ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 945 ที่แท้แขนเสื้อก็เปื้อนเกินไป
บทที่ 945 ที่แท้แขนเสื้อก็เปื้อนเกินไป
ทันทีที่ซานเป่ากับซื่อเป่าได้ยินก็ตอกกลับ “ไม่จริง ท่านย่าไม่ตีใคร เจ้าโกหก!”
เมื่อเห็นเด็ก ๆ ตั้งท่าจะทะเลาะกัน จูปาเม่ยก็รีบตะโกนห้ามแล้วให้พวกเขากลับไปนั่งประจำที่ ไม่อย่างนั้นวันนี้พวกเขาคงอดได้ดอกไม้แดงกัน
เด็กที่เคยดีใจกับการได้ดอกไม้แดงย่อมไม่อยากพลาดไป จึงพากันกลับไปนั่งประจำที่
“ไม่ว่าใครจะตีใคร การตีคนไปทั่วก็ไม่ถูกต้องใช่ไหม?” จูปาเม่ยกล่าวดึงกลับเข้าประเด็น
ต้องใช้ความพยายามไม่น้อยในการทำให้เด็กที่คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมที่ใช้ความรุนแรงยอมรับว่าการทำร้ายร่างกายคนอื่นเป็นเรื่องผิด
พยายามทำให้พวกเขาคล้อยตามนางว่า ไม่ว่าอย่างไรการตีผู้อื่นก็นับว่าไม่ถูกต้อง ที่เสี่ยวโต้วจื่อถูกดุด่าและตีบ่อยครั้งก็น่าเห็นใจมากไม่ใช่หรือ
ในเมื่อเขาน่าเห็นอกเห็นใจแล้วเราควรทำอย่างไร
จูปาเม่ยยกตัวอย่างอีกหลายกรณี กรณีแรกคือเมื่อเห็นเสี่ยวโต้วจื่อสวมชุดขาด ๆ ไม่ได้อาบน้ำ และเนื้อตัวมอมแมม เราควรรังเกียจ ปาหินใส่เขา และไม่ยอมเล่นกับเขา หรือว่าควรเห็นใจเขา พยายามหาทางช่วยเขา และเล่นกับเขา
ทั้งยังถามให้พวกเขาคิดทบทวนว่าหากตนเองเป็นเสี่ยวโต้วจื่อแล้วมีเด็กคนอื่นรังเกียจและปาหินใส่จะเจ็บและเสียใจหรือไม่
หากรู้สึกเช่นนั้น ต่อไปสามารถทำเช่นนั้นกับเสี่ยวโต้วจื่อได้หรือไม่
“ก่อนเราจะทำสิ่งใดต้องคิดว่าจะทำให้อีกฝ่ายเจ็บหรือไม่ หากทำให้เจ็บก็ต้องหยุดและไม่ทำร้ายกัน เพราะหากทำเช่นนั้นสักวันหนึ่งก็จะมีคนที่แข็งแรงกว่ามาทำให้เจ้าเจ็บเหมือนกัน หมัดของเขาใหญ่กว่าเจ้า ย่อมเจ็บกว่าที่เจ้าไปทำคนอื่นเจ็บ… ไม่มีใครอยากถูกทำร้าย ไม่มีใครอยากถูกรังแก”
“เมื่อเป็นเช่นนั้นทำไมเราไม่หยุดเล่า แทนที่จะรังแกคนอื่น ต้องรู้จัก ‘เห็นอกเห็นใจ’ คนที่ถูกรังแกและเป็นฝ่ายไปชวนเขามาเล่นด้วยกัน”
“เขาไม่ได้ขโมยของจากครอบครัวเจ้า ไม่ได้ปล้นครอบครัวเจ้า ไม่ได้ทำร้ายเจ้า ทำไมเจ้าต้องทำร้ายเขาด้วย?”
