ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 957 โรงย้อมผ้าปะทะโรงลวกเส้น
บทที่ 957 โรงย้อมผ้าปะทะโรงลวกเส้น
“พูดถึงเรื่องอาหารแล้วข้าก็มีความคิดบางอย่าง เพียงแค่ยังคิดไม่เสร็จสมบูรณ์ เมื่อสำเร็จแล้วข้าจะมาแจ้งพวกท่าน ให้พวกท่านลองชิมดูแล้วตัดสินใจว่าต้องการนำไปขายในร้านหรือไม่” เย่อวี๋หรานจะกล่าวถึงสิ่งใดได้นอกจากพริก
ปีก่อนนางเก็บเกี่ยวพริกมาได้ไม่น้อย
หากนำไปขายเพียงในร้านที่ตำบลอันจิ่วก็คงเพียงพอ แต่ถ้าจะนำไปขายที่อื่นด้วยก็เกรงจะตึงมือไปเสียหน่อย
ยิ่งไปกว่านั้นนางยังไม่ต้องการ ‘เปิดเผย’ วัตถุดิบอย่างพริกในตอนนี้ จึงคิดหาทางนำไปทำเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูปเพื่อปกปิดความลับได้ง่าย สะดวกในการขายที่ร้าน และยังเป็นตำรับลับ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะทำกิจการต่อไปไม่ได้
ทันทีที่นายท่านผู้เฒ่าซุนและพี่เป้าได้ยินว่านางมีสินค้าใหม่ก็ตาเป็นประกาย “จริงหรือ! จูต้าเหนียง เช่นนั้นท่านต้องเร่งมือหน่อยแล้ว ร้านของเราจะได้รับความนิยมหรือไม่ขึ้นอยู่กับท่านแล้ว”
“ไม่ต้องห่วง ข้ามั่นใจว่าสามารถทำสำเร็จอย่างแน่นอน เพียงแค่ระยะเวลากระชั้นชิดมาก ข้ามีงานอื่นต้องทำ พวกท่านอาจต้องคอยท่าไปก่อน” นางครุ่นคิดก่อนเอ่ยว่า “เอาเช่นนี้ไหม รอเทศกาลไหว้พระจันทร์ ครอบครัวมักกลับมารวมตัวกัน เราถือโอกาสนี้เปิดตัวอาหารใหม่ จะต้องได้รับความนิยมแน่นอน”
“ความคิดของจูต้าเหนียงจะไม่ดีได้อย่างไร” นายท่านผู้เฒ่าซุนลูบเคราตนเองพลางหัวเราะ
“เช่นนั้นข้าจะรอฟังข่าวดี”
เรื่องการขยายสาขาคุยกันเสร็จสิ้นแล้ว นายท่านผู้เฒ่าซุนเดินทางกลับไป เหลือเพียงพี่เป้ากับเย่อวี๋หรานในห้อง
พี่เป้ากล่าวด้วยท่าทีละอายใจ “ข้าขอโทษด้วย จูต้าเหนียง ที่ให้ท่านต้องอยู่ต่ออีกหน่อยเพราะเมื่อครู่นายท่านผู้เฒ่าซุนอยู่ด้วยข้าจึงพูดไม่ได้…”
“ท่านต้องการพูดคุยเรื่องฮูหยินเจี่ยหรือ” นางคาดเดา
นอกจากคนผู้นี้ นางก็นึกไม่ออกว่าพี่เป้าจะต้องการพูดคุยเรื่องใดกับนางอีก
“อืม เรื่องนี้แหละ” เขาบอก “ร้านสาขานี้ที่จริงฮูหยินเจี่ยมีส่วนร่วมด้วย เพียงแค่นางไม่ได้ร่วมมือในส่วนของร้านอาหารที่เราทำร่วมกับนายท่านผู้เฒ่าซุน แต่เป็นส่วนของร้านขายของชำ…”
เขาอธิบายว่านอกจากร้านอาหารแล้วเขายังต้องการเปิดร้านของชำที่ขายสินค้าเบ็ดเตล็ด
บังเอิญว่าปีก่อนหมู่บ้านสกุลจูปลูกมันเทศได้มาก เขาจึงไม่กังวลเรื่องปริมาณเส้นมันเทศและต้องการนำไปขายในร้านของชำนี้ด้วย
