ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 956 หลายคนตากแดดจนผิวลอก
บทที่ 956 หลายคนตากแดดจนผิวลอก
ในช่วงเช็งเม้งระหว่างที่ต้นข้าวแตกต้นอ่อนในแปลงเพาะ นางเองก็ให้พี่สะใภ้สองคนสลับกันมาทำงาน
อย่างไรเสียที่บ้านก็ยังมีงานต้องทำ ไม่มีทางให้ทั้งสองคนออกมาทำงานพร้อมกันได้ จึงต้องสลับกันออกมาทำงานคนละวัน ทำงานได้คนละครึ่งเดือนก็สามารถหาเงินซื้อเนื้อได้
ชาวนาไม่กลัวอดอยาก แต่ละเดือนมีเนื้อให้กินเพียงไม่กี่มื้อก็นับว่ามีความสุขมากแล้ว
เรื่องที่บรรดาลูกสะใภ้หางานให้คนในครอบครัว เย่อวี๋หรานรู้ดีแก่ใจ เพียงแต่นางเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ราวกับมองไม่เห็น เป็นไปเช่นนี้กระทั่งเดือนสี่อันแห้งแล้งค่อย ๆ จากไปพร้อมการมาเยือนของเดือนห้าอันยุ่งเหยิง
ต้นข้าวในแปลงเพาะเริ่มงอกงาม แตกกิ่งใบเขียวขจี
ทุกครอบครัวคำนวณมาแล้วว่าใกล้ถึงเวลาลงปลูกต้นกล้า พวกเขารายงานกับเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสประจำหมู่บ้าน ก่อนลงมืออย่างขยันขันแข็ง
ปีนี้ทุกคนซื้อที่นาใหม่กัน นอกจากที่ดินหมู่ครึ่งที่ยังปลูกข้าวแบบเก่าเพื่อป้องกันผลผลิตย่ำแย่ ส่วนใหญ่พวกเขาก็เปลี่ยนมาใช้วิธีการปลูกแบบใหม่กัน
ช่วงรุ่งสางก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ จูอู่ และคนอื่น ๆ ตื่นขึ้นมา พวกเขาหยิบตะกร้าไปยังที่นาเพื่อลงปลูกต้นอ่อน
กว่าจะกลับมาจากทำงานหนักช่วงเช้าฟ้าก็สว่างแล้ว
ผู้หญิงสกุลจูเตรียมอาหารเช้าไว้เสร็จสรรพ รอให้สามีกลับมากินค่อยออกไปกับพวกเขาที่นา
เย่อวี๋หรานทักทายเจี่ยงโหย่วเซิง หลังเขากลับมารับสินค้าไปก็พาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปส่งที่สำนักศึกษาให้
เพราะเป็นช่วงที่มีการเพาะปลูกกัน ชั้นเรียนหนังสือของหมู่บ้านสกุลจูจึงระงับไว้เป็นการชั่วคราว ให้เด็ก ๆ อยู่บ้านและกลับมาเรียนในอีกสามวันให้หลัง
แน่นอนว่าเย่อวี๋หรานไม่ให้เด็ก ๆ อยู่เฉย แต่มีการบ้านรายกลุ่มให้ไปเขียนบันทึกการเติบโตของต้นข้าว
นางให้พวกเขาทำการบ้านชิ้นนี้มาตั้งแต่ต้นเดือนสี่ โดยให้พวกเขาคอยสังเกตว่าครอบครัวปลูกข้าวอย่างไร แล้วค่อยมาปรึกษาหารือกันในกลุ่มว่าสังเกตมาได้ถูกต้องหรือไม่
นางไม่ได้ต้องการให้เด็ก ๆ ทำสิ่งใด เพียงแค่หาบางอย่างให้ทำยามว่าง ในเวลาเดียวกันก็เป็นการศึกษา ‘การปลูกข้าว’ จะได้เข้าใจว่าพ่อแม่ทำงานหนักเพียงไหน พวกเขาจะได้เป็นเด็กรู้ความมากยิ่งขึ้น
คนในยุคนี้มักเห็นว่าเด็กยังเล็กคงไม่รู้เรื่องรู้ราว บอกกล่าวไปก็เปล่าประโยชน์ ถึงอย่างไรเมื่อเติบโตขึ้นก็จะเข้าใจทุกอย่างเอง