……
ด้านจูหมิง หากไม่ใช่เพราะแม่กำชับห้ามไม่ให้เล่นกับเสี่ยวโต้วจื่อ แท้จริงแล้วเขาชอบเล่นกับลูกพี่ลูกน้องที่อายุมากกว่าเพียงสองปีผู้นี้มาก
อีกฝ่ายมีความคิดน่าสนุกมากมายและยังชวนเขาไปเล่นด้วยกัน
เขาเบิกตากว้างเมื่อตระหนักได้ก่อนถามว่า “อาจารย์จู ต่อไปนี้ข้าเล่นกับลูกพี่ลูกน้องได้แล้วหรือ อันที่จริงข้าชอบเล่นกับเขา เพียงแต่ท่านแม่ไม่ยอมให้ข้าเล่น…”
“หากเจ้าชอบแล้วทำไมจะเล่นไม่ได้ เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของเจ้า ใช้สกุลจูเหมือนกัน เลือดในตัวครึ่งหนึ่งก็เหมือนเจ้า เขาเป็นพี่น้องกับเจ้า… วันหน้าเจ้าเติบโตขึ้นแล้วถูกผู้อื่นรังแก ลูกพี่ลูกน้องจะเป็นคนแรกที่ออกหน้าปกป้องเจ้า เป็นพี่ชายที่ดี ทำไมเจ้าถึงจะทอดทิ้งเขาและไม่ยอมเล่นกับเขากันเล่า”
“แต่ท่านแม่ห้ามเอาไว้” จูหมิงยังคงลังเลใจ
ไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้น เด็กคนอื่นที่มีพี่น้องต่างก็อดคิดตามไม่ได้ ใช่แล้ว เมื่อข้าถูกกลั่นแกล้ง พี่น้องก็เป็นคนออกโรงปกป้องข้าเป็นคนแรกไม่ใช่หรือ
“เช่นนั้นก็เป็นความผิดของแม่เจ้า เจ้าควรบอกนางดัง ๆ ต่อหน้าปู่และย่า หรือแม้แต่พ่อเจ้า แล้วเจ้าก็ต้องเล่นกับลูกพี่ลูกน้องด้วย เพราะเขาเป็นพี่ชายเจ้าไปตลอดชีวิต ใครกล้ามาทำร้ายเขาก็เท่ากับทำร้ายเจ้าด้วย”
……
คำพูดของจูปาเม่ยฝังลึกลงในใจของจูหมิง
เมื่อเขาเลิกเรียนกลับมาก็เห็นเสี่ยวโต้วจื่อตั้งหน้าตั้งตาหั่นผักเลี้ยงหมู เขาไม่รอช้าเดินไปช่วยทันที
เสี่ยวโต้วจื่อเห็นเขาในชุดสะอาดสะอ้านแล้วนึกอิจฉาเล็กน้อย “เจ้ามาที่นี่ทำไม อยู่ให้ห่างจากข้าเสีย”
“ข้าจะช่วย อาจารย์จูบอกว่าพี่น้องที่ดีควรร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน หากท่านทำงานข้าจะทำด้วย” สีหน้าจูหมิงดูมุ่งมั่น เขาไปช่วยยกชามอาหารหมูให้
ทว่าเขานึกไม่ถึงว่ามือเล็กของตนจะยกไม่ไหว ทำให้อาหารหมูหกกระจัดกระจายแทน
เสี่ยวโต้วจื่อโมโหมาก “ทำอะไรของเจ้า! ข้าเพิ่งใส่เข้าไปเอง…”
ระหว่างนั้นมารดาของจูหมิงก็เดินออกมาจากครัว เมื่อเห็นเสี่ยวโต้วจื่อขึ้นเสียงใส่ลูกชาย นางก็ไม่พอใจจึงสาวเท้าไปฟาดหลังเสี่ยวโต้วจื่อ “ขึ้นเสียงหรือ! กินข้าวบ้านข้า อาศัยบ้านข้าซุกหัวนอน ยังจะมารังแกลูกข้าอีก กล้าดีนัก…”
เสี่ยวโต้วจื่อถูกทุบตีจนเซจึงโกรธ “ข้าขึ้นเสียงใส่เขาก็เพราะเขาทำให้ข้าเดือดร้อนก่อน…”
นางไม่ฟังคำอธิบายของเขา รู้เพียงลูกชายตนเองถูกรังแกและต้องการสั่งสอนเด็กคนนี้ให้หลาบจำ
จูหมิงเห็นแม่ตนเองทำร้ายเสี่ยวโต้วจื่อแล้วก็รีบกอดขานางไว้พร้อมตะโกนลั่น “อย่าตีนะท่านแม่! อย่าตี เขาเป็นพี่ชายข้า ท่านตีเขาก็เท่ากับตีข้าด้วย ท่านเป็นแม่ที่แย่มาก ฮือ ๆๆ…”
เสียงร้องราวกับหมูถูกเชือดดังสนั่น
ทำเอานางหัวเสียขึ้นมาทันที “มารดาเจ้าสิ ข้าช่วยเจ้าเอาคืนให้ยังจะมาต่อว่าข้าอีก… ไอ้หมาป่าตาขาว!”
