ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 958 มารดาเก่งกาจเพียงนี้แล้วลูกสาวจะด้อยไปกว่ากันได้อย่างไร
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 958 มารดาเก่งกาจเพียงนี้แล้วลูกสาวจะด้อยไปกว่ากันได้อย่างไร
บทที่ 958 มารดาเก่งกาจเพียงนี้แล้วลูกสาวจะด้อยไปกว่ากันได้อย่างไร
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยอยู่ไม่สุขเช่นกัน
แม้โรงย้อมผ้าจะไม่ได้ทำเงินได้มากนัก แต่ก็เป็นกิจการที่พวกนางสามคนรับผิดชอบดูแล จะมีรายได้มากหรือน้อยก็เป็นเรื่องของพวกนาง หากถูกปิดกิจการแล้วแทนที่ด้วยโรงลวกเส้น พวกนางก็คงขาดรายได้ทางนี้ไม่ใช่หรือ
เดิมทีกว่าเด็กสาวจะได้ทำงานนั้นไม่ง่าย คราวหน้าหากต้องการโอกาสอีกก็ไม่รู้ว่าต้องเฝ้ารอถึงเมื่อไหร่
ทว่าสองพี่น้องไม่กล้าเปิดปาก กลัวว่าหากพูดออกไปแล้วจะถูกหลิวซื่อดุด่าว่าพวกนางไม่ใช่คนสกุลจู ต่อให้อยู่กินด้วยกันก็ตาม หาเรื่องกันเช่นนี้อยากถูกเฉดหัวหรืออย่างไร
เย่อวี๋หรานคาดไม่ถึง นางเพียงต้องการขยับขยายโรงลวกเส้น กลับกลายเป็นว่ามีคนคิดจะใช้พื้นที่ข้างบ้านนาง
นางพูดไม่ออก “ข้าบอกว่าจะตั้งโรงลวกเส้นข้างบ้านข้าเมื่อไหร่กัน”
“แต่ว่าพี่สะใภ้รองพูด!” ทันทีที่จูปาเม่ยได้ยินว่ามารดาไม่ได้คิดทำเช่นนั้นก็รีบบอก “ข้าบอกท่านไปแล้วว่าโรงย้อมผ้าของข้าเปิดกิจการมาแล้ว นางมีสิทธิ์อะไรมาแย่งที่ของข้าไป ท่านแม่ ท่านต้องคุยกับนาง ทุกอย่างล้วนมาก่อนได้ก่อน นางจะทำตามอำเภอใจได้อย่างไร…”
“ท่านแม่ หากไม่ตั้งโรงลวกเส้นที่นั่นแล้วจะไปตั้งที่ไหน”
“สร้างใหม่ก็ได้ไม่ใช่หรือ” เย่อวี๋หรานบอกหน้านิ่ง
“หา? สร้างใหม่หรือ!” หลิวซื่อตกใจ “ท่านแม่ ท่านล้อเล่นแล้ว ของอย่างนี้จะสร้างอย่างไร”
คนอื่นงุนงงไม่ต่างกัน
“จะ… สร้างใหม่อย่างไรได้เล่า?” จูเหล่าโถวคลางแคลงใจเล็กน้อย “โรงลวกเส้นของเราก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ แม้คับแคบไปหน่อยแต่ก็มีพื้นที่ว่างโดยรอบ เพียงขยายออกไปด้านข้างก็พอ… ที่ว่าสร้างใหม่หมายถึงอะไรกัน เลือกทำเลใหม่แล้วสร้างใหม่ทั้งหมดอย่างนั้นหรือ”
ด้วยความรู้ใจภรรยา เขาจึงคิดว่านางหมายความเช่นนั้น
แน่นอนว่าเย่อวี๋หรานพยักหน้ารับ “ใช่ ข้าหมายความว่าอย่างนั้น”
“ท่านแม่ แล้ว… จะเอาเงินจากไหนมาสร้างโรงงานใหม่นี้” หลี่ซื่อสับสน