ทว่าเย่อวี๋หรานที่มาจากศตวรรษที่ 21 รู้ว่าเด็กสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ตั้งแต่เกิด เพียงไม่เข้าใจสิ่งที่บอกกล่าวไปในทันทีเท่านั้น ทว่าหากได้ ‘สังเกต’ และ ‘เลียนแบบ’ ก็จะค่อย ๆ เรียนรู้ความหมายที่ผู้ใหญ่อธิบายด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมา
พูดอีกอย่างคือพวกเขาไม่ได้เข้าใจเมื่อเติบโตขึ้น แต่เกิดจากการเรียนรู้ต่างหาก
นางต้องการชี้แนะให้พวกเขาเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านการสังเกต ยิ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้ทั่วไปก็ยิ่งถูกมองข้ามได้ง่าย มีเพียงการกระตุ้นและแนะแนวทางที่จะทำให้พวกเขาเอาใจใส่กับสิ่งเหล่านั้น
ระหว่างวันแดดแรงขึ้นเรื่อย ๆ แม้ไม่ร้อนเท่าฤดูร้อน แต่หลายคนก็ตากแดดจนผิวลอก
ช่วงนี้ไม่มีใครกล้าเกียจคร้าน ต่างออกไปทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินทุกวันโดยไม่สนโลก เพียงกลัวว่าต้นอ่อนที่เพาะไว้จะเหี่ยวเฉาและไม่งอกงาม
หากมันไม่งอกงามก็หมายความว่าพวกเขาลงปลูกไม่ดี ยังสามารถหาทางแก้ไขได้
ทว่าหากทิ้งเวลานานเกินไปจนต้นอ่อนหมด ต่อให้ต้องการเยียวยาก็สายเกินไปเสียแล้ว
แต่ละครอบครัวจึงอดจะแวะไปดูนาของครอบครัวจูเหล่าโถวไม่ได้ พวกเขารู้สึกว่าหากไม่ได้ไปเห็นและเทียบเคียงคงไม่มีทางวางใจในการเพาะปลูกของตนเองได้
แท้จริงแล้วพวกเขาคิดมากเกินไป ไถพรวนดินด้วยกัน หมักปุ๋ยด้วยกัน ขั้นตอนการปลูกคล้ายกัน ขอเพียงไม่ผิดพลาดมากเกินไปย่อมงอกงามได้เหมือนกัน แต่เมื่อมองแวบแรกอาจรู้สึกว่าการปลูกของครอบครัวตนเองดูไม่เข้าทีจนทำให้ไม่อาจวางใจได้
“ฮ่า ๆๆ… เจ้าเองก็แวะมาดูนาของครอบครัวจูเหล่าโถวเหมือนกันหรือ” จูถงฮว่าเงยหน้าเห็นคนคุ้นเคยเพราะเพิ่งเจอกันตอนมาเมื่อวานนี้
อีกฝ่ายยกยิ้มก่อนกล่าวว่า “หากไม่มาคงไม่มีทางเบาใจลงได้ แล้วเป็นอย่างไรบ้าง ต้นข้าวของครอบครัวเจ้ายังดีอยู่หรือไม่”
“ยังดี เทียบแล้วสูงเกือบเท่านี้…” จูถงฮว่าเทียบกับระดับเข่าตนเอง ก่อนใช้นิ้วเทียบต่อ “กว้างประมาณนี้ แล้วบ้านเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ยังไม่ได้วัดเลย แต่ก็ยังอยู่รอดปลอดภัยกันหมด”
……
ชั้นเรียนหนังสือเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
เมื่อเห็นจูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยสามารถดูแลชั้นเรียนได้ เย่อวี๋หรานก็ไว้ใจและเดินทางเข้าเมืองไป
เพราะพี่เป้าฝากเจี่ยวโหย่วเซิงมาบอกว่าต้องการขยายสาขาและต้องการหารือกับนาง
