ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 964 ตบตีกันไปแล้วจะทำอย่างไรได้
บทที่ 964 ตบตีกันไปแล้วจะทำอย่างไรได้
“ตบตีกันไปแล้วข้าจะทำอย่างไรได้” พ่อหลิ่วทำทีเป็นร้อนใจ “เรื่องของผู้หญิง ผู้ชายไม่อาจเข้าไปยุ่มย่ามได้ ใครทำเช่นนี้จะถูกหาว่าหน้าไม่อายได้!”
ไม่เพียงแต่ไม่คิดห้ามทัพ ยังย้ำเตือนทุกคนว่าผู้ชายไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการวิวาทของผู้หญิง
จูอู่อับจนหนทาง “ท่านอาหลิ่ว ข้ายังเรียกท่านว่าอา ท่านยังเห็นครอบครัวเราเป็นญาติอยู่หรือไม่”
“ทำไมจะไม่เห็นเล่า ย่อมเห็นอยู่แล้ว หากแต่เราเห็นแล้วก็ต้องให้สกุลจูของเจ้าเห็นด้วยเหมือนกัน…” พ่อหลิ่วเหลี่ยมจัด “ไม่เช่นนั้นเราคงจะไม่ให้ลูกสาวเราแต่งกับพี่ชายเจ้า คิดว่านางจะได้รับผิดชอบดูแลครอบครัวเจ้า… แต่เมื่อตรองดูแล้วดูเหมือนสกุลจูของเจ้าจะไม่คิดเหมือนเรา”
เขาพูดไปทาง พ่อหลิ่วพูดไปทาง อย่าว่าแต่จะสยบเหตุวิวาท ยังกล่าวให้สกุลจู ‘รู้สึกผิด’ ต่อสกุลหลิ่ว แสดงประสงค์ร้ายของสกุลหลิ่ว
ไม่นานจูอู่ก็คิดได้ อีกฝ่ายจะต้องการห้ามปรามคนของตนเองได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าผู้ที่เสียเปรียบไม่ใช่พวกเขา จึงอดใจรอจะก่อเรื่องวุ่นวายไม่ไหว
ในจังหวะที่เขาคับข้องใจกับคำพูดไม่เข้าหู เย่อวี๋หรานกับคนอื่น ๆ ก็มาถึงพร้อมบรรยากาศ
‘ตบมือทีหลังดังกว่า’
ทันทีที่พ่อหลิ่วเห็นนางก็เบิกตากว้าง “จูต้าเหนียง! ท่านมาถึงเสียที เรารออยู่ตั้งนาน…”
ยังเป็นการตะโกนบอกให้แม่หลิ่วหยุดมือ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขามา ‘เรียกร้องความเป็นธรรม’ ไม่ได้มาหาเรื่องทะเลาะ
แม่หลิ่วและลูกหลานของนางได้ยิน ‘คำใบ้’ ก็ผละมือออก แล้วถอยมายืนข้างพ่อหลิ่ว
หลี่ซื่อที่เจ็บหนักไม่น้อย : ท่านแม่! เหตุใดไม่มาให้เร็วกว่านี้!