นางรับผิดชอบการบัญชีของครอบครัว รู้ดีกว่าใครว่ามีเงินเข้าออกมากเท่าไหร่
เพียงนึกไม่ถึงว่าแม่สามีจะทุ่มทุนเช่นนี้ แม้ปีที่แล้วครอบครัวจะมีรายได้มากมาย แต่ก็ค้างค่ารักษาพยาบาลกับท่านหมอเอาไว้ถึงสองร้อยตำลึงเงิน หากนำไปใช้คืน รายได้ที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเหลือไม่มากนัก
นางคิดว่าแม่สามีจะซื้อที่ดินเพิ่มและสร้างเรือนอีกหลัง กลับกลายว่าเจ้าตัวต้องการสร้างเรือนจริง ๆ แต่ใช้เป็นโรงลวกเส้นที่ไม่ได้ให้คนอาศัยอยู่
เย่อวี๋หรานกล่าว “แต่ละครอบครัวก็ช่วยกันออกเงินสิ”
หลี่ซื่อชะงัก “แต่ละครอบครัว… ช่วยกันออกเงินหรือ! ท่านแม่ หมายความว่าอย่างไร ลูกสะใภ้อย่างเราจะจ่ายเงินก้อนนี้ได้อย่างไร”
เงินนี้แม่สามีควรเป็นคนออกไม่ใช่หรือ
ต่อให้ไม่ใช่นางก็ควรต้องให้สามีออกหน้าแทน
“ท่านแม่ ข้าไม่มีเงินหรอก!” หลิ่วซื่อที่เงียบมานานตกใจจนต้องท้วงออกมา
“ท่านแม่ ข้าเองก็ไม่มีเงินเช่นกัน…” หลินซื่อว่าตาม “ข้าได้เงินส่วนแบ่งเมื่อสิ้นปีก่อนก็จริง แต่ข้าก็มีน้องสาวสองคนและหลานอีกสามคน ต้องดูแลคนมากมาย ข้าไม่มีเงินหรอก…”
“ท่านแม่ ข้าต้องเลี้ยงอู๋เป่า จะไปหาเงินที่ไหนมาให้ท่านได้…” หลิวซื่อไม่ยอมออกเงินเช่นกัน ถึงอย่างไรนางก็ได้ส่วนแบ่งเพียงน้อยนิด ยังต้องการเก็บออมเอาไว้สู่ขอภรรยาให้อู๋เป่า
ด้านอู๋เป่าที่ยังขบนิ้วตนเองอยู่ “…”
ท่านแม่ ท่านมองการณ์ไกลเกินไปแล้วหรือไม่
“พวกเจ้าไม่ต้องการออกเงินหรือ” เย่อวี๋หรานทำทีประหลาดใจ “ไม่จริงน่า ข้าว่าจะยกโรงงานลวกเส้นให้ลูกสะใภ้ จึงคิดจะคำนวณเงินที่ต้องใช้ในการสร้างโรงงานใหม่ ให้แต่ละครอบครัวออกเงินเท่า ๆ กัน ข้าจะออกเงินส่วนของเจ้าสาม เจ้าหก กับเจ้าเจ็ดออกไปก่อน รอจนกว่าพวกเขาแต่งสะใภ้เข้าบ้าน ค่อยให้พวกนางมาชดใช้คืนให้ข้า… ในเมื่อโรงลวกเส้นเป็นของลูกสะใภ้ก็ต้องช่วยกันออกเงินสร้าง นอกจากเงินส่วนแบ่งแล้ว โรงลวกเส้นนี้ทำเงินได้เท่าไหร่พวกเจ้าก็แบ่งรายได้กันเอง”
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อใจเต้นแรง
มันนับเป็นโอกาสดีไม่ใช่หรือ!
โรงลวกเส้นนี้ไม่ถือเป็นกิจการในครอบครัว แต่เป็นของบรรดาลูกสะใภ้ไม่ใช่หรือ
ปีก่อนโรงงานลวกเส้นทำเงินได้มาก ปีนี้ยอดขายเพิ่มขึ้นย่อมต้องได้เงินมากขึ้น
ทว่ายามนี้แม่สามีนั้น….
