ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 933 เด็ก ๆ ก็ได้ยินเช่นกัน
หลังกลับมาถึงบ้าน เย่อวี๋หรานก็ใจเย็นลง
นางนึกทบทวนตามหลังแล้วรู้สึกว่าเหตุที่นางโกรธเพียงนั้น แท้จริงเพราะตนเองไม่ได้ขีดเส้นแบ่งแยกกับสกุลหลี่ และปฏิบัติกับคนทางนั้นเป็นคนของตนเองมากเกินไป
นางถึงได้โมโหเมื่อทุ่มเททำหลายสิ่งเพื่อสกุลหลี่และต้องการคำขอบคุณ แต่กลับพบว่าไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่ซาบซึ้งในน้ำใจแต่ยังละโมบต้องการเพิ่มอีกด้วย
นางอยากมอบบางอย่างให้พวกเขา แต่ก็ต้องเป็นสิ่งที่นางเต็มใจมอบให้เอง ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาร้องขอ
ข้าให้เจ้าจึงรับ หากไม่ให้จงอย่าเรียกร้อง นี่คือสิ่งที่นางต้องการ ทว่าแท้จริงกลับ…
แม้นางจะยอมรับหลี่ฉินเป็นลูกบุญธรรม แต่อย่างไรเสียก็ไม่ใช่ลูกในไส้ มันยังมีความแตกต่างออกไป
นางสามารถรับอีกฝ่ายเป็นลูกบุญธรรมได้เพราะนึกเอ็นดู ทว่าเมื่อนางบาดหมางกับสกุลหลี่ หลี่ฉินย่อมต้องเข้าข้างครอบครัวแท้ ๆ ที่เป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูมา
เช่นเดียวกับนาง หากสกุลจูขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์กับสกุลหลี่ นางเองก็เลือกจะเข้าข้างสกุลจูและไม่พอใจที่สกุลหลี่เข้ามาขวางทางเช่นกัน
เรื่องชั้นเรียนหนังสือคราวนี้มารดาของหลี่ฉินไม่ผิดที่ต้องการส่งหลานชายมาเล่าเรียน นางเป็นย่าคนย่อมต้องการให้หลานชายได้ดี เพียงแค่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสกุลจู
เย่อวี๋หรานต้องการสร้างชั้นเรียนหนังสือขึ้นเพื่อหาคนช่วยเหลือจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่า และเพื่ออบรมสั่งสอน ‘ญาติพี่น้อง’
ทว่าคนนอกหมู่บ้านสกุลจูไม่ถือว่าเป็นญาติพี่น้อง และอาจเป็น ‘ศัตรูคู่แข่ง’ อีกด้วย
ก่อนสกุลจูจะได้ดีและเจริญก้าวหน้า หากเด็กในหมู่บ้านอื่นสร้างชื่อเสียงได้ก่อน แผนการของนางที่ดำเนินมาก่อนหน้านี้ทั้งหมดคงเสียเปล่า เพราะผู้อื่นจะได้รับความสนใจ หาใช่คนสกุลจู
นางรู้ว่าตนเองเห็นแก่ตัว ทว่าเดิมทีนางก็ทำทั้งหมดเพื่อสกุลจู หากมีกำลังเหลือค่อยหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ผู้อื่น แต่หากครอบครัวของนางยังลำบากอยู่ก็ต้องขออภัยด้วย
หลังพ้นวันที่สิบห้า จูชีใช้เวลาอีกสองวันก็เกือบทำหน้าที่ตามที่มารดามอบหมายให้เสร็จสิ้น ก่อนเขาจะเก็บของและรีบเดินทางกลับไปพร้อมกับจูซาน
แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้กลับไปมือเปล่า หลังปีใหม่ครอบครัวได้เตรียมอาหารและของขวัญมากมายให้พวกเขานำกลับไปเมืองผู่โซ่ว
จูชีจากไปแล้วแต่ชาวบ้านในหมู่บ้านสกุลจูยังมีงานล้นมือและดูท่าจะยุ่งขึ้นเรื่อย ๆ
ในขณะที่ชาวบ้านหมู่บ้านอื่นยังรอเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ พวกเขากลับแบ่งคนเป็นกลุ่มย่อยหลายกลุ่ม กลุ่มหนึ่งรับผิดชอบคูร่องน้ำ กลุ่มหนึ่งมีหน้าที่ทำปุ๋ย กลุ่มหนึ่งทำนา กลุ่มหนึ่งปลูกมันเทศ กลุ่มหนึ่งสร้างอาคารเรียนหนังสือ ระหว่างนี้หากมีคนขาดก็สามารถโยกย้ายคนมาช่วยกันได้ทุกเมื่อ
นี่คือข้อดีของสกุลใหญ่ แม้จะมากคนมากความแต่ก็มีประโยชน์เมื่อต้องการใช้กำลังคนมาก
ทุกคนรู้จักคูน้ำตั้งแต่ปีก่อนและรู้ว่ามันไม่สามารถทำให้เสร็จได้ในขั้นตอนเดียว แต่ต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อสร้างระบบชลประทานผ่านคูน้ำในหมู่บ้าน ทว่าพวกเขาสามารถสร้างแบบเรียบง่ายในเบื้องต้นก่อนได้ ตามแผนผังที่จูชีวาดขึ้น เส้นทางจะเริ่มต้นจากที่นาของครอบครัวหนึ่งก่อนส่งน้ำต่อไปยังที่นาโดยรอบของครอบครัวอื่นผ่านคูน้ำ
แม้จะยังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการรดน้ำได้ทั้งหมด แต่ก็บรรเทาปัญหาได้มาก ไม่รู้ว่ามันช่วยทุ่นแรงได้สักเท่าไหร่
เช่นนี้จึงไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านคอยกระตุ้น ทุกคนต่างกระตือรือร้นทำงานกันเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตามเย่อวี๋หรานยังสร้างระบบสะสมแต้มเพื่อจูงใจทุกคน ยิ่งทำงานมากยิ่งได้แต้มมาก แต้มนี้สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งต่าง ๆ ได้ อย่างเช่นหากยังเตรียมที่นาไม่พร้อมและต้องการคนช่วยเหลือ แต่ตอนนี้ทุกคนในหมู่บ้านยังงานยุ่ง ก็สามารถใช้แต้มนี้ยื่นเพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสช่วยหาคนไปช่วยงานได้
คนที่มาช่วยงานก็จะได้รับแต้มเพิ่มเช่นกัน
เดิมทีนางยังไม่คิดจะสร้างเรือนหลังใหม่ จึงจะสร้างห้องเรียนในเขตบ้านตนเอง ทว่าไม่นานก็นึกได้ว่าเรือนทั้งสองหลัง ‘มีคนมาก’ แล้ว ไม่มีทางให้คนเข้ามาอยู่มากกว่านี้ได้
นางจึงเลือกทำเลที่เหมาะสมและเตรียมพื้นที่ให้เพียงพอเอาไว้ก่อน
“จูต้าเหนียง สร้างเหมือนคอกวัวแบบนี้จะเรียบง่ายเกินไปหรือเปล่า?”