นางฟาดหลังจูหมิงให้เขาปล่อยขา
เสี่ยวโต้วจื่อวิ่งหนีไปได้ไม่ไกลก็เดินกลับมาแอบดูข้างกำแพง
เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดอยู่ ๆ ลูกพี่ลูกน้องที่ไม่เคยทำดีกับเขาถึงปกป้องเขาในวันนี้
โง่เง่าหรืออย่างไร อาสะใภ้ตีเขาแท้ ๆ จะโผตัวเข้ามาทำไมกัน
นางทุบตีเขาไม่กี่ครั้งเรื่องก็จบแล้วไม่ใช่หรือ
จูหมิงร้องคร่ำครวญเรียกหาย่า ท้ายที่สุดเมื่อผู้เป็นย่าได้โกรธขึ้นมา แม่ของเจ้าตัวก็จะถูกต่อว่า
“เจ้าก็เหลือเกิน จะอะไรนักหนากับเด็กตัวเท่านี้ วัน ๆ รู้จักแต่จะตีคน หากเจ้าไม่ตีคน ลูกชายเจ้าจะต่อว่าหรือ?”
“เอาละ รีบไปทำมื้อเย็นได้แล้ว เดี๋ยวผัวเจ้าจะกลับมาแล้ว หากไม่เร่งมือจะให้พวกเขากลับมาหิ้วท้องรอหรืออย่างไร”
……
มารดาของจูหมิงไม่พอใจที่ถูกต่อว่า แต่ยังต้องยอมกลับไปทำอาหาร
ส่วนหน้าที่หั่นผักอาหารหมูก็ตกเป็นของย่าของจูหมิง
ระหว่างทำ นางก็พร่ำบ่นไปด้วย “แต่ละคนหาเรื่องไม่เว้นวัน การงานไม่ทำ ข้าแก่ปูนนี้แล้วยังต้องมาคอยตามล้างตามเช็ดให้อีก”
เสี่ยวโต้วจื่อที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงกวักมือเรียกจูหมิงให้ไปหา
จูหมิงเช็ดน้ำตาแล้วเดินตามเขาไปหลังบ้าน
เดิมทีเสี่ยวโต้วจื่อจะใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาให้ แต่เมื่อเห็นว่าแขนเสื้อตนเปื้อนเกินไปก็ให้จูหมิงใช้ชายเสื้อเช็ดแทน
เช็ดไปเขาก็ต่อว่าไปพลาง “เจ้าโง่หรืออย่างไร เห็นแม่เจ้าตีข้าแล้วยังไม่รู้จักหนีไปอีก ทำตัวเองโดนตีไปด้วยโดยใช่เหตุ…”
จูหมิงมองมาอย่างเศร้าสร้อย “ข้าก็ทำเพื่อท่าน ถ้าท่านไม่ใจร้ายกับข้า ท่านแม่ก็ไม่ตีข้าหรอก”
“ยังจะพูดเช่นนี้อีก ข้าหั่นผักอยู่ดี ๆ เจ้าก็เข้ามาทำให้เสียเรื่อง…”
“ข้าทำเพื่อช่วยท่านต่างหาก”
“ช่วยหรือ เช่นนั้นข้าก็ขอขอบคุณ คราวหน้าถ้าเจ้าช่วยอีก ข้าคงได้ถูกแม่เจ้าไล่ออกจากบ้าน”
……