“ท่านไม่ได้บอกนายท่านผู้เฒ่าซุนหรือ” เย่อวี๋หรานขมวดคิ้วถาม “ก่อนหน้านี้เราตกลงเป็นหุ้นส่วนกัน ตอนนี้อยู่ ๆ ท่านจะมาบอกว่าต้องการเป็นหุ้นส่วนกับอีกคน หากนายท่านผู้เฒ่าซุนรู้เรื่องนี้จากปากผู้อื่น เขาจะไม่พอใจเอาหรือไม่”
“เรื่องนี้ท่านไม่ต้องกังวล ข้าบอกเอาไว้แล้วว่านอกจากร้านที่เราเปิดร่วมกัน ยังสามารถชักชวนผู้อื่นมาเปิดอีกร้านได้ ขอเพียงไม่ใช่คู่แข่งทางการค้ากัน…” พี่เป้าเอ่ย “นายท่านผู้เฒ่าซุนเองก็เปิดร้านอื่นเช่นกัน เพียงแค่เขายังหาหุ้นส่วนไม่ได้จึงเปิดเองผู้เดียว ทั้งรับวัตถุดิบจากท่านมาทำอาหารและมาขายในร้านเพื่อดึงดูดลูกค้า”
เย่อวี๋หรานเข้าใจเรื่องนี้แล้ว
นายท่านผู้เฒ่าซุนทำกิจการมานาน ต้องมีร้านค้าในมือมากกว่าร้านเดียว
เขาถึงได้ร่วมหุ้นกับพวกเขาเพื่อเปิดร้านอาหารนี้ แต่ก็ซื้อวัตถุดิบจากนางไปขายในร้านอื่นด้วย
“ข้าต่างกับนายท่านผู้เฒ่าซุน ข้าเพิ่งทำกิจการโดยเริ่มจากศูนย์… ด้วยทุกอย่างที่มีในตอนนี้ ข้าอยากเปิดร้านกับฮูหยินเจี่ย จึงต้องการซื้อของจากท่าน”
“แล้วท่านต้องการซื้อมากแค่ไหน”
“ดูว่าท่านจะขายให้ได้มากเท่าไหร่ นอกจากร้านอาหารนี่แล้วท่านยังต้องส่งไปยังเมืองผู่โซ่วอีก ข้ารู้ว่าท่านคงเหลือของอยู่ไม่มาก เอาเป็นว่าของเหลือเท่าไหร่ข้าก็ซื้อเท่านั้น”
“ท่านมั่นใจแล้วหรือ” เย่อวี๋หรานท้วง “ท่านจะเปิดร้านกับฮูหยินเจี่ยได้จริงหรือ”
“ไม่เป็นไร ต่อให้ข้าทำไม่ได้ข้าก็มีวิธีจัดการ” สิ่งที่เขาไม่ได้บอกคือตั้งแต่เขาเริ่มทำกิจการ ก็มีคนมากมายมาถามหาต้นทางของเส้นมันเทศนี้และต้องการหาซื้อกลับไป
เขาย่อมไม่ยอมบอก ทว่าไม่ได้ปฏิเสธเสียทีเดียว
ในเมื่อไม่สามารถครอบครองเองได้ เขาจึงคิดเป็นตัวกลางขายต่อให้คนเหล่านั้น
“เอาเถิด ในเมื่อท่านมีวิธีจัดการ ข้าก็จะไม่ถามให้มากความ อย่างไรเสียตามข้อตกลงเดิม ผู้อื่นจะซื้อจากข้าราคาสูงเท่าไหร่ข้าก็จะคิดราคาเดิมให้ท่าน ไม่ทำให้ท่านต้องเดือดร้อน”
“ขอบคุณมาก จูต้าเหนียง”
……
หลังออกมาจากโรงน้ำชา เย่อวี๋หรานก็ยินดีมาก โชคดีที่นางให้เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสไปแจ้งหมู่บ้านอื่นว่าสามารถปลูกมันเทศในปีนี้ได้ ไม่เช่นนั้นมีลูกค้ามากเพียงนี้แต่ผลิตได้จำนวนน้อยจากเพียงหมู่บ้านสกุลจู เกรงว่าจะเกินตัวไป
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้นางไม่ได้เพียงผูกขาดเส้นมันเทศ แต่ยังมีของอื่น ๆ ที่ผลิตจากมันเทศอีกเล่า
ใช่แล้ว ดูเหมือนทุกคนจะปลูกมันฝรั่งกันด้วยใช่ไหม
หรือนางควรนำไปทำมันฝรั่งแผ่นดี?
หรือจะทำอาหารเสียบไม้ต้มดี?
