ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 966 หลิ่วซื่อพลันน้ำตารื้น
บทที่ 966 หลิ่วซื่อพลันน้ำตารื้น
พ่อหลิ่วย่อมไปต่อไม่ถูกจึงถามหลิ่วซื่อเพราะเกรงว่าหากเถียงออกไปแล้วจะเป็นผลร้ายกับตนเอง
เขาเป็นชาวไร่ชาวนา เห็นภรรยาและลูกสะใภ้ ‘ทำงาน’ จนเคยชิน จึงลืมไปว่าสกุลจูต่างจากตนเอง ไม่เพียงแต่จะความเป็นอยู่ดีกว่าแต่ยังมีข้ารับใช้ ทำให้เขาจินตนาการไม่ออกว่าชีวิตเช่นนั้นเป็นอย่างไร
ทว่าในเมื่อก่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว จะยอมแพ้โดยง่ายได้อย่างไร
“จูต้าเหนียง ท่านพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้ทำไมกัน เราไม่รู้อะไรทั้งนั้น รู้แต่ว่าลูกข้าเป็นสะใภ้ใหญ่ ควรได้จัดการดูแลครอบครัวในทุกเรื่อง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องผ่านมือนาง” เขาเถียง “ท่านบอกว่าการทำกิจการเป็นเรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่มันก็สามารถหาเลี้ยงชีพได้… ท่านกล้าพูดหรือไม่ว่าที่ทุกวันนี้สกุลจูกินดีอยู่ดีก็เพราะพึ่งพาสิ่งนี้”
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว สกุลจูของเรากินดีอยู่ดีได้ไม่ได้พึ่งพาสิ่งนี้ แต่เป็น ‘การอ่านออกเขียนได้’ ต่างหาก” เย่อวี๋หรานเน้นย้ำคำว่า ‘อ่านออกเขียนได้’ แล้วบอกต่อ “หากเจ้าเจ็ดลูกข้าไม่เรียนเก่งจนสอบเป็นซิ่วไฉได้ นายท่านคนใหญ่คนโตเหล่านั้นคงไม่ชายตามองเรา เพราะเขาเรียนเก่งพวกเขาจึงวางใจจะมอบหมาย ‘เรื่องเล็ก’ ให้ผู้หญิงอย่างเราจัดการดูแลและหาเงินจากมันได้ หลักการของเรื่องนี้คือ ‘มาก่อนได้ก่อน’ ท่านจึงเข้าใจผิดแล้ว”
เย่อวี๋หรานหัวไวจึงยกเรื่อง ‘การทำกิจการ’ ไปอยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการสอบของจูชี และเน้นย้ำว่าที่ได้โอกาส ‘หาเงิน’ เพราะคนเห็นแก่ตำแหน่งซิ่วไฉ
พวกเขาเป็นครอบครัวเกษตรกร หาใช่สกุลพ่อค้า เรื่องนี้ไม่อาจเข้าใจคลาดเคลื่อนได้
ในเมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งสำคัญจึงเป็น ‘การทำการเกษตรและการศึกษาเล่าเรียน’ ไม่เห็นหรือว่าสกุลจูยังทำการเกษตรเป็นหลัก
พวกเขายังชักชวนชาวบ้านหมู่บ้านสกุลจูและชาวบ้านในสิบลี้แปดหมู่บ้านมา ‘ทำการเกษตร’ ด้วยกัน
แม้จะทำกิจการหา ‘รายได้’ อยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงผลพลอยได้ จะได้ไม่อาจกล่าวได้ว่าผู้หญิงในครอบครัวไม่สามารถมีเงินสินเดิมและหารายได้เข้าตัว
เย่อวี๋หรานถือโอกาสนี้เน้นย้ำแนวคิดนี้กับทุกคน เราเป็นปัญญาชนที่ทำการเกษตร ไม่ใช่พ่อค้าแต่อย่างใด
ผู้คนจึงคิดกันไปโดยปริยายว่าสมควรให้ลูกสะใภ้ใหญ่จัดการดูแลเรื่องการเกษตร
หากพ่อหลิ่วยังยืนกรานจะให้ลูกสาวดูแล ‘เงิน’ นี้ นางก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ แต่นางชี้แจงได้ว่าแม้สะใภ้สี่จะมีหน้าที่ทำบัญชี ทว่าเงินนี้ก็ถูกแบ่งให้แต่ละครอบครัว
อย่างรายรับรายจ่ายในการเลี้ยงหมูและกระต่ายของหลิ่วซื่อก็ถูกลงบัญชีไว้อย่างชัดเจน
