวที่นางเฝ้าฟูมฟักมาหลายปีพรากจากอกไปแบบนี้ทำเอาใจหายอยู่บ้าง
เย่อวี๋หรานกุมมืออีกฝ่ายพลางเอ่ยว่า “ข้าเข้าใจ เราต่างเป็นแม่คน จะไม่รู้ว่าผู้หญิงต้องยากลำบากเพียงไหนได้อย่างไร แต่งเข้าสกุลผู้อื่นแล้วก็นับว่าเป็นคนของสกุลอื่น จะเป็นหรือตายย่อมไม่อาจช่วยได้”
“เฮ้อ… ไม่ใช่แค่นั้น ข้าไม่เคยคิดว่านางจะแต่งงานกับคนไกลเพียงนี้ ทั้งยังเป็นถึงคนในเมือง ข้าแค่ต้องการหาคนใกล้ที่พื้นเพครอบครัวใกล้เคียงกัน ความเป็นอยู่ไม่ย่ำแย่เกินไปนัก เป็นชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตติดดินและมีความสามารถติดตัวอยู่บ้าง สองคนใช้ชีวิตคู่อย่างสงบสุข…” มารดาของหลี่ฉินเอ่ย “ใครจะคิดว่าลูกข้าจะโชคดีถึงเพียงนี้ ได้คบหาและแต่งงานกับหนุ่มในเมือง ทั้งยังได้พบกับแม่บุญธรรมแสนดีอย่างท่านที่สามารถหนุนหลังนางได้ หากไม่ได้ท่านข้าคงไม่กล้าคิดฝัน…”
หากอาศัยลำพังเพียงสกุลหลี่ นางย่อมไม่กล้าให้หลี่ฉินแต่งงานกับชาวเมือง
เศรษฐีและยาจกต่างกันราวฟ้ากับเหว การมาบรรจบพบกันไม่ใช่เรื่องดีนัก พวกเขายอมอยู่เยี่ยงคนธรรมดาและใช้ชีวิตเรียบง่ายดีกว่า
การไต่เต้าก้าวใหญ่เกินไปนำพาความเดือดร้อนมาถึงตัวได้ง่าย
“อย่าว่าแต่ท่านเลย ตอนแรกแม้แต่ข้าเองก็นึกไม่ถึงว่านางจะได้แต่งงานกับชาวเมือง” เย่อวี๋หรานเอ่ย “ตอนนั้นข้าเพียงรู้สึกผิดต่อครอบครัวท่านจึงคิดจะรับนางเป็นลูกบุญธรรมเพื่อไว้หน้า นางจะได้ไม่ลำบากในการแต่งงานในอนาคต ใครจะรู้ว่าข้าจะได้รู้จักกับสกุลเหวิน บังเอิญตอนที่เหวินเหรินซานมาที่บ้านของเรา เขาเห็นนางและตกหลุมรักแรกพบ…”
“ใช่แล้ว บังเอิญเหลือเกิน ข้ายังรู้สึกทึ่งไม่หาย”
“สิ่งนี้เรียกว่าพรหมลิขิต ยากจะอธิบายให้ชัดเจน ข้าคิดว่าเราในฐานะแม่คนบางครั้งก็ใส่ใจเรื่องปากท้องเกินไปจนหลงลืมเรื่องทำนองนี้ เราควรให้ลูกหลานได้ตัดสินใจชีวิตด้วยตนเอง หากเขายังไม่เป็นห่วงชีวิตตนเอง เราไปเป็นห่วงแทนก็เปล่าประโยชน์และเสียเวลาเปล่า ท่านไม่คิดอย่างนั้นหรือ”
“พวกเขาชอบสิ่งใดล้วนรู้อยู่แก่ใจตนเอง ต่อให้ต้องการบีบบังคับก็ไม่อาจทำได้”
“คนเป็นแม่ก็เป็นเช่นนี้ ช่วยไม่ได้” เย่อวี๋หรานหัวเราะ “ข้าแย่กว่าท่านเสียอีก ดูบ้านข้าสิ มีเด็กสาวมากมายหลายคน เมื่อถึงเวลานั้นคงได้ปวดหัวยิ่งกว่าท่านมาก”