ดูจากผลประกอบการปีนี้แล้ว นอกจากการติดขัดระหว่างทางเล็กน้อย ส่วนใหญ่พวกเขาก็ทำงานร่วมกันได้ราบรื่น รายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ้นท้ายปีนางได้ส่วนแบ่งมาไม่น้อย ลำพังเพียงเงินส่วนนั้นก็สามารถสร้างเรือนใหม่ได้อีกหลังแล้ว
แน่นอนว่าเมื่อแบ่งเงินก้อนนั้นให้แต่ละครอบครัวในบ้านก็ไม่ได้เหลือมากนัก
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้นางมีลูกชายหลายคนให้ต้องแบ่งปันเล่า
“จูต้าเหนียง น่าจะประมาณนี้ ลองดูว่าท่านมีสิ่งใดต้องการถามหรือไม่” พี่เป้าว่าจบก็จิบชา
นางพยักหน้า “ข้าไม่ได้มีอะไรขัดข้อง พวกท่านคอยดูแลไปก็พอแล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าต้องพูดให้ชัดเจนล่วงหน้า ในเมื่อท่านต้องการขยายสาขาก็ต้องคิดให้ดีว่าจะขายอะไรบ้าง พี่เป้า เหตุที่ร้านนี้ได้รับความนิยมในตำบลอันจิ่วก็เพราะใกล้กับหมู่บ้านสกุลจู วัตถุดิบต่าง ๆ ขนส่งได้สะดวก แต่เมื่อเปิดร้านห่างออกไป จึงไม่สะดวกจะขายอาหารบางอย่าง…”
“อืม เรื่องนี้ข้าก็คิดเอาไว้แล้ว” นายท่านผู้เฒ่าซุนกล่าว “อาหารที่ถนอมไม่ได้เราจะไม่เอาไปขาย เอาแต่เพียงของที่เก็บได้นาน อย่างมันเทศตากแห้งและเส้นมันเทศ เรามีเพียงเท่านั้นก็สามารถทำอาหารประจำร้านเพื่อดึงดูดลูกค้าได้แล้ว ส่วนอาหารอื่นไม่สำคัญ ต่อให้ร้านอื่นมีขายเหมือนกัน แต่ถ้าคนต้องการกินเส้นมันเทศก็ต้องมาที่ร้านเราอย่างเลี่ยงไม่ได้”
“เช่นนั้นก็ดี ส่วนการแบ่งผลกำไรนั้น…” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยท่าทีลังเล “ข้าส่งวัตถุดิบได้น้อยลง ส่วนแบ่งก็ควรปรับเปลี่ยนหรือไม่”
อีกฝ่ายหัวเราะ “ฮ่า ๆๆ… จูต้าเหนียง เรื่องนี้ท่านไม่ต้องกังวล มันจะไม่น้อยลงอย่างแน่นอน เราเปิดสาขาใหม่นี้โดยมีอาหารที่ทำจากเส้นมันเทศเป็นจุดขาย มองจากมุมของท่านอาจเห็นว่าขายวัตถุดิบได้น้อยลง แต่ลูกค้าต่างก็มากินเส้นมันเทศกัน ส่วนแบ่งกำไรจะเปลี่ยนไปได้อย่างไร เคยคิดอย่าไรก็คิดอย่างนั้น จะปรับลดส่วนของท่านได้อย่างไร”
“ข้าเองก็หวังเช่นนั้น เพียงแค่เกรงว่าพวกท่านอาจคับข้องใจและรู้สึกว่าพวกท่านเป็นผู้ลงมือดำเนินการ ข้าเพียงส่งเส้นมันเทศ ข้าจึงคิดว่ามันอาจมากเกินไป…” นางกล่าวทีเล่นทีจริง “ข้ารู้สึกเหมือนตนเองกำลังเอาเปรียบพวกท่าน”
“จูต้าเหนียง คิดอะไรเช่นนั้น หากไม่ได้ท่านข้าคงไม่มาถึงทุกวันนี้ หากไม่สำนึกบุญคุณก็ไม่นับว่าเป็นมนุษย์แล้ว” พี่เป้าบอกพลางส่งยิ้ม “อีกทั้งครอบครัวของท่านก็มีวัตถุดิบมากมาย ไม่ได้มีเพียงเส้นมันเทศ ข้ายังรอนำวัตถุดิบอื่น ๆ ไปทำอาหารขายให้ลูกค้าอยู่ เมื่อมีลูกค้ามากขึ้นกิจการก็ดีขึ้น เมื่อกิจการดีขึ้นข้าก็มีรายได้มากขึ้น”