ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 962 ใครมันมาหาเรื่อง
บทที่ 962 ใครมันมาหาเรื่อง?
ด้านจูปาเม่ยกำลังบันทึกสิ่งที่เด็กแต่ละกลุ่มพูดคุยหารือกันลงตาราง เมื่อผ่านไปหลายวันพวกเขาจะได้ยังจำเรื่องเหล่านี้ที่ยากแก่การจดจำได้ ต่อให้ไม่ได้อยากจะลืมก็ตาม
ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้น “หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เย่อวี๋หรานอยู่ไหน ให้นางออกมาเดี๋ยวนี้…”
“กล้ามาทำกับลูกสาวข้าเช่นนี้ ไม่เห็นครอบครัวข้าอยู่ในสายตาแล้วหรือ”
“หากนางไม่ต้องการลูกสะใภ้คนนี้แล้วก็เพียงบอกมา เรื่องใหญ่เพียงนี้ ข้าจะพาหลานชายสองคนไปกับข้าด้วย ใช่ว่าครอบครัวข้าหาเลี้ยงพวกเขาไม่ได้”
……
เสียงก่นด่าเย่อวี๋หรานว่าเป็นหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์และสารพัดสิ่งดังขึ้นไม่หยุด
จูถงฮว่าและคนอื่น ๆ งุนงง เมื่อหันไปมองก็รู้ว่าผู้มาเยือนไม่ใช่ใครอื่นนอกจากครอบครัวฝ่ายแม่ของสะใภ้ใหญ่ของครอบครัวจูต้าเหนียง
“เกิดอะไรขึ้นกัน? ไม่ยักได้ยินว่าเกิดเรื่องขึ้นกับครอบครัวจูต้าเหนียง…”
“ข้าเองก็ไม่ได้ยินเช่นกัน”
พวกเขายังแปลกใจที่ผ่านมาหลายปีแล้วยังมีคนกล้ามาหาเรื่องหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์!
เกรงว่าปลายหญ้าบนหลุมศพจะไม่ได้เติบโตเสียแล้ว!
ทั้งสองคนสบตากันแล้วตัดสินใจ ‘แทะเมล็ดแตงโมพลางรับชมไปก็แล้วกัน’
ไม่ต้องกล่าวถึงพวกเขาที่งุนงง แม้แต่หลี่ซื่อยังตกใจแล้วรีบลุกขึ้นไปทักทายแม่หลิ่วด้วยท่าทีสุภาพ ถามว่ามีเรื่องเข้าใจผิดอะไร อยู่ ๆ ถึงได้มาหาเรื่องกันเช่นนี้
นางเห็นหลิ่วซื่อยืนอยู่ด้วยก็อยากจะเรียกมาพูดคุย “พี่สะใภ้ ยืนอยู่ตรงนั้นทำไมกัน รีบมาพูดกันให้รู้ความ ท่านแม่ลำเอียงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
หลิ่วซื่อกลับก้มหน้าแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
แม่หลิ่วถึงกับมายืนขวางพร้อมต่อว่า “ทำไมจะไม่ลำเอียง นางแสนจะลำเอียง!”
“น้าหลิ่ว ท่านพูดเช่นนั้นที่นี่ได้อย่างไร ค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จากันเถิด หากท่านยังต่อว่าท่านแม่อย่างนี้ข้าจะโกรธแล้ว…”
สิ้นคำหลี่ซื่อ เจ้าตัวก็ถูกแม่หลิ่วผลักจนเซ “ต่อว่าหรือ? แล้วอย่างไรเล่า นอกจากจะต่อว่าแล้ว ข้ายังผลักเข้าด้วย เจ้าจะมีปัญญาทำอะไรข้าได้”
“ท่าน…”
