ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 941 สะใภ้สี่เป็นที่โปรดปรานของแม่สามีเพียงผู้เดียว
บทที่ 941 สะใภ้สี่เป็นที่โปรดปรานของแม่สามีเพียงผู้เดียว
เอาเถิด แม่สามีบางคนก็เรียกลูกสะใภ้ใหม่มาล้างเท้าให้เพื่อข่มขู่กัน
ทว่าพวกนางแต่งเข้าบ้านมาหลายปีแล้ว ใช่ว่าพี่สะใภ้สี่ต้องล้างเท้าให้เสียหน่อย
หลังล้างจานเสร็จแล้วหลินซื่อก็เดินออกไป
หลี่ซื่อเพิ่งออกไปส่งลูกค้าที่มาซื้อของ เมื่อนางหันกลับมาก็เห็นหลินซื่อเดินมาหาพอดี
“จะออกไปข้างนอกหรือ?”
“เปล่าเจ้าค่ะ ข้าจะมาคุยกับท่านต่างหาก”
“คุยเรื่องอะไรหรือ?” หลี่ซื่อไม่ได้หยุดเดิน แต่กวักมือให้เดินตามเข้าไปในบ้าน นางเพิ่งออกมาส่งลูกค้า ยังมีธุระหลายอย่างต้องทำ
ห้องนี้สร้างแยกออกมาเก็บของเพื่อขาย จึงมีสินค้าวางเรียงรายเต็มชั้น
หากลูกค้าน้อยจะเข้าไปซื้อของในห้องกับหลี่ซื่อได้ หากลูกค้ามากพวกเขาจะไม่สามารถเข้าไปในห้อง แต่จะต้องเลือกของจากโต๊ะด้านหน้าห้อง
สินค้าตัวอย่างจะวางอยู่บนโต๊ะหน้าห้อง ต้องการซื้อสิ่งใดให้บอกหลี่ซื่อแล้วนางจะเข้าไปหยิบมาให้ แม้จะยุ่งยากซับซ้อนทว่าก็ช่วยป้องกันของหายได้
ปกติลูกค้าจะชุมช่วงเช้า หน้าประตูห้องจะมีคนคอยเฝ้าเอาไว้
เวลานี้จูปาเม่ย หลินซานเม่ย หลินซื่อเม่ย และคนอื่น ๆ จะมาช่วยงาน ลูกค้าต้องการสิ่งใดจะไปจ่ายเงินและรับป้ายที่โต๊ะ ก่อนนำป้ายนั้นมาแลกของที่หน้าต่าง
หากต้องการต่อราคาคงต้องขออภัย เพราะช่วงเช้านั้นยุ่งเกินกว่าจะทำเช่นนั้นได้
หากบอกว่าซื้อของปริมาณมากจึงขอลดราคาก็กรุณานัดหมายในภายหลัง
ลูกค้าที่มาซื้อของในช่วงเช้าเป็นชาวบ้านที่คุ้นหน้าค่าตากัน รวมถึงพ่อค้าที่มาซื้อเหมาสินค้าไปขายต่อ ส่วนใหญ่คนอื่น ๆ จึงมักเลี่ยงในเวลานี้และรวมกลุ่มสองสามคนนัดกันมาซื้อของในเวลาอื่น
หากเป็นลูกค้ากลุ่มหลัง หลี่ซื่อเพียงคนเดียวก็สามารถรับมือไหว
“พี่สะใภ้สี่ เมื่อวานท่านไปล้างเท้าให้ท่านแม่หรือ?” หลินซื่อเห็นหลี่ซื่อจัดของอยู่ก็เอื้อมมือไปช่วย ระหว่างนั้นก็เปิดประเด็นถามอีกฝ่าย
“อืม ใช่ ทำไมหรือ” หลี่ซื่อตอบด้วยท่าทีไม่ได้แปลกใจนัก “พี่สะใภ้รองบอกเจ้าหรือ เมื่อวานข้ากลับมาเจอนาง ตอนนั้นนางก็ดูไม่สบอารมณ์ นางไปพูดอะไรกับเจ้า?”
“ไม่ได้บอกอะไรเจ้าค่ะ เพียงบอกว่าท่านไปล้างเท้าให้ท่านแม่เมื่อวาน” หลินซื่อย่อมไม่ทรยศหลิวซื่อ “พี่สะใภ้สี่ ท่านไปล้างเท้าให้ท่านแม่ ไม่นึกอับอายบ้างหรือเจ้าคะ?”
