ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 960 แฝงการ ‘ตีวัวกระทบคราด’
บทที่ 960 แฝงการ ‘ตีวัวกระทบคราด’
เจ้าหน้าที่ทางการนึกไม่ถึงว่าเย่อวี๋หรานจะเอาใจใส่ชั้นเรียนหนังสือจน ‘ละทิ้ง’ โรงงานลวกเส้นที่สร้างรายได้มากมาย เขาถึงกับตื้นตันใจ “สมกับที่จูต้าเหนียงเป็นผู้ประเสริฐ ถึงกับปล่อยมือจากโรงงานลวกเส้น แม้แต่ข้ายังเทียบไม่ได้สักนิด…”
“แล้วเจ้าจะไปสร้างโรงงานที่ไหน?”
“บนที่ว่างหลังหมู่บ้าน ไม่ใกล้กับแม่น้ำเกินไป เพียงแค่ให้สะดวกในการตักน้ำมาใช้ในโรงงาน
“ที่ดินผืนนั้นนี่เอง ได้สิ”
……
เลือกทำเลได้แล้ว เจ้าหน้าที่ทางการก็นำสัญญามาให้พวกนางลงชื่อ
จากนั้นหลี่ซื่อจึงเอ่ยปากคุยกับเขาเรื่อง ‘การจัดหาคนงาน’
พวกนางต้องการสร้างโรงงานใหม่จึงจำเป็นต้องมีคนงานก่อสร้าง ประจวบเหมาะกับช่วงที่ชาวบ้านว่างหลังปักดำนาข้าวเสร็จ ทำให้นางอยากเกณฑ์ชาวบ้านมาช่วยงาน
แม้จ่ายค่าแรงไม่สูงเท่าไปเป็นคนงานชั่วคราวข้างนอกแต่ก็มีอาหารเลี้ยง อีกทั้งพวกเขายังสามารถขอสิทธิพิเศษให้ภรรยาที่บ้านได้ เพราะหลังจากโรงงานสร้างเสร็จจะมีการรับคนงานหญิงกลุ่มใหม่
เมื่อทุกคนได้ยินว่าสกุลจูจะสร้างโรงงานลวกเส้นใหม่ก็ประหลาดใจไม่น้อย ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว พวกเขาบอกว่าพ่อค้าเพียงตั้งโรงงานชั่วคราวไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดถึงจะสร้างโรงงานใหม่เล่า?
“ใช่ว่าก่อนหน้านี้เราทำงานกันไม่ดีเสียหน่อย พ่อค้าผู้นั้นพึงพอใจมาก จึงสั่งมาว่าให้ขยายกิจการ…” หลี่ซื่อยิ้มร่าพลางอธิบาย “ใช่แล้ว ชาวบ้านหลายคนในหมู่บ้านว่างกันแล้ว เราจึงอยากจ้างงาน สามีของพวกเจ้าว่างหรือไม่ หากว่างก็มาช่วยงานครอบครัวข้า เราจะเลี้ยงอาหารเอง”
“ได้เลย รอก่อน พรุ่งนี้ข้าจะให้เขามารายงานตัว…” อีกฝ่ายรับคำ “กันที่เอาไว้ให้ข้าด้วย แล้วข้าจะไปช่วยงานครอบครัวเจ้าเอง”
“ได้ ข้าจะกันที่เอาไว้ให้ ถึงอย่างไรคราวนี้เราก็ต้องจ้างคนงานเพิ่มอีก ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนมากเกินไป” หลี่ซื่อเตือน “เจ้าอย่าไปเชิญชวนญาติมิตร โรงงานตั้งอยู่ไกลเกินไป เดินทางไปกลับไม่สะดวก เรายังไม่ประกาศรับคนงานอย่างเป็นทางการ หลังเก็บเกี่ยวมันเทศปลายปีค่อยพิจารณาดูอีกครั้ง…”
“อ้าว เจ้าบอกว่า… จะสร้างโรงงานอีกแห่งช่วงสิ้นปีไม่ใช่หรือ?”
หลี่ซื่อส่งสีหน้าเป็นปริศนา “ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้น ไม่คุยกับเจ้าแล้ว ข้ายังมีเรื่องต้องทำ ขอตัวก่อน เอาไว้คุยกันวันหลัง”
แม้นางจะไม่ยอมรับแต่คนผู้นั้นไม่เชื่อ กลับนำเรื่องนี้ไปป่าวประกาศ
หากไม่ใช่เรื่องกิจการ หลี่ซื่อจะเอ่ยปากออกมาหรือ?