“หรูตง…” จูซื่อปวดใจเมื่อเห็นสภาพภรรยาจึงเร่งรุดไปประคองนางขึ้น
นางผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าไม่รู้ว่าหลุดรุ่ยไปตั้งแต่ตอนไหน
“จูซื่อ…” ทันทีที่นางเห็นเขาก็เศร้าเสียใจจนอยากร้องไห้
“ข้าขอโทษ ข้ามาสายเกินไป ข้าขอโทษ…” จูซื่อพร่ำคำขอโทษพลางยกแขนเสื้อเช็ดน้ำตาให้นาง
สองสามีภรรยาดูแลกันแล้ว เย่อวี๋หรานหันไปมองพ่อหลิ่วและคนสกุลหลิ่วที่ยกโขยงกันมา
นางยกยิ้มมุมปากแล้วกล่าวว่า “ข้าเพิ่งมาถึง ยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น สกุลหลิ่วของท่านไม่มีใครคิดอธิบายกับข้าหรือ”
“อธิบายอะไรอีกเล่า อย่างไรลูกสาวข้าก็ทุกข์มามาก ท่านต้องชดเชยให้ข้า” พ่อหลิ่วไม่กล่าวสักคำ เป็นแม่หลิ่วที่โพล่งขึ้นในสภาพหัวยุ่ง “ลูกสาวข้าเป็นสะใภ้ใหญ่ แต่ไม่ว่าจะเป็นการทำบัญชีหรือสร้างโรงงานใหม่ล้วนไม่ได้ทำ กลับให้น้องสะใภ้ทำแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน”
ระหว่างนางกล่าวก็ยังไม่กล้ามองหน้าเย่อวี๋หราน
นางไม่มองเย่อวี๋หราน เย่อวี๋หรานก็ไม่คิดมองนางเช่นกัน ทำเพียงจ้องตาพ่อหลิ่ว “พวกท่านจึงยกพวกกันมาเพียงเพราะต้องการให้หลิ่วซื่อได้ดูแลงานบัญชีและโรงงานแห่งใหม่หรือ”
นางรู้แก่ใจว่าใครกันแน่ที่เป็นใหญ่ในบ้านสกุลหลิ่ว
ได้พบกับครอบครัวลูกสะใภ้หลายครั้ง แม่หลิ่วเป็นคนที่มักไร้บทบาท คราวนี้กลับออกหน้าก่อเรื่อง ‘วุ่นวาย’ เห็นได้ชัดว่าไม่สมกับเป็นนาง
กอปรกับข่าวลือเหล่านั้น เย่อวี๋หรานจึงคาดเดาได้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุครั้งนี้คงเป็น ‘พ่อหลิ่ว’
“จูต้าเหนียง เมียข้าพูดจาไม่รื่นหู แต่ก็มีเหตุผล” พ่อหลิ่วไม่ปฏิเสธ กลับบอกว่ามัน ‘สมเหตุสมผล’ และยังสำทับว่า “ลูกสาวข้าเป็นลูกสะใภ้ใหญ่ เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ ว่ากันว่าพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ต่างกับแม่สามี นางสมควรได้รับผิดชอบดูแลเรื่องต่าง ๆ ในสกุลจู ต่อไปเมื่อท่านกับจูเหล่าโถวแก่ตัวและทำงานไม่ไหว ครอบครัวจูต้าจะคอยเลี้ยงดูและกตัญญูต่อพวกท่าน ท่านข้ามหน้าข้ามตาและปล่อยให้เมียจูซื่อกับจูอู่รับผิดชอบดูแลได้อย่างไร”
ตีความได้ว่าจูต้ากับหลิ่วซื่อจะเป็นผู้หาเลี้ยงเย่อวี๋หรานและจูเหล่าโถวในภายภาคหน้า ตอนนี้พวกเขากลับให้ผู้อื่น ‘จัดการดูแล’ สกุลจู นับว่ามากเกินไป นี่เป็นการ ‘ชี้แนะ’ ให้เย่อวี๋หรานทำตามธรรมเนียม
“ข้าต้องขอโทษด้วย ข้าเป็นแม่สามีที่เป็นตัวอย่างที่ดีไม่ได้ เมื่อครั้งข้ายังสาวก็ถูกพ่อแม่สามีมองข้ามและต้องแยกบ้านอออกมา ตอนนี้ผู้ที่อยู่กับพวกเขาหาใช่ครอบครัวพี่ใหญ่อย่างข้า แต่เป็นน้องสามและน้องสี่ของสามีข้า…” เย่อวี๋หรานกล่าวพลางปั้นหน้า ‘รู้สึกผิด’ “ข้าจึงไม่คิดจะให้ครอบครัวเจ้าใหญ่มาหาเลี้ยงข้ากับสามียามบั้นปลายเพื่อตอบแทนบุญคุณเช่นกัน ข้าไม่ได้คาดหวังจริง ๆ ข้ามีลูกชายหลายคน ใครจะทำก็ย่อมได้ ขอเพียงเขากตัญญูต่อข้า ข้าก็เปิดโอกาสให้เสมอ ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ข้ามีลูกมากกันเล่า จะเลือกใครก็ได้ทั้งนั้น”
