ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 959 ถอนหายใจโล่งอกเฮือกใหญ่
บทที่ 959 ถอนหายใจโล่งอกเฮือกใหญ่
“คิดอะไรของเจ้า” เย่อวี๋หรานถาม “เจ้าก็ดูแลโรงลวกเส้นมาตลอดไม่ใช่หรือ ข้าว่าเจ้าจะจัดการได้ดีไม่น้อย”
“ท่านแม่ แต่แบบนี้ไม่มีท่านคอยหนุนหลังข้า ยามมีท่านคอยดูแล ข้าไม่มีสิ่งใดต้องหวั่นใจ…” หลี่ซื่ออธิบายกระมิดกระเมี้ยน “ทันทีที่ท่านบอกว่าต้องการยกกิจการนี้ให้เรา เราต้องจ่ายเงินค่าก่อสร้างโรงงานใหม่นี้เองและยังต้องตั้งใจทำให้ดีด้วย ข้าจึงไม่มั่นใจนัก หากพบเจอปัญหาขึ้นมา พวกเราคงไม่มีปัญญาแก้ไขได้…”
“แล้วจะเจอปัญหาอะไรบ้างเล่า?”
“ก็อย่าง… หากขายเส้นมันเทศไม่ได้” หลี่ซื่อสุ่มยกตัวอย่างขึ้นมา
“ด้วยสถานการณ์ในยามนี้ก็คล้ายจะไม่มีทางขายไม่ออก นอกเสียจากทุกคนจะปลูกมันเทศได้งอกงามและสามารถทำเส้นมันเทศได้เอง ทำให้ไม่ต้องออกไปหาซื้อจากด้านนอก” เย่อวี๋หรานเอ่ย “แต่ว่าต่อให้เกิดเรื่องเช่นนั้นก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี ช่วงเวลานี้เพียงพอให้พวกเจ้าทำเงินได้มากแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องการหารายได้ระหว่างช่วงนั้นหรือ”
“ท่านแม่หมายความว่าช่วงหลายปีนั้นสามารถทำเงินได้แน่นอน แต่พ้นจากนั้นไปก็ยังไม่แน่นอนหรอกหรือ” หลี่ซื่อรับรู้ได้ถึงบางอย่าง
จูอู่มองหน้าพี่สะใภ้สี่หลายครั้งด้วยความประหลาดใจ เขานึกไม่ถึงว่านางจะสามารถตีความได้ในทันที
“ข้าไม่มั่นใจก็จริง ทว่าเมื่อพ้นช่วงนั้นไปสกุลจูย่อมหาหนทางออกได้อีกครั้งอย่างแน่นอน ถึงยามนั้นต่อให้พวกเจ้าทำโรงงานลวกเส้นต่อไม่ได้ก็ยังทำอย่างอื่นได้ ข้าไม่ได้เป็นกังวลแต่อย่างใด…” เย่อวี๋หรานกล่าว “ตอนนี้ข้าเป็นห่วงเรื่องปัญหาการบริหารจัดการมากกว่า เมื่อสร้างโรงงานใหม่ขึ้นย่อมต้องใช้คนงานมากขึ้น เจ้าต้องรับประกันคุณภาพของเส้นมันเทศและความปลอดภัยของคนงาน หากมีคนกินเส้นมันเทศแล้วท้องร่วงหรือบาดเจ็บระหว่างลวกเส้น… จะเกิดปัญหาได้”
“ข้าไม่กังวลเรื่องนี้ ข้าคิดว่าตนเองสามารถจัดการได้ดีทีเดียว” ถึงอย่างไรหลี่ซื่อก็คอยจัดการดูแลมาตั้งแต่ต้น เรื่องนี้นางจึงค่อนข้างมั่นใจ
“เช่นนั้นเจ้าจะยังมีเรื่องใดต้องกังวลอีก”
หลี่ซื่อมีกำลังใจขึ้นมาในทันที “ไม่แล้ว หลังได้ยินท่านแม่กล่าวเช่นนี้ ข้าก็กลับมารู้สึกว่าตนเองสามารถทำได้”
“แท้จริงเจ้าสามารถลองทำดูก่อนได้ นี่ถือเป็นโอกาสให้ฝึกฝน ภายภาคหน้าครอบครัวของเราจะมีกิจการเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้มีเพียงแค่ที่เจ้าดูแลอยู่” เย่อวี๋หรานเอ่ยพลางมองหน้าลูกสะใภ้คนอื่น “คนอื่นก็เหมือนกัน พวกเจ้าต้องเรียนรู้การบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้เอาไว้ ไม่เช่นนั้นข้าจะอยู่ดูแลได้อีกนานแค่ไหน ต่อไปหากเกิดเรื่องขึ้นก็มาหาข้า หากไม่เกิดสิ่งใดก็จัดการกันไปเอง ระหว่างนี้ข้าจะตั้งใจกับชั้นเรียนหนังสือประจำหมู่บ้านและการอบรมสั่งสอนลูกหลานในบ้าน…”