คงหลุดปากแล้วเห็นข้าถามออกไปจึงไม่กล้าตอบอย่างแน่นอน
“จะสร้างใหม่หรือ? จริงหรือ?” เมื่อข่าวนี้แพร่งพรายมาถึงหูแม่หลิ่ว นางก็รู้สึกเหลือจะเชื่อ
ผ่านไปเพียงไม่นานสกุลจูก็ร่ำรวยขึ้นมาก ไม่เพียงจะตั้งโรงงานลวกเส้นแห่งแรก ยังจะสร้างโรงงานใหม่อีกแล้วหรือ?
อีกฝ่ายพยักหน้า “คนเขาว่ากันมาเช่นนั้น ตอนนี้ลือกันไปสิบลี้แปดหมู่บ้านแล้ว หลายคนที่ตั้งใจจะออกไปรับจ้างเป็นแรงงานชั่วคราวข้างนอกในปีนี้จึงจะไปในปีหน้าแทน มีงานในหมู่บ้านแล้วทำไมต้องออกไปให้ไกลบ้านด้วยเล่า”
“ได้บอกไหมว่าจะสร้างโรงงานใหม่ที่ไหน?” แม่หลิ่วโพล่งถาม
“ไม่รู้เลย”
หลังแยกกับชาวบ้านผู้นั้น แม่หลิ่วก็ไม่สบายใจ นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นเพียงนับวันความเป็นอยู่ของสกุลจูยิ่งดีขึ้น ทว่าลูกสาวที่แต่งเข้าสกุลจูไปกลับย่ำแย่ลงทุกที
ผู้อื่นคิดว่าลูกสาวนางแต่งงานเข้าสกุลจูจึงต้องมีชีวิตสุขสบายเป็นแน่
หากแต่เป็นเช่นนั้นที่ไหนกัน ตามธรรมเนียมแล้วลูกสาวนางควรเป็นผู้จัดการงานฉลองส่งท้ายปี แต่กลับถูกคนที่มาทีหลังช่วงชิงอันดับหนึ่งไป ลูกสาวนางแต่งเข้าครอบครัวจูเหล่าโถวและเป็นลูกสะใภ้ที่อยู่มานานที่สุด ตามหลักแล้วควรเป็นผู้นำในหลายสิ่งอย่าง ทว่าตำแหน่งนี้กลับตกเป็นของสะใภ้สี่ไปเสียได้
หน้าที่หั่นอาหารหมู ป้อนอาหารหมู เลี้ยงกระต่าย และงานสกปรกต่าง ๆ ล้วนเป็นความรับผิดชอบของลูกสาวนาง หน้าที่คอยเก็บเงินและทำงานสบายกลับเป็นของผู้อื่น
“จูต้าเหนียงลำเอียงเกินไปแล้ว!
เมื่อกลับถึงบ้านแล้วพ่อหลิ่วได้ยินนางพูดเช่นนี้ก็งุนงง “เที่ยงแล้วเจ้าไม่ช่วยหุงหาอาหาร มาบ่นอะไรอยู่ที่นี่?”
“จะเพราะอะไรไปได้ เพราะแม่สามีลูกสาวท่านลำเอียงอย่างไรเล่า…” นางวางของในมือแล้วเล่าเรื่องที่ได้ยินมา “ท่านคิดว่านางลำเอียงหรือไม่ ลูกสาวเราแต่งเข้าสกุลมานานที่สุดแท้ ๆ กลับให้สะใภ้สี่เป็นคนนำทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าให้สะใภ้สี่เก็บรายได้ทั้งหมดไปแล้วหรือ”
“ไม่หรอก…” พ่อหลิ่วลังเลเล็กน้อย “ข้าเห็นว่าสกุลจูก็ดีกับครอบครัวจูต้ามาก หลานคนแรกที่ส่งเสียให้เล่าเรียนก็เป็นหลานชายคนโตไม่ใช่หรือ?”
“อะไรกัน? เป็นเพราะลูกของครอบครัวเจ้าสี่ยังเล็กและไม่ถึงวัยต่างหาก ไม่เช่นนั้นท่านคิดหรือว่าหลานชายท่านจะได้เล่าเรียน โชคดีที่พวกเขาอ่านออกเขียนได้และตอกหน้าสกุลจูได้ ไม่อย่างนั้นคงได้ทำไร่ทำนาอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต…”
“ทำไร่ทำนาแล้วอย่างไร สกุลจูมีที่ทางมากมาย พวกเขาเป็นหลานชายคนโต ต้องได้รับสืบทอดมรดกอยู่แล้ว….”