“เจ้ามันหน้าไม่อาย ข้าหมายถึงเจ้าไงเล่า ลูกสาวข้าเป็นสะใภ้ใหญ่ เจ้ากลับออกหน้าเป็นผู้นำสะใภ้สกุลจู ดีแต่จะลักขโมย ได้ถือสมุดบัญชีของครอบครัว แย่งโรงงานลวกเส้นไป เจ้าคิดจะทำสิ่งใดอีก ต้องการทรัพย์สินทั้งหมดของครอบครัวหรือ ไม่สำเหนียกตนเองบ้างหรือว่าเจ้าแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้สี่ เมียเจ้าสี่อย่างเจ้าไม่ควรได้ยึดครองทุกอย่างเช่นนี้…”
หลี่ซื่อถูกกล่าวหาจึงโกรธ “ข้าจะยึดทรัพย์สินของสกุลจูได้อย่างไร ข้าไม่รู้ว่าท่านพูดถึงเรื่องใด แต่ข้ามั่นใจในสิ่งที่ข้าพูด ท่านให้ลูกสาวท่านออกมาพูดตามความจริง ข้าไปทำเช่นนั้นตอนไหนกัน ข้าดูแลการบัญชีแต่ก็ไม่ได้เก็บเงินไว้กับตัว ท่านแม่บอกไว้นานแล้วว่าแต่ละครอบครัวจะได้ส่วนแบ่งเท่ากัน มีครั้งไหนที่ข้าไม่มอบเงินส่วนแบ่งให้พี่สะใภ้บ้าง…”
“เจ้ายังมีหน้าพูดอย่างนี้อีกหรือ? สกุลจูมีเงินทองมากมาย กลับตกถึงมือลูกสาวข้าเพียงหยิบมือ นังคนเจ้าเล่ห์ อย่าทำเหมือนผู้อื่นโง่เง่า ใครจะรู้ว่าเจ้าแอบยักยอกเงินที่ผ่านมือเจ้าไปกี่ครั้งแล้ว กระเป๋าเจ้าตุงแต่ลูกสาวที่น่าสงสารของข้ากลับได้ซดแค่โจ๊กประทังท้อง มีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ…” ว่าจบนางก็ทรุดลงคร่ำครวญกับพื้น พรรณนาว่าลูกสาวของตนเองน่าสงสารเพียงไหน
นางต่อว่าประโยคแล้วประโยคเล่า แต่ยังไม่วายโยงเรื่องเสื้อผ้าของหลี่ซื่อ บอกว่าอีกฝ่ายสวมชุดดี ๆ ผิดจากหลิ่วซื่อที่ยังสวมเสื้อผ้าเก่าที่มีรอยปะหลายจุดจากเมื่อหลายปีก่อน
หลี่ซื่อเห็นแล้วโกรธจนแทบจะเป็นลม
นางต้องทำงานและบริหารจัดการคน ย่อมต้องเลือกชุดสวยมาสวมใส่ นึกไม่ถึงว่าพี่สะใภ้จะหยิบชุดเก่าสวมเมื่อกลับไปเยี่ยมบ้านแม่
ไม่เพียงเท่านั้น หลิ่วซื่อยังร้องไห้ตามไปด้วย ท่าทีแบบนั้นบอกสิ่งหนึ่งได้ชัดเจน
สิ่งที่ท่านแม่ข้าพูดเป็นเรื่องจริง ข้าเพียงโกรธและไม่กล้าเอ่ยออกไปเท่านั้น!
หลี่ซื่อพบเจอสถานการณ์ ‘ยากรับมือ’ เป็นครั้งแรก ทำให้นางยิ่งโมโหที่สกุลหลิ่วไม่โวยวายก่อนหน้าหรือหลังจากนี้ กลับเลือกวันเริ่มก่อสร้างโรงงานลวกเส้นที่นางจ้างคนงานมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ไปหาเรื่องที่บ้านสกุลจู แต่มาที่ทำเลก่อสร้างโรงงาน คงต้องการทำให้เป็นเรื่องใหญ่ก่อนแม่สามีจะมาถึงไม่ใช่หรอกหรือ?
อีกด้านหนึ่งก็มีคนไปบอกข่าวนี้ที่บ้านสกุลจู
จูซื่อกับจูอู่เพิ่งกลับมาจากทำไร่ทำนา เตรียมจะออกไปกินข้าวกับชาวบ้านที่มาช่วยงานก่อสร้างโรงงาน ตั้งใจจะพูดคุยสัพเพเหระกัน ระหว่างทางกลับพบเด็กคนหนึ่งวิ่งมาบอกข่าว
“อะไรกัน มีคนมาหาเรื่องที่ทำเลก่อสร้างโรงงานใหม่หรือ” จูซื่อตกใจ “ไม่มีทาง พวกเขาไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของหรือ….”
“รู้ ทำไมจะไม่รู้ เป็นครอบครัวฝ่ายแม่ของสะใภ้ใหญ่ของท่าน” อีกฝ่ายบอก “ข้าเห็นพี่สะใภ้ของท่านด้วย”
เขาไม่อยากจะเชื่อ
“พี่สี่ ท่านกลับไปบอกท่านแม่ พี่ใหญ่ และคนอื่น ๆ ข้าจะไปดูสถานการณ์กับเขาก่อน” จูอู่ตัดสินใจได้ในทันที
เขาหัวไวกว่าพี่ชายจึงสมควรเข้ามาช่วยในช่วงเวลาเช่นนี้
“โอ้ ได้…” จูซื่อรับคำ “คอยดูภรรยาข้าด้วย ข้าเกรงว่านางจะบาดเจ็บ”
สิ่งสำคัญคือโรงงานใหม่มีผู้หญิงอยู่น้อยคน หากเกิดการต่อสู้กันจริง ๆ เขากลัวว่าภรรยาจะรับมือกับหลายคนไม่ไหว
เมื่อมีคนมาหาเรื่องย่อมไม่ได้มาเพียงลำพัง
“ได้” จูอู่ตอบแล้วรีบเร่งฝีเท้าไป
จูซื่อไม่รอช้า รีบวิ่งกลับบ้าน สมาชิกครอบครัวตั้งโต๊ะกินข้าวกันแล้ว
หลิวซื่อยังแปลกใจที่เห็นเขากลับมา “เจ้าบอกว่าจะไม่มากินข้าวที่นี่ไม่ใช่หรือ”
“แย่แล้ว พี่สะใภ้ใหญ่พาครอบครัวฝ่ายแม่มาหาเรื่องที่โรงงานใหม่!” เขากล่าวเพียงประโยคเดียวเป็นอันรู้เรื่อง
“หา!” หลิวซื่ออึ้งไป “อะไรกัน! เมื่อครู่ว่าอย่างไร หาเรื่องหรือ ใครกัน พี่สะใภ้ใหญ่น่ะหรือ?”
หลินซื่อที่เพิ่งกลับจากล้างจานเสร็จในครัวออกมารีบถาม “พี่สี่ เข้าใจผิดหรือเปล่า พี่สะใภ้ใหญ่กลับไปเยี่ยมบ้านแม่…”
นางกล่าวขึ้นก่อนชะงักไป พี่สะใภ้ใหญ่กลับไปบ้านแม่ กับพาคนบ้านแม่มาหาเรื่องมันไม่ได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใด
เย่อวี๋หราน จูเหล่าโถว จูต้า และคนอื่น ๆ ที่อยู่ในบ้านได้ยินแล้วเดินออกมา
“เจ้าสี่ เจ้าบอกว่าอะไรนะ ใครมันมาหาเรื่องกัน” จูต้าไม่มั่นใจว่าตนเองหูฝาดหรือไม่ ไม่เช่นนั้นจะได้ยินว่าครอบครัวฝ่ายแม่ของภรรยาตนเองมาหาเรื่องได้อย่างไร
มันยากจะเข้าใจว่าเหตุใดอยู่ ๆ ครอบครัวฝ่ายแม่ของภรรยาเขาถึงมาเรื่องกัน
“พี่ใหญ่ ข้าเองก็ไม่มั่นใจ ข้ากำลังเดินไปกับเจ้าห้าก็มีคนมาบอกว่าครอบครัวพี่สะใภ้ใหญ่มาหาเรื่อง ทั้งยังเห็นพี่สะใภ้อยู่ด้วย…” จูซื่ออธิบาย
ครั้งนี้จูต้าจะอยู่เฉยได้อย่างไร เขารีบวิ่งไปยังโรงงานใหม่
“ท่านแม่ ข้าจะเข็นเก้าอี้รถเข็นให้ท่านเอง” จูซื่อเกรงว่าจะไม่ทันการ เย่อวี๋หรานยังเดินได้ไม่คล่องจึงต้องรีบไปช่วยนางเข็นเก้าอี้รถเข็น
หลิวซื่อมีท่าทีต่างออกไป นางโพล่งบอก “ท่านแม่ ให้ข้าช่วยนำมีดอีโต้ไปให้ไหม”
เย่อวี๋หรานกระตุกยิ้มมุมปาก “เอาสิ เอามาด้วย”
นางลืมเรื่องนี้ไปสนิทและไม่คิดว่าจะมีคนยังคิดถึงมีดอีโต้ของนางอยู่
อันที่จริงนางไม่ได้ต้องการใช้ความรุนแรง ทว่าใครใช้ให้มาล้ำเส้นนางก่อน สถานการณ์ในตอนนั้นมีแต่ต้องจัดการอย่างรวดเร็วและรุนแรง
ทว่าตอนนี้ต่างออกไป นางลงหลักปักฐานในยุคสมัยนี้แล้ว จึงต้อง ‘โน้มน้าวคนด้วยเหตุผล’
หากแต่นางระลึกได้ว่าอาจเพราะนางไม่ได้ใช้ ‘ความรุนแรง’ นานเกินไปจนใครบางคนหลงลืมกิตติศัพท์ของนางไป บางทีคงถึงคราวต้อง ‘แผลงฤทธิ์’ อีกครั้ง