ทุกคนต่างนิ่วหน้าเมื่อได้ยินว่านางต้องการเพียงสถานที่ที่สามารถบังลมฝนได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรือน
พวกเขาคิดว่าสำนักศึกษาเป็นสถานที่สูงศักดิ์ จะสร้างตามอำเภอใจได้อย่างไร
เย่อวี๋หรานยิ้มแล้วกล่าวว่า “เรียบง่ายแล้วอย่างไรเล่า มีโต๊ะ เก้าอี้ หลังคา เพียงพอแล้วสำหรับการเล่าเรียน หากต้องการให้มีสภาพดีขึ้น ต่อไปเมื่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้น มีคนอ่านออกเขียนได้มากขึ้น เราค่อยสร้างเป็นเรือนที่ใหญ่โตขึ้น”
ได้ยินนางกล่าววาดฝันเช่นนี้ ทุกคนก็เต็มไปด้วยความคาดหวัง
หากแต่เมื่อหันไปมองลูกหลานตนเองยังเล่นดินโคลนมอมแมมก็ถอนหายใจออกมา “เกรงว่าจะหวังไม่ได้เสียแล้ว ข้าไม่รู้ว่าหลานบ้านข้าจะโชคดีเช่นนั้นหรือเปล่า”
เพียงสร้างคอกขนาดค่อนข้างใหญ่อย่างเรียบง่าย ตั้งโต๊ะและเก้าอี้ที่หลายครอบครัวช่วยกันทำขึ้น ไม่จำเป็นต้องดีมาก แค่เพียงพอจะใช้งานได้ก็พอแล้ว
สิ่งสำคัญที่ต้องสร้างคือกำแพงที่เย่อวี๋หรานจะใช้สอนหนังสือและ ‘กระดานดำ’ ล้อมกรอบไม้ไผ่
แม้ว่ากระดานดำนี้จะเขียนไม่ได้แต่ก็ใช้แขวนสิ่งของต่าง ๆ ประกอบการสอนได้
นอกจากนี้ยังต้องทำกระบะทรายเพื่อให้เย่อวี๋หรานและเด็ก ๆ ได้ใช้
นางคิดเรื่องนี้มานานแล้ว การเรียนการสอนในตอนนี้ไม่เห็นภาพ ทุกคนต้องนั่งเรียบร้อยและเอาแต่จ้องกระดานดำ นางจึงแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มย่อยโดยมีกระบะทรายกลุ่มละอัน
เมื่อนางสอน ทุกคนจะดูตามกระบะทรายของนาง เมื่อนางสาธิตเสร็จค่อยให้พวกเขาลองกลับไปนั่งล้อมวงฝึกฝนเองที่กระบะทรายของกลุ่มตนเอง
ในขณะที่ผู้ใหญ่คอยเตรียมการให้ ด้านเด็ก ๆ ที่ได้ข่าวว่าต้องเข้าเรียนหนังสือ บ้างก็ตื่นเต้น บ้างก็วิตก
คนที่เครียดไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกเขาเป็นคนที่รู้สึกว่าตนเองหัวไม่ดี และคิดว่าจูต้าเหนียงเพียงอยู่ว่างจึงหาเรื่องทำสิ่งต่าง ๆ ส่วนคนที่ตั้งตารอเป็นกลุ่มที่อิจฉาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่ได้เล่าเรียนหนังสือ
“นี่ เจ้าโง่หรือเปล่า เรียนหนังสือดีตรงไหน เรียนแล้วก็ออกมาเล่นไม่ได้ เจ้ายังจะอยากไปเรียนอีกหรือ?…” เด็กที่โตกว่าหน่อยคนหนึ่งผลักจูเฉิงพลางต่อว่าเขาว่าเป็นคนโง่เง่า
จูเฉิงเป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัวจูเหวินรุ่ย เขาตัวเล็กกว่าปกติ เมื่อถูกผลักจึงแทบล้มไปกองกับพื้น
“นี่ ทำอะไรของเจ้า เจ้าอ้วน กล้าดียังไงมารังแกเขา คอยดูเถอะข้าจะเล่นงานเจ้าซะ!” จูโก่วหวาดันตัวจูเฉิงไปอยู่ด้านหลังตนเอง
เด็กที่ถูกเรียกว่าเจ้าอ้วนโมโหจึงโวยวาย “ข้าไม่ได้รังแกเขา ข้าแค่ผลักเขานิดเดียว”
“ได้อย่างไร? เจ้าตัวโตปานนี้ เขาจะทนแรงผลักเจ้าได้อย่างไร ข้าจะบอกให้ เขาเป็นคนที่ข้าปกป้อง ถ้ากล้ามาแกล้งเขาอีกข้าเอาตายแน่!” จูโก่วหวายกหมัดขึ้นด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด
อีกฝ่ายรู้ว่าเขาแรงเยอะจึงไม่ได้ต้องการมีเรื่องด้วย ทำเพียงมองค้อนแล้วเดินหนีไป