ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 954 กระดกดื่มชาตรงหน้าในคราวเดียว
บทที่ 954 กระดกดื่มชาตรงหน้าในคราวเดียว
จูเหล่าโถวเห็นแม่ลูกพูดคุยอย่างออกรสก็ ‘ท้อใจ’ ข้ามากล่าวฟ้องแท้ ๆ กลับกลายเป็น ‘ตัวตลก’ เสียได้!
เย่อวี๋หรานดูไม่ได้ใส่ใจประเด็นนี้นัก นางพูดถึงทักษะงานฝีมือที่ครอบครัวเศรษฐีมัก ‘ทำเป็นงานอดิเรก’
แน่นอนว่านางเน้นย้ำว่าคนในครอบครัวเศรษฐีสามารถทำงานอดิเรกนี้ได้เพราะไม่รู้จะไปถลุงเงินกับสิ่งใดและมีกินมีใช้เหลือล้น
“พวกเขากินอิ่มนอนอุ่น มีคนคอยรับใช้เมื่อออกไปไหนมาไหน แต่ละวันไม่ค่อยมีสิ่งใดต้องทำจึงสามารถ ‘ตั้งใจ’ กันเรื่องเหล่านี้ได้” เย่อวี๋หรานกล่าวแล้วยกยิ้ม “ดังนั้นต่อไปหากพวกเจ้าออกไปข้างนอกแล้วเห็นว่าพวกเขาทำของพวกนี้ก็อย่าได้งุนงงสงสัย อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่ได้มีสิ่งใดทำฆ่าเวลานอกจากเรื่องเหล่านี้ เทียบกับหญิงสาวชาวบ้านคนอื่น พวกเจ้ายังสามารถย้อมผ้าและเย็บปักถักร้อยได้ ทักษะพวกนี้ทำให้พวกเขา ‘ประหลาดใจ’ ทั้งนั้น…”
นางว่าจบแล้วก็ให้จูปาเม่ย หลินซานเม่ย หลินซื่อเม่ย และคนอื่น ๆ ทำความสะอาดบ้านด้วยตนเอง ก่อนลากตัวจูเหล่าโถวออกมา
ทันทีที่นางหันมาเห็นสีหน้าบูดบึ้งของสามีก็ราวกับถูกตบมาฉาดใหญ่
เขาหงุดหงิดอยู่บ้าง เย่อวี๋หรานไม่อยากพูดกับเขาต่อหน้าลูกชายและลูกสาว นางจูงเขามาที่เรือนหลังใหม่ซึ่งเงียบสงบกว่า
ป้าถังยกชุดน้ำชามาวางบนโต๊ะ เย่อวี๋หรานรินชาก่อนดันถ้วยส่งให้เขา “วันนี้เจ้าปีนเขาสูงมาคงเหนื่อยใช่ไหม ดื่มชาแล้วไปพักผ่อนเถิด”
หญิงเฒ่ากำลังเอาใจเขาอยู่หรือ จูเหล่าโถวนึกได้แล้วก็แปลกใจเล็กน้อย
อย่างที่รู้กันว่าเขาไม่ได้นั่งคุยกับภรรยาแบบนี้มานานแล้ว นางมีงานยุ่งทั้งวัน เขาก็ต้องตามลูกชายไปทำไร่ไถนา แม้จะมีโอกาสได้พบหน้ากันหลายครั้ง แต่ก็มีน้อยครั้งที่จะได้นั่งเสวนากันเป็นจริงเป็นจังเช่นนี้
“เจ้าคิดว่าข้าไม่ไว้หน้าเจ้าและไม่ได้ ‘ต่อว่า’ พวกนางใช่ไหม” นางยกยิ้มมุมปาก “เด็กพวกนี้โตขึ้นแล้ว พวกนางเองก็ต้องการได้รับการไว้หน้าเช่นกัน เมื่อตกดึกแล้วข้าจะให้ปาเม่ยมายกน้ำชาและล้างเท้าให้เจ้าเพื่อชดเชยให้ เป็นเด็กเป็นเล็กพูดจากับบิดาเช่นนั้นได้อย่างไร มันน่าละอายเกินไปแล้ว…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็เบาใจลง แต่ยังขุ่นเคืองอยู่เล็กน้อย “เช่นนั้นทำไมเจ้าไม่พูดอย่างนี้ต่อหน้าทุกคน ไว้หน้าปาเม่ยแต่ไม่ไว้หน้าข้าหรือ”
“จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร แต่ข้าก็ยังผ่อนปรนและไม่ได้ต่อว่าเจ้าเช่นกัน…”