คำถามนี้เป็นสิ่งที่หลินซื่อต้องการรู้มากที่สุด
“อับอายหรือ ทำไมต้องอับอายด้วย?” หลี่ซื่องุนงง
“ก็ท่านไม่ใช่ลูกสะใภ้หมาด ๆ สักหน่อย”
“แต่ท่านแม่ก็ขาไม่ค่อยดีไม่ใช่หรือ…” นางท้วง “หลังท่านแม่ขาเจ็บ นางก็ล้างเท้าเองไม่ได้ หากเราไม่ช่วยนางแล้วใครจะช่วย ตอนเจ้าช่วยนางอาบน้ำก่อนหน้านี้ก็ล้างเท้าให้นางไม่ใช่หรือ”
“เอ่อ… แต่มันไม่เหมือนกัน ช่วยประคองตอนอาบน้ำยังพอทำเนา แต่ไปช่วยอาบให้ก็ยังรู้สึกแปลก ๆ ตลอด อีกอย่างตอนนี้ที่บ้านก็มีสาวใช้แล้ว งานพวกนี้ให้พวกเขาทำไปก็ได้”
“สาวใช้ก็มีหน้าที่ต้องทำ ข้าก็มีหน้าที่ต้องทำ” หลี่ซื่อว่า “หรือจะให้สาวใช้มาทำหน้าที่ดูแลท่านแม่แทนข้าได้ อีกทั้งระหว่างบีบนวดให้ท่านแม่ ข้าก็มีเรื่องจะพูดคุยกับนาง จะให้สาวใช้มาทำแทนได้อย่างไร”
“ต่อให้ท่านไม่อาย แต่เกรงว่าเมื่อเรื่องนี้หลุดออกไปท่านก็คงขายหน้าไม่น้อย…”
“ฮ่า ๆ …” นางหัวเราะ “ข้าไม่อายหรอก มีแต่คนจะคิดว่าข้ากตัญญู ท่านแม่ไม่ใช่แม่สามีร้ายกาจ หากเป็นแม่สามีร้ายกาจอย่างบ้านอื่นที่กดขี่ข่มเหงลูกสะใภ้ทุกวี่วันมันคงจะน่าขายหน้า แต่ข้าเพียงรู้คุณและต้องการช่วยล้างเท้าให้นาง ถือว่าเป็นการกตัญญูต่างหาก”
นางยังบอกว่าวิธีนวดที่เรียนรู้มาจากท่านหมอได้ผลดีมาก ตอนช่วยบีบนวดให้แม่สามีเมื่อวานก็ทำให้เจ้าตัวรู้สึกดีไม่น้อย
นางตั้งใจจะลองนวดให้มารดาตนเองเมื่อกลับไปบ้านแม่ด้วย
หลินซื่อนึกไม่ถึงว่าหลี่ซื่อจะมุ่งมั่นเพียงนี้ ถึงกับไปเรียนรู้วิธีการนวดมาจากท่านหมอ
“ท่านไปเรียนวิธีนวดมาจริงหรือ? เช่นนั้นสอนข้าได้หรือไม่ ข้าเองก็อยาก… ไปช่วยบีบนวดให้ท่านแม่เหมือนกัน” หลินซื่ออับอายเล็กน้อย
นางยอมรับว่าแท้จริงไม่ได้ต้องการช่วยนวดให้แม่สามี เพียงเห็นว่าพี่สะใภ้สี่ทำจึงอยากร่วมขบวนในการเอาอกเอาใจแม่สามีเท่านั้น
นางรู้สึกมาตลอดว่าแม่สามี ‘ลำเอียง’ อยู่บ้าง มักหลีกเลี่ยงจะสอนสิ่งที่สอนให้จูปาเม่ยกับน้องสาวของนาง ทำให้รู้สึกไม่เป็นธรรม แต่เมื่อเป็นเรื่องการทำกิจการหรือเปิดชั้นเรียนหนังสือที่ต้องมีอาจารย์สอน แม่สามีก็ยังไม่ลืมน้องสาวของนางและคอยฝึกฝนทักษะให้
มันทำให้ความขุ่นเคืองใจคลี่คลายลงมาก
อย่างไรเสียพวกนางก็ไม่ใช่ลูกหลานในไส้ ย่อมมีความแตกต่างอยู่บ้าง แต่แม่สามีก็ไม่ลืมน้องสาวของนางและคอยสอนสิ่งต่าง ๆ ให้
เทียบกับเด็กสาวข้างนอกแล้วยังดีกว่ามาก หรือแม้แต่เทียบกับแม่บังเกิดเกล้าของนางแล้ว แม่สามียังอบรมสั่งสอนมากกว่าเสียอีก
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยยังปรามนางอยู่บ่อยครั้ง “พี่รอง อย่าคิดไปว่าเราน้อยอกน้อยใจเลย เราไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นแม้แต่น้อย เพียงแค่ด้อยกว่าปาเม่ยเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับเด็กสาวคนอื่นในหมู่บ้านแล้วมีใครที่เราด้อยกว่าบ้าง”
