ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 961 ผู้คนมักไม่ใส่ใจกับ ‘การศึกษา’
บทที่ 961 ผู้คนมักไม่ใส่ใจกับ ‘การศึกษา’
“ท่านแม่…”
“ไม่ต้องมาเรียกข้าว่าแม่ ข้าไม่มีลูกสาวน่าอายอย่างนี้” แม่หลิ่วว่าขัดโดยไม่ชวนนางนั่งลงด้วยซ้ำ และยังไม่เรียกให้ใครมารับของในมือนางไป
หลิ่วซื่อจึงต้องยืนลำพังกลางห้องพร้อมสัมภาระมากมายในมือ
“ข้าเฝ้าเลี้ยงเจ้ามาตั้งหลายปี เฟ้นหาครอบครัวสามีที่ดีให้เจ้า คิดว่าเจ้าจะได้สุขสบายหลังแต่งงานไป แล้วเกิดอะไรขึ้น ดูเจ้าสิ ตอนนี้เจ้ามีชีวิตเช่นไร” แม่หลิ่วบอกเสียงแข็งด้วยสายตาโกรธเคือง “เจ้าเป็นสะใภ้ใหญ่ รู้จักคำว่าสะใภ้ใหญ่หรือไม่ ใคร ๆ ก็บอกกันว่าสะใภ้ใหญ่ไม่ต่างกับแม่สามี มีอำนาจจัดการดูแลเรื่องในบ้าน แต่ดูเจ้า… ใครเป็นคนเก็บเงินทองของสกุลจู เมื่อเกิดเรื่องขึ้นใครเป็นผู้มีปากมีเสียง แม้แต่งานฉลองส่งท้ายปีเจ้าก็ยังตามหลังสะใภ้อื่น”
หลิ่วซื่อได้แต่ก้มหน้าสะอึกสะอื้นต่อหน้ามารดา
นางจะทำอย่างไรได้
นางเองก็อยากชิงดีชิงเด่น ทว่าแม่สามีไม่เห็นหัวนาง
หากไม่ใช่เพราะคลอดลูกชายสองคนมา นางก็ไม่รู้ว่าตนเองจะได้มีชีวิตเช่นนี้หรือไม่
ยามนี้นางลืมสิ้นเรื่องกิจการเนื้อกระต่ายที่อยู่ในมือตนเอง ทั้งยังไม่ทันนึกว่าตนมีส่วนแบ่งหนึ่งในแปดส่วนในกิจการโรงงานลวกเส้น (ตามความเท่าเทียมระหว่างชายหญิง น้องสาวมีศักดิ์เท่าพี่สะใภ้ จูปาเม่ยจึงได้รับส่วนแบ่งด้วย)
แม่หลิ่วดุด่านางไม่หยุดหย่อน ยิ่งต่อว่านางก็ยิ่งคิดว่าลูกสาวตนเองไม่คิดแก้ตัวสักคำเชียวหรือ
“ทำไมเจ้าถึงได้เอื่อยเฉื่อยเช่นนี้”
นางลุกขึ้นชี้หน้าและจิ้มผลักศีรษะหลิ่วซื่อ คล้ายอยากจะเสียบทะลุไปดูว่ามีอะไรอยู่ด้านใน ทำไมถึงได้โง่เง่าเช่นนี้
ยามนี้แม่หลิ่วดูท่าจะลืมไปเช่นกันว่าเมื่อครั้งให้ลูกสาวแต่งงานเข้าสกุลจูก็เพราะว่าไม่มีตัวเลือกอื่น…
หลังต่อว่าลูกสาวแล้วก็ถึงคราวพ่อหลิ่วก้าวเข้ามาตวาดใส่ “ร้องไห้อยู่ได้ เจ้าทำสิ่งใดได้บ้างนอกจากร้องไห้ สุดท้ายก็ต้องให้แม่เจ้าด่าเรียกสติ อย่าเป็นตัวถ่วง เข้าใจไหม หากกล้าเป็นภาระเรา คอยดูไปเถิดว่าข้าจะหักขาเจ้าไหม…”
หลิ่วซื่อสับสนและไม่เข้าใจว่าบิดาหมายความว่าอย่างไร
จากนั้นจึงได้ยินมารดาบอก “ได้ยินไหม ตอนที่เราพูดกับแม่สามีเจ้าก็ขัดขืนช่วยข้าหน่อย เพียงบอกว่าแม่สามีไม่ดีต่อเจ้า ยึดอำนาจในฐานะสะใภ้ใหญ่ของเจ้าไป…”
นางเข้าใจทันทีจึงตกตะลึง “ท่านจะไปหาแม่สามีหรือ! ท่านพ่อ…”
เมื่อเห็นหน้าบิดาก็ย้อนนึกถึงประสบการณ์ที่ตนถูกเขาทุบตี นางตัวสั่นเทาแล้วรีบเปลี่ยนเป้าหมายไปหามารดา “ท่านแม่ ท่านจะไปหาแม่สามีข้าจริง ๆ หรือ จะไปหานางทำไมกัน”
“เจ้ามันโง่!” แม่หลิ่วโกรธมากจนตบหน้านางไปหนึ่งฉาด “โรงงานใหญ่โตอย่างนั้น สะใภ้ใหญ่อย่างเจ้ากลับไม่ได้ดูแล กลับตกไปอยู่ในมือของน้องสะใภ้ สกุลจูเห็นเจ้าเป็นอะไร ทำอย่างกับเจ้าไม่มีตัวตน… คนเขาไม่เห็นหัวเจ้า เจ้าก็ยังไม่รู้จักลุกขึ้นสู้เสียบ้าง ขัดขืนพวกเขา โวยวายกับพวกเขา ทำให้พวกเขามอบสิ่งใดตอบแทนเจ้าบ้าง”
อีกด้านหนึ่งหลี่ซื่อเห็นว่าเกือบเที่ยงแล้ว นางจึงให้คนงานพักและเตรียมอาหารกลางวัน
แม้สกุลจูจะมีคนมากแต่นางไม่ได้ให้คนในครอบครัวมาทำอาหาร กลับ ‘ยืมตัว’ ชาวบ้านฝีมือดีสองคนมาช่วยงาน
แม้จะได้ค่าแรงไม่มากนักแต่ก็มีอาหารเลี้ยง เมื่อโรงงานสร้างเสร็จยังได้สิทธิพิเศษในการเข้าเป็นคนงานเช่นเดียวกับกลุ่มที่มาทำงานก่อสร้างโรงงาน จะมาทำงานเองหรือให้คนในครอบครัวทำก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเขา
หลังทำงานมาตลอดช่วงเช้า ชายหนุ่มแต่ละคนในสภาพเปลือยอกและเหงื่อโซมกายไปหยิบชามแล้วมาต่อแถวรับอาหาร
พวกเขาพูดคุยและหัวเราะกัน ในหัวนึกถึงอนาคตอันสดใสอันใกล้นี้
“นี่ ถงฮว่า ถึงตอนนั้นครอบครัวเจ้าจะส่งใครมาทำงาน”
“จะเป็นใครไปได้นอกจากเมียข้า ข้าปล่อยให้แม่ข้ามาทำงานไม่ได้หรอก นางแก่มากแล้ว ให้นางอยู่เลี้ยงหลานที่บ้านให้เราก็พอ”
“ลูกเจ้าไม่ได้ไปเรียนหนังสือหรือ”
“ไปสิ แต่ถึงจะไปเรียนก็ยังต้องคอยดูหลังเลิกเรียนกลับมาไม่ใช่หรือ”
“ต้องทำด้วยหรือ” อีกฝ่ายท้วง “ดูสิ ทุกวันลูกข้ากลับมาเขียนหนังสือให้ดูสิบคำ เขาเขียนข้าก็ยื่นไม้ให้ จบแล้วก็เสร็จสิ้น ที่จริงข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขียนถูกต้องหรือไม่…”
“ฮ่า ๆๆ… ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน โชคดีที่จูต้าเหนียงไม่ให้เราตรวจว่าทำผิดหรือถูก ไม่เช่นนั้นข้าคงปวดหัว” สิ่งที่เขาไม่ได้เอ่ยคือเมื่อลูกชายนำกระบะทรายกลับมา ตัวเขาเองก็มักจะเขียนและวาดรูปในยามว่าง
มันน่าสนใจไม่น้อย ลูกชายกลับสอนคนที่ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้อย่างเขาให้เขียนชื่อตนเองได้
เขาพลันรู้สึกดีขึ้นมา ครอบครัวของเขาไม่รู้หนังสือมาหลายชั่วคนแต่เขากลับเขียนหนังสือได้ สมควรจุดธูปบอกกล่าวบรรพบุรุษยิ่งนัก
สำหรับผู้ชายโดยเฉพาะผู้ที่เป็นพ่อคนแล้ว มีใครไม่โปรดปรานการโอ้อวดลูกตนเองบ้าง
ยิ่งเมื่อชั้นเรียนหนังสือจัดขึ้นโดยเย่อวี๋หราน ลูกหลานคนใดเป็นเด็กดีจะได้ดอกไม้แดงกลับมา พ่อแม่ครอบครัวใดได้แล้วก็ต่างดีใจหน้าบานไปทั้งวัน
แน่นอนว่าหากเด็กคนใดไม่ได้รับ นอกจากจะถูกอาจารย์ลงโทษในชั้นเรียน เมื่อกลับมายังอาจถูกพ่อตีซ้ำ “ส่งไปเรียนเจ้าไม่เรียน จูต้าเหนียงสอนเจ้าไม่จำ คอยดูกันว่าข้าจะตีเจ้าตายหรือไม่!”
“ท่านพ่อ จูต้าเหนียงไม่ได้สอน จูปาเม่ย…”
เพียะ…
เสียงฟาดก้นดังขึ้นอีกครั้ง
“จูปาเม่ยสอนแล้วอย่างไร นางสอนเจ้าไม่ได้หรือ เจ้าได้เรียนรู้ทักษะจากนางสักสองสามอย่างก็เพียงพอกับชีวิตนี้แล้ว ยังกล้ามาต่อปากต่อคำอีก ข้าจะตีเจ้าให้หลาบจำ”
“ฮือ ๆๆ… ท่านปู่ ท่านย่า มาเร็วเข้า ท่านพ่อจะตีข้าจนตายแล้ว”
……
เมื่อก่อนไม่มีชั้นเรียนหนังสือประจำหมู่บ้าน ผู้คนจึงไม่ใส่ใจกับ ‘การศึกษา’ คิดว่าเด็กพวกนี้เป็นลิงทโมน ขอเพียงไม่ก่อเรื่องวุ่นวายก็ไม่อดตายแล้ว
หลังตั้งชั้นเรียนหนังสือผู้ใหญ่เหล่านี้จึงคิดได้
ทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่าลูกข้าก็มีแววจะเล่าเรียนหนังสือได้บ้าง
ดูสิ เขาเขียนหนังสือได้หลายคำแล้ว!
ทั้งยังจดจำบทกวีได้ด้วย!
นอกจากนี้ยังคิดคำนวณตัวเลขได้ เขานับนิ้วอยู่ค่อนวันยังคิดได้ไม่แน่ชัด ลูกชายกลับมีคำตอบชัดเจน…
ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นโดยที่หากไม่สังเกตคงไม่รู้ตัว แต่เมื่อทุกคนนำเด็กมาเปรียบเทียบแล้วก็จะเห็นจุดนี้ เมื่อจุดมารวมกันก็จะกลายเป็นเส้น พวกเขาจึงระลึกได้ว่าทำไมตนเองจึงไม่ทันใส่ใจว่าเด็กกลุ่มนี้เปลี่ยนไป ‘มาก’ เพียงนี้
หลังกินข้าวเสร็จจูถงฮว่าก็นั่งลงพูดคุยข้างชายอีกคน “ข้ารู้สึกว่าชั้นเรียนหนังสือเป็นประโยชน์มาก ลูกชายข้าดื้อซนแค่ไหนทั้งหมู่บ้านรู้กันดี วันดีคืนดีเขาดันกลับมาบอกข้าว่ารู้ว่าข้าวเติบโตมาได้อย่างไรแล้ว…”
“ฮ่า ๆ เจ้าพูดถึงเรื่องนี้ทั้งที ข้าเองก็ได้ยินมาจากลูกข้าเหมือนกัน วันนั้นเขากลับมาบอกแบบนั้นทำเอาข้าตกใจ ตัวเท่านั้นกลับรู้มากเพียงนี้ ไม่ใช่ว่าจะโตไปเป็นชาวไร่อัจฉริยะหรอกหรือ”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น”
……
หากเย่อวี๋หรานอยู่ที่นี่และมาได้ยินเข้า เกรงว่านางคงหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง
เด็กสามารถเรียนรู้ได้มากมายตั้งเท่าไหร่ เพียงให้พวกเขาคอยสังเกตสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำแล้วพูดคุยหารือกันในชั้นเรียนเท่านั้น