เมื่อนึกถึงเด็กสาวในบ้านสกุลจู มารดาของหลี่ฉินก็บอกพลางยิ้ม “เพราะว่าท่านโชคดีมีวาสนา ราวกับต้นมะเดื่อที่แผ่กิ่งก้านสาขา เด็กสาวนิสัยดีต่างมาอยู่ที่บ้านท่านเพราะรู้ว่าเป็นขุมโชค คราวก่อนข้าเห็นพวกนาง ดูเติบโตมาได้ดีทีเดียว อย่าว่าแต่เทียบกับคนในหมู่บ้านเลย ต่อให้เป็นในเมืองก็ยังหาคนเทียบเทียมได้ยาก ต่อไปพวกนางต้องได้แต่งงานกับคนที่ยอดเยี่ยมกว่าของลูกสาวข้าแน่นอน”
ลูกสาวบุญธรรมยังหาคู่ครองที่ดีถึงเพียงนี้ ลูกหลานแท้ ๆ ที่เย่อวี๋หรานเลี้ยงมากับมือจะด้อยไปกว่ากันได้อย่างไร
มารดาของหลี่ฉินกล่าวว่า “ข้าได้ยินมาว่าหมู่บ้านของท่านกำลังสร้างชั้นเรียนหนังสือขึ้น เด็กสาวพวกนั้นก็ไปช่วยเหลือด้วย ดูสิ พวกนางมีความสามารถถึงเพียงนี้ ลูกสาวคนอื่นช่วยได้แค่ซักผ้าและทำอาหาร แต่ลูกหลานบ้านท่านสามารถเป็นถึงอาจารย์ได้”
“อย่าชมพวกนางนักเลย พวกนางจะเป็นอาจารย์ได้อย่างไร เพียงแค่อ่านออกเขียนได้จึงให้มาช่วยสอนและดูแลเด็ก ๆ เท่านั้น” เย่อวี๋หรานหัวเราะแล้วเอ่ยสำทับ “มีลูกบ้านไหนไม่ผ่านการอบรมสั่งสอนจากผู้หญิงอย่างเรา ๆ บ้าง เพียงแค่ข้ามีลูกหลานเยอะ พวกลูกสะใภ้ก็งานล้นมือแล้ว ทำได้เพียงให้ลูกสาวออกหน้ารับผิดชอบ ข้าเห็นพวกนางพอจะทำได้ดีจึงมอบหมายหน้าที่ให้ ไม่เช่นนั้นจะกล้าให้พวกนางทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร ถ้าพวกนางสอนลูกหลานบ้านอื่นแย่ ๆ พวกเขาจะไม่มาต่อว่าข้าเอาหรือ”
“ไม่จริง ท่านดูลูกหลานของตนเองสิ ข้ารู้ว่าต่อให้แย่แต่ก็คงไม่ถดถอยไปไหน การได้เล่าเรียนเพียงเล็กน้อยกับลูกหลานของท่านนับว่าดีมากแล้ว ทุกคนย่อมยินดีเป็นที่สุด”
“ฮ่า ๆๆ… ท่านยกยอข้าเกินไปแล้ว หากข้าไม่รู้คงคิดว่าท่านประจบเพราะต้องการส่งลูกหลานตนเองมาเรียนที่ชั้นเรียนหนังสือของเราด้วย”
“เอ่อ…”
“ทำไมหรือ ท่านไม่ได้ต้องการทำเช่นนั้นนี่” เย่อวี๋หรานดูคล้ายแปลกใจราวกับเพิ่งรู้ตัว
มารดาของหลี่ฉินละอายเล็กน้อย นอกจากเรื่องลูกสาวแล้ว แน่นอนว่านางต้องนึกถึงหลานชายตนเองด้วยไม่ใช่หรือ
ก่อนหน้านี้ชาวบ้านในหมู่บ้านอื่นก็พากันเพาะปลูกมันเทศและพืชผลอื่น ๆ ตอนนี้เมื่อพวกเขาได้ยินว่าหมู่บ้านสกุลจูกำลังจะจัดชั้นเรียนหนังสือ ไฉนเลยจะยอมอยู่เฉย แน่นอนว่าอดใจรอจะรีบไปหมู่บ้านสกุลจูไม่ไหว “ในเมื่อหมู่บ้านของท่านจะจัดชั้นเรียนหนังสือ ก็ควรจะรับเด็กในหมู่บ้านอื่นด้วยไม่ใช่หรือ”