คนเรามีพละกำลังจำกัด หากนางง่วนอยู่กับกิจการสกุลจู คงไม่มีกำลังเหลือจะไปทำสิ่งอื่น
อย่างนางต้องคอยเฝ้าดูที่นาของครอบครัว (ใช่ว่านางต้องการไปเฝ้าดู แต่ทุกคนไม่มั่นใจว่าปลูกข้าวถูกขั้นตอนหรือไม่ จึงอยากให้นางไปช่วยดูให้) ต้องดูแลกิจการของครอบครัวในเมือง ต้องดูแลโรงลวกเส้น ต้องดูแลการศึกษาเล่าเรียนของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า และยังต้องดูแลชั้นเรียนหนังสือประจำหมู่บ้าน แต่ละวันต้องทำหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้ยุ่งหัวหมุนไม่น้อย
หากต้องคอยดูแลทุกอย่างเช่นนี้จะหายใจหายคอได้อย่างไร
ถือโอกาสที่สกุลจูยังเจริญก้าวหน้าไม่เต็มที่ หยิบยื่นสักสิ่งสองสิ่งให้ทุกคนฝึกฝนและค่อย ๆ ‘บินเดี่ยว’
อย่างกิจการโรงย้อมผ้า จูปาเม่ยก็ทำได้ดีไม่ใช่หรือ?
เด็กสาวกับหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยทำกิจการด้วยกัน ไม่ต้องให้นางเข้าไปยุ่มย่าม (ยกเว้นเรื่องฮูหยินเจี่ยที่ต้องช่วยเหลือ) ทั้งจัดหาคนงาน จัดการคำสั่งซื้อ บริหารจัดการ ดำเนินการตามขั้นตอน แม้จะมีข้อขัดข้องเกิดขึ้นบ้างแต่สุดท้ายก็ผ่านพ้นมาได้
เด็กสาวทั้งสามไม่เพียงแต่ง่วนกับงานในโรงย้อมผ้า ยังต้องช่วยนางสอนหนังสือในชั้นเรียน คนหนึ่งแทบจะแยกร่างเป็นสอง
ในเมื่อเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ยังสามารถทำได้ นางจึงเห็นควรว่าจะมอบโอกาสให้กับลูกสะใภ้ทั้งหลาย
ก่อนหน้านี้หลี่ซื่อดูแลโรงงานลวกเส้นมาพักหนึ่งแล้ว เจ้าตัวรู้กระบวนการทั้งหมดอย่างถ่องแท้ ลูกสะใภ้คนอื่นมีเข้ามาช่วยเหลือด้วย สิ่งเดียวที่ขาดหายไปคือ ‘การทำงานด้วยตัวเอง’
ถือโอกาสช่วงที่สร้างโรงงานลวกเส้นใหม่ให้พวกนางได้ฝึกปรือฝีมือ
แน่นอนว่านางไม่ได้ปล่อยให้พวกนาง ‘ฝึกฝน’ ไปเรื่อยเปื่อย แต่ให้แต่ละคนหารือและ ‘วางแผน’ ออกมาเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด
ทว่าเขียนหนังสือไม่ได้แล้วจะวางแผนเป็นได้อย่างไร
ไม่เป็นไร ให้พวกนางยืมตัวจูปาเม่ยไปช่วยยังได้
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อ “…”
ท่านแม่ ไม่จำเป็นต้องให้เรายืมตัว ยุ่งยากเกินไปเสียแล้ว เราเพียงพูดคุยกันไม่ได้หรือ
จูปาเม่ย : …ท่านแม่ ข้ายังงานยุ่งไม่พอหรอกหรือ ฮือ…
เมื่อแม่สามีตัดสินใจแล้วพวกนางก็ไม่กล้าทักท้วง ทำได้เพียงกัดฟันและยอมทำตามคำสั่งแต่โดยดี
ไม่กี่วันต่อมา พวกเขาก็มารวมตัวหันหารือเพื่อสิ่งที่เรียกว่า ‘แผนการ’