เย่อวี๋หรานนิ่วหน้า จะทำอาหารเสียบไม้ต้มหรืออะไรก็ช่างเถิด ตอนนี้พักเรื่องนี้ไว้ก่อน ของแบบนั้นต้องใช้คนและหม้อ ตอนนี้นางยืมมือผู้อื่นขายของให้ การทำเช่นนั้นด้วยตนเองดูจะยากลำบากเกินไป
หรือบางทีนางอาจหาคนมา ‘ฝึกฝน’ ก่อน
เมื่อกลับถึงบ้าน นางก็บอกเรื่องที่จะร่วมหุ้นกับผู้อื่นเปิดร้านอาหารอีกสาขาให้ครอบครัวรู้ระหว่างทานมื้อเย็น
“จริงหรือ!” หลิวซื่อได้ยินแล้วก็ลิงโลด “ท่านแม่ ขยายสาขาอีกร้านแบบนี้ ครอบครัวเราจะไม่ร่ำรวยกันแล้วหรือ สิ้นปีคงได้เงินส่วนแบ่งกันไม่น้อย…”
เมื่อนึกถึงเงินที่นางนำออกมานับคืนก่อนก็ยังใจเต้นไม่หาย
มันทำให้รู้สึกว่าหากเป็นอย่างนี้ต่อไปสักสองสามปี นางคงสามารถสร้างเรือนเป็นของตนเองได้
“อืม จริง พี่เป้ายังบอกว่าเขาอยากหุ้นกับผู้อื่นเปิดร้านของชำ และต้องการนำเส้นมันเทศของครอบครัวเราไปวางขาย…” เย่อวี๋หรานกล่าว “ข้าเห็นว่าโรงลวกเส้นหลังบ้านแคบเกินไปหน่อย คาดว่าเราคงต้องขยายให้ใหญ่ขึ้น”
“หา? แต่เราไม่มีที่ว่างในบ้านแล้ว” หลิวซื่อเอ่ย “ท่านมีที่ทางข้างบ้านท่านอยู่ แต่มันก็ถูกใช้เป็นโรงย้อมผ้าของปาเม่ยแล้ว หรือปาเม่ยจะยอมสละให้”
เมื่อจูปาเม่ยได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นตระหนก “จะเป็นแบบนั้นได้อย่างไร ถึงโรงย้อมผ้าของข้าจะไม่ทำกำไรเท่าโรงลวกเส้นของท่าน แต่มันก็เป็นของข้าและซานเม่ยกับซื่อเม่ย ท่านจะมาแย่งที่ไปจากเราไม่ได้”
“โรงย้อมผ้าของเจ้าทำเงินได้เพียงเท่าไหร่กัน” หลิวซื่อเอ่ยดูแคลน “สิบลี้แปดหมู่บ้านมีสักกี่คนมาซื้อผ้า หนึ่งฉื่อได้เงินเพียงสองสามเหรียญ เจ้ายังต้องจ่ายค่าแรงอีก… คำนวณดูแล้วขาดทุนจะตาย เจ้ารู้หรือไม่ว่าโรงงานลวกเส้นทำกำไรได้เท่าไหร่ ซื้อมันเทศมาชั่งละไม่กี่เหรียญ เมื่อทำเป็นเส้นมันแล้วราคาขึ้นมาอย่างน้อยเท่าตัว…”
แม้หลิ่วซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อจะเงียบแต่พวกนางก็เห็นด้วย
เทียบกับโรงงานลวกเส้นแล้ว โรงย้อมผ้าของจูปาเม่ยทำเงินได้ไม่มากนัก เหมือนพวกนางทั้งสามเพียงเล่นสนุกกัน มีพี่สะใภ้คนใดคิดเข้าไปยุ่งเกี่ยวบ้าง
เมื่อกิจการหนึ่งทำเงินได้มากกว่า อีกกิจการหนึ่งย่อมถูกดูแคลน
“ท่านแม่ ดูพี่สะใภ้รองพูดเข้า นางทำเช่นนั้นได้อย่างไร” จูปาเม่ยกระทืบเท้าขณะโวยวายด้วยความโมโห “แม้โรงย้อมผ้าจะไม่ทำเงินเลยมันก็ยังเป็นโรงย้อมผ้าของข้า ข้าทำงานหนักจนมาถึงจุดนี้ได้ ตอนนี้ถึงจะดูไม่เข้าที แต่ต่อไปต้องสามารถสร้างรายได้อย่างแน่นอน นางดูถูกที่ข้าหาเงินได้น้อยจึงไม่ยอมให้ข้าทำกิจการต่อ… นางมีสิทธิ์อะไรทำเช่นนั้น เงินนี้ข้าหามาเองไม่ใช่ของนาง นางไม่ให้ทำกิจการต่อก็ต้องไม่ทำหรือ ข้าไปเอาเงินมาจากใครหรืออย่างไร?”