นางเองก็ถูกลูกสะใภ้ทั้งสองคนยุยงมาว่าจูต้าเหนียงเป็นแม่บุญธรรมของหลี่ฉิน ถึงกับยอมยกส่วนแบ่งจากกิจการหนึ่งในสิบส่วนให้เป็นสินเดิม หากจะรับหลานชายอีกไม่กี่คนเป็นนักเรียนคงไม่เดือดร้อน
“ใช่แล้ว ท่านแม่ เราเองก็มอบสินเดิมให้น้องสามีไปเต็มที่ ก็ต้องได้สิ่งใดตอบแทนกลับมาบ้าง ไม่เช่นนั้นเราทุ่มเทมามากสุดท้ายกลับไม่ได้ผลประโยชน์เลยหรือ มันเป็นการขาดทุนครั้งใหญ่”
“น้องสามีแต่งงานออกไปก็นำส่วนของนางไปให้สกุลเหวินหมด หลงเหลือสิ่งใดไว้ให้ครอบครัวเราบ้าง”
“เราสูญเสียไม่น้อยเลย”
……
ไม่ใช่แค่ความเห็นของลูกสะใภ้ แม้แต่ลูกชายสองคนก็ยังพร่ำบ่นต่อหน้านาง สิ่งดี ๆ ล้วนถูกหลี่ฉินนำไปหมด ดูเหมือนครอบครัวพวกเขาจะได้เปรียบ แท้จริงผลประโยชน์เหล่านั้นกลับตกอยู่กับสกุลเหวินทั้งนั้น ครอบครัวพวกเขากลับไม่ได้ส่วนแบ่งแม้แต่ครึ่ง ทั้งยังต้องเสียค่าสมทบสินเดิมไปด้วย
ดังนั้นพวกเขาควรได้ประโยชน์จากชั้นเรียนหนังสือนี้บ้างไม่ใช่หรือ
ไม่เช่นนั้นเป็นแม่บุญธรรมจะมีประโยชน์อะไรกัน
มารดาของหลี่ฉิน “…”
ผู้คนรู้ว่าการเป็นแม่บุญธรรมเดิมทีก็เพื่อชดใช้ให้กับหลี่ฉินไม่ใช่พวกเขา
แม้อยากจะคิดเช่นนี้แต่ก็ฝืนใจ ถึงอย่างไรมือคนเราก็ต่างมีเนื้อ คนหนึ่งได้ทุกอย่างแต่อีกคนไม่ได้สิ่งใด
คราวนี้เย่อวี๋หรานจริงจังเช่นกัน นางต้องการช่วยหลี่ฉิน แต่มารดาและครอบครัวของเจ้าตัวกลับไม่เพียงไม่ขอบคุณ แต่ยังคิดจะฉวยโอกาสเข้าเรียนหนังสือด้วย
เฮ้อ… สมกับคำว่า ‘ซาบซึ้งข้าวหนึ่ง เคียดแค้นข้าวหนึ่ง*[1]’ จริง ๆ!
ดูเหมือนคนผู้นี้จะต้องยับยั้งชั่งใจบ้าง พูดไม่ได้ว่าช่วยคนแล้วต้องช่วยให้ถึงที่สุด ไม่อย่างนั้นคงไม่คิดซาบซึ้งในน้ำใจ
นางจ้องตามารดาของหลี่ฉิน รอยยิ้มบนหน้านางค่อย ๆ หุบลง
เมื่อเกิดความเงียบขึ้นอีกฝ่ายจึงกล่าวกลบเกลื่อน “คือว่า… ข้าเพียงได้ยินว่าท่านจัดชั้นเรียนหนังสือ หลานของข้าก็โตขึ้นแล้ว ทำให้คิดว่าเป็นวัยที่เหมาะสม…”
ยิ่งพูดเจ้าตัวก็ยิ่งอึกอัก น้ำเสียงยิ่งแผ่วลงเรื่อย ๆ
[1] จะช่วยเหลือหรือทำกิจการงานใดก็ตาม ให้รู้จักเดินทางสายกลาง อย่าทำดีถึงที่สุด เพราะสุดท้ายตัวเองจะเดือดร้อน ฝ่ายผู้รับกลับชินชาและไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าของสิ่งดี ๆ ที่เคยมอบให้