“ใช่แล้ว พี่รอง จูต้าเหนียงไม่ได้ปฏิบัติกับเราย่ำแย่ เพียงแค่ทำดีกับปาเม่ยมากกว่าหน่อยเท่านั้น ลูกสาวของนางทั้งคน หากไม่แอบสอนบางสิ่งให้บ้าง ปาเม่ยคงรู้สึกน้อยใจ”
“มีสิ่งที่เราเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้บ้าง ทั้งการย้อมผ้า ทำบัญชี และสอนหนังสือ หากเราได้ทำและเรียนรู้ก็หมายความว่าเราสามารถทำได้ อีกทั้งตอนปาเม่ยเปิดโรงย้อมผ้า นางก็ให้เราสองพี่น้องมีส่วนร่วมและมีช่องทางทำเงินไม่ใช่หรือ”
……
เทียบกับพี่สะใภ้สี่ที่เป็นที่โปรดปรานของแม่สามีเพียงผู้เดียวแล้ว นางดูเหมือนไม่ได้รับสิ่งใด ทว่าแท้จริงน้องสาวทั้งสองก็ต่างได้รับความช่วยเหลือจากแม่สามีไม่ใช่หรือ
นางไม่ได้เข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ แต่น้องสาวก็มีส่วนร่วมและมีรายได้มากกว่านางด้วยซ้ำ
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยยังคำนวณให้หลินซื่อดูว่ารายได้ของตนเองต่อปีรวมกับเงินเก็บแล้วยังลอบได้รับผลประโยชน์มากกว่าของหลี่ซื่อเสียอีก
หากต่อไปมีใครบอกว่าแม่สามีเข้าข้างครอบครัวของบรรรดาพี่ชายมากกว่า นางคงต้องตรองดูให้ดีว่าผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดคือครอบครัวพี่ชายทั้งหลายหรือครอบครัวของนางกันแน่
หลี่ซื่อกล่าวอย่างใจกว้าง “ได้ คราวหน้าข้าจะพาเจ้าไปด้วย ข้าจะบอกให้นะ เจ้าคิดว่าท่านแม่อารมณ์ร้ายและน่ากลัว แต่อันที่จริงหากเจ้าพูดคุยด้วยดี ๆ ท่านแม่ก็ไม่โมโหหรอก”
“ข้ารู้ว่าท่านแม่ไม่โมโห แต่ข้าเพียงไม่มั่นใจ…” หลินซื่อเอ่ยด้วยความละอาย “ข้าไม่รู้ว่าเป็นอะไรไป บางครั้งข้ารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านแม่กลับลนลานและมักพูดในสิ่งที่ไม่สมควรออกไปจนทำให้นางโกรธ”
“เจ้าเองก็รู้นี่ ก่อนหน้านี้ท่านแม่เดือดร้อนเพราะเรื่องน้องสาวและหลานสาวของเจ้า ท่านแม่โกรธแทบตายแต่ก็ทำอะไรเจ้าไม่ลง ไม่เช่นนั้นหากเป็นครอบครัวอื่นแล้วเจ้าทำเช่นนี้ มีหวังได้ถูกขับไล่กลับบ้านแม่ไปแล้ว”
“พี่สะใภ้…”
“เอาละ ข้าไม่พูดแล้ว แต่อย่างไรเจ้าก็จงจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ อย่าเห็นว่าท่านแม่อารมณ์ร้ายแล้วคิดว่านางไม่ดีกับเจ้า อันที่จริงนางดีกับเจ้ามากต่างหาก” หลี่ซื่อยิ้ม “ข้ายอมรับว่าท่านแม่โปรดปรานข้ามาที่สุดในบ้าน แต่ข้าจะทำอย่างไรได้ ใครใช้ให้ข้าเป็นผู้ที่พูดคุยกับนางมากที่สุด หากนางไม่ชอบข้าสินับว่าน่าแปลก”
หลินซื่อมองสีหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่ายแล้วอ้าปาก “…”
ช่างมันเถิด ทำอย่างที่หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยบอกดีกว่า ลอบได้รับผลประโยชน์ไปอย่างนี้ หากกระโตกกระตากมากไปอาจไม่ได้รับผลประโยชน์นั้นอีก
หากพลาดผลประโยชน์นี้ไป เกรงว่าคงไม่มีปัญญาหาเลี้ยงคนมากมายในครอบครัว