ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 946 เถียงคำไม่ตกฟากเช่นนี้ ใครสั่งสอนเจ้ามา!
บทที่ 946 เถียงคำไม่ตกฟากเช่นนี้ ใครสั่งสอนเจ้ามา!
ปากบอกคล้ายไม่พอใจแต่มือของเสี่ยวโต้วจื่อกลับเช็ดหน้าให้จูหมิงอย่างอ่อนโยน ไม่ทำให้เจ็บแต่อย่างใด
จูหมิงโดนพี่ชายต่อว่าก็น้อยใจ “ข้ารู้แล้ว ต่อไปข้าจะไม่ช่วยท่านอีก”
“ใช่ว่าข้าไม่ยอมให้เจ้าช่วยเสียหน่อย เพียงแต่คราวหน้าจะมาช่วยก็ดูหน้าดูหลังด้วย ดูว่าเจ้าช่วยได้ไหม ช่วยไม่ได้ก็อย่าป่วนให้เสียเรื่อง” เสี่ยวโต้วจื่อใจอ่อนและไม่อยากทำให้น้องชายเสียใจ “วัน ๆ ข้ามีงานต้องทำเยอะแยะ เท่านี้ก็เหนื่อยแล้ว”
“ท่านทำอะไรถึงเหนื่อยเพียงนั้น?”
เสี่ยวโต้วจื่อกลอกตาใส่ “เจ้ายังหลับอยู่ แม่เจ้าก็ปลุกข้าไปเอารำแล้ว ข้าสูงกว่าตะกร้ารำแค่ไม่เท่าไหร่ เจ้าคิดว่าข้าจะแบกตะกร้าใหญ่ขนาดนั้นกลับมาได้อย่างไร”
“แล้วท่านเอากลับมาได้อย่างไร?” จูหมิงไม่เคยสนใจเรื่องนี้ เมื่อตื่นขึ้นก็เห็นลูกพี่ลูกน้องกวาดพื้นแล้ว
“ก็ทยอยแบ่งแบกเทียวไปเทียวมาหลายรอบไง…” อีกฝ่ายเอ่ย “เจ้าตื่นขึ้นมาก็ได้กินข้าว ได้สวมเสื้อผ้าสะอาด แล้วก็ไปเรียนหนังสือ ข้าทำอย่างนั้นไม่ได้ ต้องกวาดพื้น หลังกวาดพื้นก็ต้องไปซักผ้าอีก…”
“ท่านต้องหั่นผักเลี้ยงหมูด้วยหรือ?” จูหมิงจำได้ว่ากลับมาเห็นพี่ชายหั่นผักอยู่
“หั่นสิ ตอนเช้าข้าก็ทำ แต่ยังต้องกวาดพื้น ซักผ้า และล้างเล้าหมู… จะเอาเวลาที่ไหนไปทำให้เสร็จ ทั้งหมดข้าทำตามคำสั่งแม่เจ้ากับย่าเจ้าทั้งนั้น…” เสี่ยวโต้วจื่อตัดพ้อว่าตนทำงานตั้งแต่ลืมตาตื่นยันหลับตานอน ทั้งวันไม่มีได้พัก ทำเอาเขาเหนื่อยแทบตาย
จูหมิงนึกเห็นอกเห็นใจ “ทำงานหนักเพียงนี้ท่านแม่ยังดุด่าท่านอีก… ต่อไปท่านไม่ต้องทำ บอกนางไปว่าท่านไม่ทำ”
“ข้าไม่เหมือนเจ้า แม่เจ้ารักเจ้าและไม่ยอมให้เจ้าทำอะไร แต่นางไม่ใช่แม่ข้า นางไม่สงสารและแทบรอใช้งานจนข้าเหนื่อยตายไม่ไหว ต่อไปครอบครัวเจ้าจะได้หุงหาอาหารเลี้ยงคนน้อยลงคนหนึ่ง…” ว่าถึงเรื่องอาหารการกินแล้ว เสี่ยวโต้วจื่อยังบ่นว่าจูหมิงได้กินข้าวเต็มชามจนกินไม่หมด แต่เขากลับได้กินเพียงโจ๊กถ้วยหนึ่ง ต้องทนหิวยามค่ำคืนเป็นประจำ
“เช่นนั้นท่านก็กินส่วนของข้าสิ”
“แม่เจ้าเห็นเข้าข้าคงได้ถูกด่าอีกรอบ”
“ไม่เป็นไร ข้าจะหลบไม่ให้นางเห็น”
……
คืนนั้นเสี่ยวโต้วจื่อเตรียมเข้านอน จูหมิงก็ย่องเข้ามาในห้องเก็บฟืนแล้วยื่นชามข้าวให้
“ข้าแอบเอาไว้ ท่านรีบกินเข้า อย่าให้ท่านแม่จับได้”
เขารับชามข้าวอุ่น ๆ มาด้วยความงุนงง “เจ้าไปเอามาจากไหน!”