ลูกสะใภ้หลายคนไม่มีประสบการณ์ แต่จูปาเม่ยมี นางนำคำถามทั้งหมดที่มารดาเคยถามตนเองมาถามพี่สะใภ้ จากนั้นค่อยนำต้นแบบแผนการที่ใช้ทำโรงย้อมผ้ามาปรับสร้างเป็นอีกแผนหนึ่ง และคอยถามย้ำกับพวกนาง “หมายความว่าเช่นนี้ใช่หรือไม่”
“จำนวนคนเท่านี้ใช่หรือไม่”
“เวลานี้ใช่หรือไม่”
……
หลังทบทวนกันอยู่หลายครั้ง นางก็ได้การยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์จากบรรดาพี่สะใภ้เสียที
จูปาเม่ยปาดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริงบนหน้าผากแล้วถอนหายใจโล่งอกเฮือกใหญ่ “เอาละ เอาแผนการนี้ไปรายงานกับท่านแม่กัน หากนางไม่ขัดข้องเราก็สามารถดำเนินการตามนี้ได้…”
แทนที่จะกล่าวว่าหลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อหารือกัน ควรเรียกว่าหลี่ซื่อกับจูปาเม่ยหารือกันจะถูกต้องกว่า
หลิ่วซื่อไม่รู้เรื่องรู้ราวสักนิด นางบอกว่าไม่เข้าใจ รู้แต่ว่าเหตุใดเส้นมันเทศถึงได้รับความนิยม ส่วนหลิวซื่อคิดเล็กคิดน้อยเกินไป ไม่เพียงแค่ไม่อาจออกความเห็นใดได้แต่ยังคอยจับผิดอีกด้วย ด้านหลินซื่อดีกว่า ดีเกินไป นางไม่เข้าใจสิ่งใด รู้แต่จะเชื่อฟังคำของพี่สะใภ้สี่
หลี่ซื่อ : “…”
เจ้าเอาแต่ฟังคำข้าแล้วเจ้าจะทำประโยชน์อะไรได้เล่า
เย่อวี๋หรานให้พวกนางวางแผนไม่ได้ต้องการเห็นแผนที่สมบูรณ์แบบ แต่ให้เคยมีประสบการณ์ หากไม่ทำเช่นนี้คงได้ทำงานไปเรื่อยเปื่อย
หลังอ่านดูแล้วนางก็ถามเพียงไม่มากก่อนปล่อยให้พวกนางไปจัดการต่อ
หลังจากนั้น จูปาเม่ยจึงดำเนินการตามแผน นางเอาไปให้เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสตรวจดูเพื่อทำ ‘สัญญา’ เลี่ยงปัญหาในอนาคตเมื่อตั้งกิจการขึ้น
“จะสร้างโรงลวกเส้นใหม่หรือ?” เมื่อเจ้าหน้าที่ทางการได้รู้ความประสงค์ของพวกนางก็ประหลาดใจอยู่บ้าง “แม่เจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่”
“รู้แล้วเจ้าค่ะ นางให้พวกเรามาหาท่านเอง” หลี่ซื่อเอ่ย “เราหารือเรื่องนี้กันมาหลายวันแล้ว”
“แม่เจ้าเป็นคนต้นคิดหรือพวกเจ้าเสนอความคิดกับนาง?” เขาไม่เร่งรีบให้พวกนางลงนามในสัญญาแต่กลับถามไถ่ต่อ
หลี่ซื่อเข้าใจทันทีที่ได้ยินคำเขา เจ้าหน้าที่ทางการคงกังวลว่าพวกนางจะมีเรื่องขัดแย้งกับแม่สามี นางจึงส่งยิ้มให้ “ท่านแม่เป็นต้นคิดเรื่องนี้เอง นางบอกเราหลังกลับจากในเมือง ตอนนั้นเรายังเป็นกังวลว่าจะไม่มีปัญญาจัดการดูแลกิจการเอง อยากให้ท่านแม่เป็นที่ปรึกษาและผู้นำต่อไป… แต่นางไม่เห็นด้วยและบอกว่าตนเองมีเรื่องต้องทำมากแล้ว ทั้งต่อไปยังต้องการตั้งใจกับชั้นเรียนหนังสือ ดูท่าทางแล้วนางคงอยากสอนหนังสือให้เด็ก ๆ เป็นปัญญาชน”
เดิมทีนางอยากจะบอกว่าให้เป็นซิ่วไฉ ทว่าเกรงจะดูโอ้อวดเกินไปแล้วจะไม่เป็นผลดีกับเย่อวี๋หราน