เขาไม่ทันได้พูดจบแม่หลิ่วก็ท้วงขึ้นเสียงแข็ง “ทำไมท่านถึงได้สนใจกับแค่ที่ดินไม่กี่หมู่ มันทำเงินได้มากแค่ไหนกัน ครอบครัวเราก็มีที่ทางไม่น้อย ท่านเก็บเงินเองไม่รู้จำนวนอยู่แก่ใจหรืออย่างไร แต่ตอนนี้สกุลจูมีแหล่งรายได้จากโรงงานลวกเส้น ยังมีวัตถุดิบอาหารอีกเจ็ดแปดอย่าง… มีมากมายเพียงนี้ ต่อให้ทำเงินได้ไม่มากก็ยังเยอะกว่ารายได้ทั้งปีของเราอีก”
“ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าตอนนี้โรงงานลวกเส้นเป็นของครอบครัวจูซื่อหรือ?” พ่อหลิ่วนึกฉงน
แม่หลิ่วส่งสีหน้ามั่นอกมั่นใจ “ใช่แล้ว สะใภ้สี่เป็นคนดูแล ผู้หญิงจากหมู่บ้านสกุลหลี่ที่คลอดลูกแฝดนั่น ข้าบอกแล้วว่านังคนนี้เป็นหัวขโมย เพียงแค่สกุลจูยังไม่รู้ตัว นางถือสมุดบัญชีและจัดการดูแลเงินทอง ไม่รู้ว่าวันใดจะลอบฉกฉวยเงินเข้ากระเป๋าตนเอง…หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ลูกสาวของท่านจะมีชะตากรรมอย่างไร ท่านลองคิดดู”
ไม่นานหลิ่วซื่อก็ได้ข่าวว่าครอบครัวฝ่ายแม่เรียกให้กลับบ้าน
แท้ตอนนี้สกุลจูจะงานยุ่ง แต่หลี่ซื่อและจูปาเม่ยก็วางแผนล่วงหน้าไว้เป็นอย่างดีแล้ว นางจึงไม่ต้องกังวล นางเป็น ‘สะใภ้ใหญ่’ แท้ ๆ กลับรู้สึกเหมือนเป็น ‘คนไร้ประโยชน์’
ข่าวจากครอบครัวฝ่ายแม่ซ้ำเติมให้นางยิ่งรู้สึกเช่นนั้น…
“เฮ้อ…” หลิ่วซื่อถอนหายใจ นางบอกลาเย่อวี๋หรานแล้วเก็บสัมภาระกลับบ้านแม่
ตอนนี้ความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นมากแล้ว ขอเพียงไม่เป็นเรื่องใหญ่เกินไป เย่อวี๋หรานย่อมไม่ห้ามให้ลูกสะใภ้กลับบ้านเดิม
อย่างไรเสียนางก็เป็นผู้หญิง จึงเข้าข้างผู้หญิงด้วยกันมากกว่า เหตุใดเมื่อแต่งงานออกไปแล้วจะกลับบ้านเดิมไม่ได้เล่า
หากรู้ว่าชายโบราณผู้ใดตั้งกฎนี้ขึ้น นางคงตีเขาให้ตาย!
ตามความเห็นนางนั้นเรื่องทำนองนี้ควร ‘เท่าเทียมกันทั้งชายหญิง’
หลิ่วซื่อคิดว่ามารดาส่งข่าวมาคราวนี้คงเป็นเรื่องสำคัญ ทว่าทันทีที่มาถึงบ้านกลับพบการต้อนรับแสนเย็นชา
ทั้งพี่ชายและพี่สะใภ้มาอยู่ที่นี่ สายตาที่มองมาดูรังเกียจราวกับเห็น ‘ขยะ’ พ่อแม่นั่งอยู่ที่นั่งตรงกลางโดยไม่ชายตามองนางแม้แต่น้อย ทั้งยังกล่าววาจาแฝงการ ‘ตีวัวกระทบคราด’ ว่าได้ยินเรื่องของหญิงสาวที่แต่งงานเข้าเป็นสะใภ้ใหญ่แต่กลับต้องทำงานรองมือรองเท้าผู้อื่น ไม่รู้ว่าเป็นถึง ‘สะใภ้ใหญ่’ แล้วเกิดประโยชน์อันใด…
หลิ่วซื่อเจ็บใจ
กล่าวถึงข้าอยู่ไม่ใช่หรือ!