“ของข้าเอง ข้าไม่ได้กิน ตั้งใจเหลือไว้ให้ท่าน”
“เจ้าไม่กินแล้วไม่หิวหรือ เจ้าโง่!”
“ข้าไม่หิว!” จูหมิงตบอกพลางบอกอย่างมั่นอกมั่นใจ “ข้ากินกับข้าวเยอะมากและตั้งใจเก็บข้าวไว้ให้ท่าน กินสิ กินเยอะ ๆ จะได้โตเร็ว ๆ เมื่อท่านโตแล้วท่านแม่จะได้ไม่กล้ารังแกท่านอีก…”
ไม่รู้ทำไมเสี่ยวโต้วจื่อถึงได้น้ำตารื้นขึ้นมา
แม้อาสะใภ้จะน่าโมโหมาก แต่ลูกพี่ลูกน้องคนนี้…
เขาเกลียดอีกฝ่ายไม่ลง
ก่อนหน้านี้เขาคิดจะแกล้งใช้งานน้องชายคนนี้เพื่อแบ่งเบาภาระตนเอง แต่เจ้าตัวกลับเอาแต่ปกป้องเขาด้วยวิธีซื่อบื้อ ทำให้ไม่อาจทำใจกลั่นแกล้งได้
ในขณะเดียวกัน หลังจูหมิงทำเรื่องเหล่านี้ เขาก็ไปบอกกล่าวจูปาเม่ย
เขาเล่าด้วยท่าทีขึงขัง “อาจารย์จู ข้าดีใจมากหลังเอาข้าวไปให้พี่ชายข้า แค่ท้องร้องเล็กน้อยเท่านั้น”
“ทำไมถึงท้องร้องเล่า?”
เขาเกาหัวแก้เก้อพลางบอก “ข้าหิว ข้าเอาข้าวของตัวเองให้ไป ข้าก็เลยยังหิวอยู่…”
จูปาเม่ยไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ นางเอื้อมมือไปลูบศีรษะเขา “แล้วเจ้าคิดจะยกให้เขาที่โต๊ะอาหารเลยบ้างหรือเปล่า?”
“พี่ข้าไม่ให้ทำ บอกว่าท่านแม่จะดุและไม่ยอมยกให้เขา”
“ต่อหน้าปู่ ย่า และพ่อเจ้าด้วยหรือ? หากแม่เจ้ากล้ามีปัญหาก็เพียงบอกว่าพี่เจ้าก็เป็นคนสกุลจู ทำไมจะกินข้าวบ้านสกุลจูไม่ได้ ต่อไปเมื่อเจ้าโตขึ้น เจ้าต้องพึ่งพาพี่ชายช่วยดูแลที่ดิน หากไม่ให้พี่ชายกินข้าวตั้งแต่ยังน้อย เขาจะมีแรงไปช่วยเจ้าทำงานได้อย่างไร” จูปาเม่ยนึก ‘เรื่องเจ้าเล่ห์’ ขึ้นมาได้
เหตุที่นางยกเรื่อง ‘ที่ดิน’ ขึ้นมาเพราะต้องการเตือนให้ครอบครัวของจูหมิงรู้ว่าแม้พ่อแม่ของเสี่ยวโต้วจื่อจะตายไปแล้ว แต่พวกเขาก็ยังอาศัยที่ดินของพ่อแม่เสี่ยวโต้วจื่อในการทำมาหากินอยู่
พวกเขาเพาะปลูกบนที่ดินของผู้อื่นแต่ไม่ให้ลูกชายเจ้าของที่กินข้าวให้อิ่มท้อง นี่ไม่มากเกินไปหรือ?
ต่อให้มารดาของจูหมิงจะไม่สะทกสะท้าน แต่ปู่และย่าของเขาจะไม่ฉุกคิดบ้างหรือ?