คำขอโทษของนางไม่จริงใจแม้แต่น้อย ทว่าจงใจบอกชัดว่านับจากรุ่นนางไป สกุลจูจะไม่มี
‘ธรรมเนียม’ นี้อีก
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังมีลูกชายมากมาย จึงไม่ต้องกังวลว่าลูกคนใดจะตอบแทนบุญคุณในชีวิตยามบั้นปลาย
“จูต้าเหนียง ท่านพูดเช่นนี้คล้ายจะไม่ต้องการเจรจากับเราแล้ว” พ่อหลิ่วหน้าเสีย “ได้ ในเมื่อท่านไม่ต้องการลูกสาวข้า เราก็จะพาตัวนางกลับ ถึงอย่างไรนางก็มีลูกชายสองคน ยามแก่เฒ่าไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคนดูแล ทำตามกฎของท่าน หลานชายสองคนนี้ คนหนึ่งอยู่ครอบครัวท่านคนหนึ่งอยู่ครอบครัวเรา รอลูกสาวข้าแก่ตัวค่อยส่งคืนให้สกุลจูของท่าน…”
เรียกได้ว่าพ่อหลิ่วกำลัง ‘ข่มขู่’
สกุลจูเอาใจใส่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามาก จึงรู้ว่าอีกฝ่ายไม่กล้า ‘ทิ้ง’ ลูกสาวเขา สำหรับปัญญาชนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ หากต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามีมารดาที่ถูกทอดทิ้ง อนาคตของพวกเขาย่อมถึงจุดจบไปด้วย
เมื่อคำนี้หลุดออกมา เย่อวี๋หรานก็จ้องเขาเขม็ง นางแค่นหัวเราะก่อนกล่าวว่า “ท่านพยายามบีบให้สกุลจูทอดทิ้งลูกสะใภ้อย่างนั้นหรือ”
ชาวบ้านแถวนั้นต่างคิด : แย่แล้ว! คนผู้นี้กล้าดีนัก คิดจะ ‘บีบบังคับ’ หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ เกรงว่าคงจะไม่ต้องการมีชีวิตอยู่แล้ว…
จูต้ากับหลิ่วซื่อตื่นตระหนก
ตัวเอกของเรื่องนี้ย่อมไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น
ไฉนเลยหลิ่วซื่อจะโง่ปล่อยให้สกุลจูทอดทิ้งตนเอง แล้วกลับไปใช้ชีวิตรันทดที่บ้านเดิม ไม่ต้องกล่าวถึงที่นางมีลูกชาย เมื่อได้ชื่อว่า ‘ถูกทอดทิ้ง’ แล้วก็ยากจะ ‘แต่งงานใหม่’ ได้ จะมีผู้ชายที่ไหนต้องการนางอีก
หากแต่งงานใหม่ไม่ได้แล้วผู้หญิงจะมีทางไหนไปได้อีก
นางจะไม่ถูกอันธพาลข่มเหงรังแกหรอกหรือ
ด้านจูต้าไม่ต้องการให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าขาดแม่ พวกเขาเป็นเด็กอนาคตไกล หากขาดแม่หรือมีแม่เลี้ยง ต่อไปจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร
ในหมู่บ้านแถบชนบทมีแม่เลี้ยงคนใดดีเท่าแม่บังเกิดเกล้าบ้าง ไม่ว่าจะดีเพียงไหนก็ยังไม่ใช่แม่แท้ ๆ อยู่วันยังค่ำ
พวกเขากังวลกัน ทว่าพ่อหลิ่วคล้ายจะไม่เกรงกลัวสักนิด กลับจ้องตาเย่อวี๋หราน “ขึ้นอยู่กับว่าสกุลจูของท่านจะกล้าทำหรือไม่”
“เหอะ! ท่านคิดว่าอย่างไรเล่า”
“ข้าไม่ใช่ท่านจะรู้ได้อย่างไร แต่ว่าน่าเสียดายต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า…” เขาเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “ข้าได้ยินมาว่าพวกเขาเรียนเก่งมาก ได้รับคำชมจากอาจารย์อยู่บ่อยครั้ง ไม่รู้ว่าขาดแม่แล้วในอนาคตจะยังสอบขุนนางได้อีกหรือไม่”