จูเหล่าโถว “…”
ต่อว่าคือไม่ต่อว่า สองอย่างนี้ต่างกันตรงไหน
มันคือการบอกว่าเขาโลกแคบจึงไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่หรือ
“เจ้าจะโทษปาเม่ยที่ไม่รู้ความไม่ได้ ปกติแล้วพวกนางงานยุ่ง ทั้งเย็บปักถักร้อยและย้อมผ้า มีเด็กสาวคนใดในหมู่บ้านมีความสามารถเท่าพวกนางไหม” เย่อวี๋หรานกล่าว “คนอื่นทำได้เพียงซักผ้าและทำอาหาร แต่พวกนางสามารถทำงานหาเงินเองได้ เมื่อแต่งงานออกเรือนไปจะได้ยิ่งมั่นใจ เจ้าไม่ต้องการให้ปาเม่ยมีชีวิตสุขสบายในภายภาคหน้าหรือ”
จูเหล่าโถวย่อมต้องการให้ลูกสาวมีชีวิตสุขสบาย ต่อให้โกรธแต่นางก็ยังเป็นลูกสาวของเขา
เขาเอ่ยว่า “ทำไมข้าจะไม่อยากให้นางสุขสบาย แต่ว่านางเป็นผู้หญิง มีผู้หญิงคนใดไม่จับหม้อไหกระทะ ล้างจาน ซักผ้า ให้อาหารหมูบ้าง… แต่ละวันงานยุ่งนัก เมื่อทำผิดและโดนต่อว่าก็ไม่กล้าตอบโต้กลับ แต่นางกลับบอกว่านางเองก็มีปากมีเสียง เถียงข้าคำไม่ตกฟากเช่นนี้ได้อย่างไร”
“ที่นางเถียงเจ้าก็ผิดจริง ข้าจะให้นางมาขอโทษเจ้า ไม่ต้องห่วงไป ข้าเองก็ไม่ได้สบายใจที่นางกล้าเถียงเจ้าแบบนั้นเช่นกัน”
จูเหล่าโถวเหลือบมอง
นางกล่าวแก้ตัว “ตอนข้ายังสาวข้าก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ ข้าเป็นแบบนี้แล้วนางจะเป็นอย่างไรไปได้ นางเป็นลูกสาวใคร จะด้อยไปกว่ากันได้อย่างไร”
จูเหล่าโถว “…”
เช่นนั้นข้าก็สมควรถูกพวกเจ้าสองแม่ลูกกดขี่ข่มเหงอย่างนั้นหรือ
“หากนางกล้าเถียงเจ้า ข้าก็ไม่ต้องกลัวยามนางแต่งงานออกเรือนไป นางกล้าเถียงผู้อื่นแบบนี้ หากต่อไปถูกคนรังแกก็กล้าร้องโวยวายให้เราได้ยิน นางจะได้ไม่ถูกผู้อื่นรังแกไงเล่า…” เย่อวี๋หรานเอ่ย “เมื่อครั้งข้ายังสาวหากไม่ใช่เพราะข้ากล้าเถียงและสู้กลับ จนทำให้หญิงเหล่านั้นคิดว่าข้าร้ายกาจเกินกว่าจะมารังแกได้ ก็ไม่รู้ว่าจะถูกกลั่นแกล้งถึงขนาดไหน ตอนนั้นมีหรือที่เจ้าจะไม่รู้ว่าความเป็นอยู่ของครอบครัวเราเป็นอย่างไร”
เรื่องนี้จูเหล่าโถวไม่อาจปฏิเสธได้
ในตอนนั้นครอบครัวของพวกเขา ‘ยากจน’ ที่สุดในหมู่บ้าน มีที่ดินเพียงน้อยนิดแต่มีลูกชายหลายคน กินดีอยู่ดีได้ก็นับว่าน่าแปลกใจ
พวกเขามักต้องไปเก็บผักป่าที่พอจะกินได้ ด้วย ‘ความเกรี้ยวกราด’ ของหญิงเฒ่า ไม่ว่านางจะไปยึดที่แถวไหน นางย่อมไม่ยอมให้ผู้อื่นมาเก็บเกี่ยวของนางไปโดยง่าย ทำให้ต้องไป ‘ทะเลาะ’ กันถึงที่บ้าน
เมื่อเวลาผ่านไปจนคนอื่นรู้นิสัยใจคอของนางก็ไม่มีใครมา ‘เก็บเกี่ยว’ ของนางไปโดยง่ายอีก
แท้จริงแล้วสิ่งที่ปลูกบนเขา ใครเก็บได้ก็เป็นของคนนั้น แต่ด้วยความ ‘เผด็จการ’ ของนาง จึงยึดครองมันเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว
“ดังนั้นเจ้าก็ควรดีใจที่ลูกสาวมีความสามารถและกล้ามีปากมีเสียง เจ้าอยากให้นางเป็นอย่างคนในหมู่บ้านที่ถูกบ้านสามีทุบตีเจียนตาย แต่ก็ยังไม่กล้าโวยวายงั้นหรือ ด้วยเหตุนี้นางจึงเป็นคนเดียวในครอบครัวที่ต้องอดตาย” เย่อวี๋หรานว่าต่อ “ต้าเม่ยพี่เมียเจ้าห้าก็เป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือ นางไม่กล้าแข็งข้อกับครอบครัวสามี สามีนางก็ไปคบชู้กับหม่าซานเหนียงแล้วไล่นางออกจากบ้านไม่ใช่หรือ เจ้าไม่เห็นหรือว่าครอบครัวสามีนางมีอำนาจ แต่หากเขามีความสามารถจริง หลี่ว์ต้ายาและน้อง ๆ มาอยู่ที่บ้านเรานานขนาดนี้ทำไมยังไม่เห็นพวกเขามาหาเรื่องที่บ้านเราเล่า”
“ก็ได้ ๆ เจ้าพูดมีเหตุผล ข้าไม่เถียงเจ้าแล้ว” จูเหล่าโถวกระดกดื่มชาตรงหน้าในคราวเดียวแล้วกล่าวว่า “ดื่มชาถ้วยนี้แล้วเจ้าต้องขอโทษข้าบ้าง”
ท่าทีดูเกรงว่านางจะตอกกลับและไม่เชื่อฟังตนเอง
นางหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยว่า “ก็ได้ ข้าขอโทษ แต่ว่าสิ่งใดสมเหตุสมผลก็คือสมเหตุสมผล ต่อให้ปากเจ้าไม่ยอมรับแต่ก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกว่าข้าเอ็นดูปาเม่ยมาตลอด อีกไม่กี่ปีนางก็จะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ต้องไปเป็นครอบครัวผู้อื่น ผู้อื่นอาจต้องการทำไม่ดีกับนาง ข้าไม่มีหนทางอื่น…”
นางไม่ทันพูดจบเขาก็สวนขึ้นมา “ใครมันกล้าดีทำอย่างนั้น ถ้าใครกล้ารังแกลูกสาวข้า ข้าจะคว้ามีดทำครัวไปฆ่าพวกเขาซะ เราอยู่ด้วยกันมานานหลายปี ไฉนเลยข้าจะไม่เข้าใจเจ้า”
“ฮ่า ๆ… ข้าเองก็คว้ามีดไปฆ่าพวกเขาได้เหมือนกัน ข้าฝากชีวิตลูกสาวข้ากับพวกเขาไม่ได้แน่นอน หากมีคนทำไม่ดีกับนางคงแย่ ต่อให้จะได้รับการชดเชยในตอนหลังแต่ความทุกข์ทรมานของนางจะหายไปได้อย่างไร หากการเอาอกเอาใจนางตอนนี้สามารถชดเชยความทุกข์ที่นางต้องพบเจอในอนาคตได้ ข้าก็จะเอาใจนางเท่าที่ข้าสามารถทำได้” เย่อวี๋หรานกล่าว
“แน่นอนว่าอันที่จริงปาเม่ยไม่ได้แย่อย่างที่เจ้าว่า เจ้าคิดว่านางทำอาหารและซักผ้าไม่เป็น ทั้งยังไม่สามารถปรนนิบัติครอบครัวสามีได้ แต่ข้าคิดว่านางสามารถทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ หากครอบครัวสามีนางกล้าไม่พอใจเรื่องนี้ก็นับว่าโง่เต็มทนแล้ว”
ว่าแล้วนางก็ถามสามีกลับ “ข้าเองแต่งงานกับเจ้ามาหลายปี มีลูกชายให้เจ้าหลายคน สั่งสอนให้พวกเขาหาเงิน และยังรอบรู้หลายสิ่ง ข้าเคยเห็นเจ้านึกไม่พอใจข้าหรือต้องการทอดทิ้งข้าบ้างหรือไม่”