ถึงอย่างไรพ่อของเสี่ยวโต้วจื่อก็เป็นลูกชายของพวกเขา เป็นพี่ชายของพ่อจูหมิง สายเลือดเดียวกันไม่อาจตัดขาดได้
เมื่อจูหมิงแบ่งข้าวให้เสี่ยวโต้วจื่อในเย็นวันนั้น มารดาเขาก็ตวาดแหวขึ้นทันที “จูหมิง ทำอะไร! ถ้าไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน จะแบ่งทำไมกัน!”
เด็กชายสะดุ้งโหยง แต่เพราะเห็นว่ามีพ่อ ปู่ และย่าอยู่ด้วยจึงแข็งใจบอกออกไป “เขาไม่ใช่คนอื่น เขาเป็นพี่ชายข้า เป็นคนสกุลจูเหมือนกัน มีเลือดสกุลจูอยู่ในตัวเหมือนกัน ทำไมถึงให้เขากินไม่ได้”
“เถียงคำไม่ตกฟากเช่นนี้ ใครสอนเจ้ามา!”
“ข้าพูดเอง!” จูหมิงชูคอกล่าว “อาจารย์บอกว่าเป็นพี่น้องต้องดูแลกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุข ต่อไปเมื่อข้าโตขึ้น พี่ข้าก็จะช่วยข้าแบบนี้เช่นกัน”
ปู่ ย่า และพ่อของเขาที่นั่งกินข้าวอยู่ชะงักไป
ปกติเมื่อมารดาของจูหมิงตักแบ่งข้าว แม้ทุกคนจะเห็นแต่พวกเขาก็เหนื่อยมาทั้งวัน อีกทั้งเสี่ยวโต้วจื่อยังเล็กและไม่กล่าวประท้วง พวกเขาจึงคร้านจะช่วยเหลือ นึกไม่ถึงว่าคนที่โวยวายจะเป็นลูกชายของเขา ไม่ใช่เสี่ยวโต้วจื่อ
แต่ครั้นเห็นข้าวในชามของเด็กทั้งสองคนก็เข้าใจทันที จูหมิงอายุน้อยกว่าสองปีแต่ได้กินข้าวชามใหญ่ ขณะที่อีกคนโตกว่ากลับได้ดื่มเพียงโจ๊กเหลว ๆ หากอิ่มท้องคงน่าแปลกใจ
เมื่อก่อนครอบครัวฐานะยากจน ทุกคนต่างกินแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่
ทว่าตอนนี้ครอบครัวเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มาก ทุกคนเปลี่ยนจากกินโจ๊กมาเป็นข้าวสวย แต่เสี่ยวโต้วจื่อกลับยังต้องกินโจ๊กอยู่ นับว่ามากเกินไปเสียหน่อย
“เจ้า… เจ้าลูกไม่รักดี!” มารดาของจูหมิงเงื้อมือจะตีลูกชายเพราะรู้สึกถูกท้าทายอำนาจ
ทันทีที่ยื่นมือไป สามีก็คว้าแขนนางเอาไว้
เขาทำหน้าถมึงทึง “ทำอะไรของเจ้า ถึงกับจะตีลูกชาย อยากตายหรืออย่างไร”
“เขา…”
“เขาผิดตรงไหน เขารักพี่ชาย แบ่งข้าวให้จะเป็นอะไรไป เด็กยังรู้จักแยกแยะ เจ้าเป็นผู้ใหญ่กลับไม่รู้จักคิด เป็นผู้ใหญ่ภาษาอะไรกัน” เขาต่อว่านาง “มีสมองหรือไม่ แค่โจ๊กเหลว ๆ ใครจะไปกินอิ่ม อยากให้เขาอดอยากตายหรือไงกัน”
“ไม่ใช่… ครอบครัวเรายากจนก็เลย…” นางเถียงข้าง ๆ คู ๆ
“ยากจนแล้วเจ้าจะกินข้าวสวยได้อย่างไร ทั้งครอบครัวจะกินข้าสวยได้อย่างไร ให้เด็กกินโจ๊กแล้วทำไมเจ้าไม่กินบ้าง เจ้ามันคนขี้เหนียว ข้าจะบอกให้ เสี่ยวโต้วจื่อเป็นลูกของพี่ชายข้า เป็นลูกชายคนเดียวของเขา หากเสี่ยวโต้วจื่อเป็นอะไรไป ข้าไม่เอาเจ้าไว้แน่…”