“ท่านแม่ ท่านคิดจะยกโรงลวกเส้นให้ลูกสะใภ้จริงหรือ” หลี่ซื่อกลืนน้ำลายและเริ่มคล้อยตาม
ทว่านางยังเป็นกังวลว่าหากไม่มีแม่สามีนำทาง กิจการนี้จะย่ำแย่ลงหรือไม่
มีแม่สามีอยู่ด้วยนางไม่ต้องกังวลสิ่งใด เพียงทำตามสั่งและ ‘รอรับเงิน’ เมื่อไม่มีอีกฝ่ายแล้วนางคงต้องวิตกกับทุกสิ่งเพราะกลัวจะเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้น
เย่อวี๋หรานพยักหน้ารับ “อืม! นอกจากเมียเจ้าห้า พวกเจ้าต่างก็เป็นแม่คนแล้ว มีลูกให้ต้องหาเลี้ยง ไม่หาช่องทางให้พวกเจ้าทำมาหากินแล้วต่อไปจะส่งเสียหลานข้าเล่าเรียนได้อย่างไร แม้จะมีเงินจากส่วนแบ่งไปจ่ายค่าเล่าเรียน แต่ก็ไม่ได้มีเพียงค่าเล่าเรียนที่ต้องจ่าย ยังมีหมึก กระดาษ เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่ ค่าโดยสาร…เจ้าในฐานะแม่เองก็ต้องมีรายได้บ้าง”
“ถึงจะพูดเช่นนั้นแต่พวกเราก็…” ก่อนจะคิดไปไกลถึงเรื่องทำเงิน หลิวซื่อยังหวั่นใจ “ข้าไม่เคยทำเรื่องอย่างนี้มาก่อน หากผิดพลาดขึ้นมาแล้วจะทำอย่างไร”
“ปาเม่ยเองก็ทำโรงย้อมผ้าไม่ใช่หรือ แม้จะมีคนน้อยหน่อยแต่ก็ไม่เห็นว่านางจะทำสิ่งใดผิดพลาด..” เย่อวี๋หรานกล่าว “ปาเม่ยอายุเพียงเท่านี้ยังสามารถทำได้ พี่สะใภ้อย่างพวกเจ้าจะสู้นางไม่ได้เชียวหรือ”
หลิวซื่อสะอึก : … จะสู้ได้อย่างไร จูปาเม่ยเป็นลูกสาวท่าน มารดาเก่งกาจเพียงนี้แล้วลูกสาวจะด้อยไปกว่ากันได้อย่างไร
เพียงแค่นางไม่กล้าพูดคำเหล่านั้นออกมา
หลินซื่อวิตกจึงลอบสะกิดจูอู่ระหว่างที่ผู้อื่นไม่สังเกตแล้วกระซิบถาม “เรื่องนี้ข้าต้องทำจริง ๆ หรือ”
เขาคาดเดาไว้แล้วว่านางต้องถาม จึงตอบว่า “ลองถามทุกคนดู”
หลินซื่อแข็งใจหันไปถามหลี่ซื่อ “พี่สะใภ้สี่ ท่านคิดว่าอย่างไร”
หลี่ซื่อประเมินสถานการณ์แล้วจะตอบอย่างไรได้ “ข้าก็ไม่รู้ ข้าเองก็ไม่เคยทำจึงกังวลอยู่บ้าง ท่านแม่เองก็มีเหตุผล ถึงได้ยกกิจการนี้ให้เรา”
“ท่านแม่บอกเองไม่ใช่หรือว่านอกจากข้าแล้วพวกท่านเป็นแม่คนกันแล้ว จึงต้องมีช่องทางทำเงิน…”
“เจ้าไม่รู้ความหมายของข้า” อีกฝ่ายบอก “ข้าหมายความว่าจะเกิดปัญหากับกิจการนี้หรือไม่ต่างหาก”
นางตกใจ “ไม่มีทาง… ท่านแม่จะขุดหลุมพรางเราไปทำไม”
“บางทีอาจเป็นการลองใจ” หลี่ซื่อหวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น ทว่าอยู่ ๆ มีขนมร่วงมาจากฟ้าแบบนี้ทำเองนางหวั่นใจเล็กน้อย
เพราะพวกนางกระซิบคุยกัน ทุกคนจึงเห็นเพียงพวกนางพูดแนบหูกัน ฟังไม่ถนัดว่าคุยเรื่องอะไรกันแน่
เย่อวี๋หรานเห็นเช่นกัน นางจึงหันไปถาม “พวกเจ้าคุยอะไรกัน พูดมาให้ทุกคนได้ยิน คุยกันสองคนจะมีประโยชน์อะไร จะคุยก็คุยให้รับรู้กันทั้งหมด”
“ท่านแม่ ไม่ได้คุยอะไร น้องสะใภ้ห้าเพียงถามว่าคิดเห็นอย่างไร…” หลี่ซื่อกลัวหลินซื่อจะหลุดปากจึงจับมือนางไว้แล้วชิงบอก “ข้าจะไปคิดเห็นอย่างไรได้ ข้าเองก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวมากนัก”