ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 942 ต้องคุยเรื่องใดกับเด็กกลุ่มนั้น
บทที่ 942 ต้องคุยเรื่องใดกับเด็กกลุ่มนั้น
หากหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยรู้ว่าพี่รองของตนเองคิดเช่นนี้ พวกนางคงมีความสุขจนละเมอยิ้มออกมา
ไม่มีสิ่งใดดีไปกว่าการที่พี่สาวคิดได้เช่นนี้ ที่พวกนางพร่ำ ‘ล้างสมอง’ ไปตั้งนานนับว่าไม่เสียเปล่าแล้ว จะได้มีสติและไม่นึกไม่พอใจจูต้าเหนียงอีก
เฮ้อ… จูต้าเหนียงดีกับพี่สาวพวกนางมาก หากเป็นครอบครัวอื่น มีหรือพวกนางจะได้รับการปฏิบัติดีเพียงนี้
ยังไม่ต้องกล่าวถึงว่าสามารถเก็บออมสินเดิมได้ ยังโชคดีได้อิ่มท้องและไม่ถูกเฉดหัวออกจากบ้าน
บางครั้งยามหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยอยู่นอกบ้าน ยังมีเด็กสาวคนอื่นในหมู่บ้านมองมาด้วยสายตาอิจฉา
“ชุดที่เจ้าใส่ช่างงามนัก เสื้อผ้าใหม่จากปีก่อนใช่ไหม”
พวกนางก้มมองเสื้อผ้าตนเองแล้วเห็นว่าเพิ่งเย็บเมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิปีก่อนจริง ๆ ปีนี้ดูเก่าลงหน่อยแล้วแต่ยังไม่มีรอยปะมากนัก และต่อให้เป็นเช่นนั้นก็ยังสามารถปักผ้าทับเพื่อปิดบังไม่ให้เห็นได้
เทียบกับเสื้อผ้าของจูปาเม่ยแล้วมันไม่สะดุดตา แต่หากเทียบกับเด็กสาวคนอื่นในหมู่บ้านก็นับว่าโดดเด่นไม่น้อย
คนอื่นสวมเสื้อผ้าเก่าที่ซักจนสีซีดจางและมีรอยปะ แต่พวกนาง…
ชุดกลางเก่ากลางใหม่ที่มีลายปักดอกไม้เล็ก ๆ ดูไร้ซึ่งความไม่สบายตัวและสามารถใส่ไปพบแขกเหรื่อได้ด้วยซ้ำ
“จูต้าเหนียงอารมณ์ร้ายนัก พวกเจ้าไม่กลัวถูกดุที่แอบเอาเสื้อผ้าของจูปาเม่ยมาใส่บ้างหรือ” อีกฝ่ายถาม
หลินซานเม่ยท้วง “เปล่านะ มันเป็นเสื้อผ้าของเราต่างหาก”
“โกหก!” เด็กสาวอีกคนไม่เชื่อ “พวกเจ้าไม่มีพ่อแม่ จะมีเงินซื้อเสื้อผ้าได้อย่างไร ต้องเป็นชุดของจูปาเม่ยแน่นอน พวกเจ้าแอบเอามาใส่ใช่ไหม หากข้าเจอนางจะบอกให้นางเล่นงานพวกเจ้าเสีย”
น้ำเสียงริษยาและชิงชังจนต้องการเห็นพวกนางเดือดร้อน
แม้จูปาเม่ยจะออกหน้าอธิบายให้พวกนางในภายหลังก็เปล่าประโยชน์
อย่างไรเสียฝ่ายนั้นก็ปักใจเชื่อไปแล้วว่าพวกนางลอบ ‘สวม’ เสื้อผ้าของจูปาเม่ย ราวกับมันเป็นความคิดเดียวที่จะทำให้สงบใจลงได้
พี่รองของพวกนางแต่งเข้าเป็นลูกสะใภ้สกุลจู พวกนางจึงมักถูกมองเป็นคนร้ายกาจเพียงเพราะว่าเป็น ‘ผู้อาศัย’ ในบ้านสกุลจู แต่กลับดูไม่ ‘ยากจนและอดอยาก’ อย่างที่คนคิดกัน
อย่างตอนนี้พวกนางได้เป็น ‘อาจารย์’ ในชั้นเรียนหนังสือ แต่ลับหลังจูปาเม่ยก็ยังมีเด็กที่นึก ‘เยาะเย้ย’ และ ‘ถากถาง’
อย่าเห็นว่าเด็กเหล่านั้นเป็น ‘นางฟ้าไร้เดียงสา’ บางครั้งที่พวกเขาพูดพล่อย ๆ ออกมาโดยไม่ยั้งคิดก็เพราะความใสซื่อนี้
เด็กคนหนึ่งหกล้มจึงร้องไห้ หลินซานเม่ยรีบไปช่วยพยุงขึ้น
ผลปรากฏว่าเด็กคนนั้นกลับผลักนางแล้วส่งเสียงร้องดังกว่าเดิม “ช่วยด้วย หลินซานเม่ยผลักข้า!”
ไม่เพียงเท่านั้นเด็กหลายคนแถวนั้นยังกระโจนออกมาเป็นพยานว่าหลินซานเม่ยเป็นคนผลักนาง
นางชะงักไปทันที : นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
จูปาเม่ยได้ข่าวก็งุนงง “เป็นไปไม่ได้ ถึงซานเม่ยจะนิสัยโผงผาง แต่นางก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับเจ้า นางจะผลักเจ้าทำไมกัน”
ถึงเด็กคนนั้นจะยืนกรานแต่จูปาเม่ยอยู่กับหลินซานเม่ยมานาน ไฉนเลยจะไม่รู้ว่าเด็กสาวเป็นคนเช่นไร นางไม่เชื่อว่าเป็นความจริงเด็ดขาด
“ฮือ… ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร อยู่ ๆ นางก็ผลักข้า” เด็กหญิงคนนั้นร้องคร่ำครวญ “นางไม่ชอบข้า นางไม่ได้ผลักข้าครั้งแรก ฮือ… อาจารย์จู ข้ากลัว”
เด็กหญิงอีกคนที่อยู่ข้าง ๆ ยังบอกว่าหลินซานเม่ยไม่เพียงแค่ผลัก แต่ยังแอบทำร้ายคนอื่นลับหลังนางด้วย ถือว่าเป็นคนไม่ดีจึงควรขับไล่หลินซานเม่ยออกจากชั้นเรียนหนังสือ
ไม่สิ ควรขับไล่ออกจากหมู่บ้านสกุลจูเสียด้วยซ้ำ
จูปาเม่ยรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล แต่ผ่านไปพักหนึ่งแล้วก็คิดไม่ตก
นางเห็นว่าหลินซานเม่ยไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกับเด็กกลุ่มนี้ จึงไม่น่าหาเรื่องทำร้ายกัน
เกิดเรื่องเช่นนี้กับหลินซานเม่ย ด้านหลินซื่อเม่ยก็เกิดเรื่องเช่นกัน เมื่อเด็กคนหนึ่งบังเอิญทำน้ำแกงหกใส่กระโปรงของนาง
“อ๊ะ…”
หลินซื่อเม่ยร้อนจนรีบขยับถอยไปชนโต๊ะด้านหลังตนเอง
โต๊ะตัวนั้นขาหักจึงใช้หินมารองเอาไว้ แรงกระแทกทำให้ขาทรุด ของบนโต๊ะร่วงกระจัดกระจายบนพื้น
จูปาเม่ยสะดุ้งตกใจและเห็นว่ากระบอกไม่ไผ่ร่วงลงมา นางถอนหายใจโล่งอก “ข้าตกใจแทบตาย ทำไมถึงล้มได้เล่า กระโปรงเจ้าเป็นอะไรไหม กลับบ้านไปเปลี่ยนที่บ้านดีหรือไม่”
หลินซื่อเม่ยยกกระโปรงขึ้นและรู้สึกเปียกที่ขา “อืม น้ำแกงนี้มีสี ข้ากลัวว่าปล่อยแห้งแล้วจะซักไม่ออก ข้าจะกลับไปซักที่บ้านก่อน”
“ได้ เจ้าไปเถิด ข้าจะเก็บกวาดที่นี่เอง”
“อื้ม”
……
เกิดเรื่องหนึ่งขึ้น เกิดเรื่องซ้ำสอง แล้วเรื่องสามเรื่องสี่เล่า?
เกิดอุบัติเหตุขึ้นติดกันเช่นนี้ แม้แต่จูปาเม่ยที่ใสซื่อยังรู้ว่ามีพิรุธ พวกนางคงไม่ได้ตกเป็น ‘เป้า’ ของเด็ก ๆ หรอกใช่ไหม!
ความจริงข้อนี้ทำให้นางทั้งหวั่นใจและตกตะลึง
นางเห็นว่าหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยเป็นคนดีมาก มีเด็กที่ไม่ชอบพวกนางด้วยหรือ
นางเข้มงวดกับเด็ก ๆ มากกว่าสองพี่น้องเสียอีก เหตุใดพวกเขาถึงไม่เกลียดนางแทนเล่า
“ท่านแม่ เด็กพวกนี้เป็นอะไรไป ทำไมพวกเขาถึงได้มักหาเรื่องแกล้งหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยตลอด” จูปาเม่ยคิดไม่ตกว่าเกิดอะไรขึ้นจึงทำได้เพียงไปพึ่งพาเย่อวี๋หราน
เย่อวี๋หรานรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนจากปากลูกสาว “เจ้าได้คุยกับเด็กกลุ่มนี้หรือยัง?”
“คุยเรื่องอะไรเจ้าคะ ทำไมพวกเขาถึงได้พุ่งเป้ามายังซานเม่ยกับซื่อเม่ย?” อีกฝ่ายถาม “ข้าต้องคุยเรื่องใดกับเด็กกลุ่มนั้น ช่วงนี้ข้ายุ่งมาก ต้องวางแผนชั้นเรียนว่าที่ภรรยา ย้อมผ้า และสอนหนังสือเด็กเหล่านี้… ท่านแม่ไม่รู้อะไร ข้าแทบจะแยกร่างไปทำงานแล้ว”
“เป็นเพราะว่าเด็กพวกนั้นเอาแต่ใจเกินไปอย่างไรเล่า” เย่อวี๋หรานบอก “ข้าก็นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะก่อเรื่องขนาดนี้ คิดว่ามีหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยแล้วเจ้าจะสบายขึ้น แต่ไม่รู้เลยว่าเด็กพวกนั้นจะไม่ยอมรับพวกนางและเชื่อฟังแต่เจ้า เด็กมากมายต่างมาหาเจ้าย่อมต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา”
“ใช่แล้ว ข้าเกือบนึกเสียใจที่ทำตัวใจดี…” จูปาเม่ยฟุบลงกับโต๊ะไม่ยอมขยับไปไหน “หากเป็นอย่างนี้ต่อไปข้าคงไม่เป็นอันทำอะไรแน่”
“เช่นนั้นเจ้าก็พูดคุยกับเด็กพวกนั้น ดูว่าพวกเขาบอกกล่าวอะไรออกมา ทำไมถึงได้รังแกซานเม่ยกับซื่อเม่ย แล้วค่อยหาวิธีแก้ไขปัญหานี้” ฝ่ายมารดาบอก “ขอเพียงเจ้าคลี่คลายปัญหา ซานเม่ยกับซื่อเม่ยก็จะสามารถดูแลชั้นเรียนให้เจ้าได้ ภาระของเจ้าจะเบาลงและมีเวลาไปทำสิ่งอื่น ไม่เช่นนั้นต้องติดอยู่ในชั้นเรียนตลอดเวลา ข้าบอกเจ้าไว้ก่อน อย่าคิดว่าจะเปิดชั้นเรียนแค่ในปีนี้ ยังต้องเปิดต่อไปเรื่อย ๆ ไม่เพียงแค่เปิดแต่ยังต้องทำให้ราบรื่นด้วย ข้าคิดว่าหากเจ้าทำสำเร็จก็จะสามารถสร้างสำนักศึกษาสกุลจูได้…”