เมื่อสิ้นเดือนค่อยให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามาช่วยตรวจดูก่อนนำไปให้หลิ่วซื่อ
แม้เห็นว่าหลี่ซื่อเป็นคนดูแลโรงลวกเส้น แต่แท้จริงแล้วนางมีส่วนแบ่งเพียงหนึ่งในแปด ไม่มีทางเลือก ใครใช้ให้สกุลจูมีลูกสะใภ้มากกันเล่า ยังมีจูปาเม่ยอีกคน รวมกันแล้วจึงมีแปดคน
“แล้วข้าก็ไม่เข้าใจว่าท่านมาหาเรื่องทำไมกัน อำนาจในการจัดการดูแลบ้านยังอยู่ในมือข้า เพียงให้สะใภ้สี่ทำบัญชีไม่ได้หมายความว่านางจะได้ทำหน้าที่นี้ นางยังต้องทำงานหนักที่โรงงานลวกเส้น แต่ลูกสาวท่านนั่งเฉยเตรียมฉวยผลประโยชน์ ยังจะมาโวยวายเรื่องนี้อีกหรือ?” นางกล่าวด้วยความไม่สบอารมณ์ “หากต้องการโวยวายเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ข้าคิดว่าน้องสะใภ้อย่างหลิวซื่อกับหลี่ซื่อควรทำมากกว่า นางทำงานมากที่สุด และยังต้องเลี้ยงลูกชาย ส่วนลูก ๆ ครอบครัวเจ้าใหญ่เข้าเรียนในสำนักศึกษากันแล้ว… ได้ศึกษาเล่าเรียนก็นับว่าได้หน้ามากแล้ว ยังต้องการเรียกร้องสิ่งใดอีก”
นางฉีกหน้าทีละเรื่อง ทำเอาอีกฝ่ายพูดไม่ออก
พวกเขาพูดถึงเรื่องเงินทอง นางกลับตอกกลับว่า ‘การทำกิจการไม่ใช่เรื่องใหญ่’ หลังเสร็จสิ้นแล้วใช่ว่าลูกสาวเจ้าตัวจะไม่ได้ส่วนแบ่ง พวกเขาพูดถึงเรื่องจัดการดูแลบ้าน อำนาจหน้าที่นั้นก็ยังอยู่ในมือนาง พวกเขาพูดถึงหน้าตา ตอนนี้ลูกชายครอบครัวจูต้าก็ได้เข้ารียนในสำนักศึกษา ยังไม่เรียกว่าได้หน้าอีกหรือ
ไม่ว่าจะพูดอย่างไรผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุดก็ยังเป็น ‘หลิ่วซื่อ’ แม้ต้องการหาเรื่องก็ไม่รู้จะยกสิ่งใดมาพูดได้แล้ว
อีกด้านหนึ่งพ่อหลิ่วกับแม่หลิ่วตกตะลึง พวกเขารีบหันมองลูกสาว
เพียงรู้ว่าหลี่ซื่อรับผิดชอบทำบัญชีและดูแลโรงงานลวกเส้น แต่กลับไม่รู้ว่าเงินเหล่านั้นถูกแบ่งเข้ากระเป๋าลูกสาวตนเอง อีกทั้งยังมีส่วนแบ่งถึงหนึ่งในแปด
เรียกได้ว่าตอนพวกเขาคุยเรื่องลูกสาว เจ้าตัวไม่ได้ชี้แจงเรื่องเหล่านี้ให้ฟัง จึงพากันคิดว่าหลิ่วซื่อไม่ได้สิ่งใดนอกจาก ‘ของเหลือ’ จากผู้อื่น
“เสี่ยวเยว่ ทำไมถึงไม่บอกเรื่องสำคัญเช่นนี้!”
แม่หลิ่วกระชากมือลูกสาวขณะระเบิดอารมณ์ใส่
นางได้ยินมานานว่าหมูและกระต่ายของสกุลจูตัวอ้วนพี ไม่คิดว่าเงินเหล่านั้นเข้ากระเป๋าลูกสาวตนเอง แต่เจ้าตัวมักกลับมาคร่ำครวญบอกว่าตนเอง ‘ยากจน’ ไม่มีทรัพย์สินติดกาย
ช่วงแรกยังนำเงินมา ‘เคารพตอบแทน’ พวกเขาบ้าง คล้อยหลังมาไม่มีสิ่งอื่นมาฝากนอกจากมันเทศและอาหาร
“ท่านแม่…” หลิ่วซื่อตัวสั่นเทา
นางนึกไม่ถึงว่าแม่สามีจะพูดเรื่องนี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย
นางมีเงินในมือ แต่เงินนี้เก็บไว้ให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าแต่งภรรยาเข้าบ้านในภายภาคหน้า หากนางเอามา ‘เคารพตอบแทน’ พ่อแม่ทั้งหมดคงโง่เง่าไม่น้อย
“ไม่ต้องมาเรียกข้าว่าแม่!” แม่หลิ่วตวาด “ทุกครั้งที่เจ้ากลับบ้าน ข้าถามเจ้าว่าอยู่สบายหรือไม่ เจ้าตอบข้าว่าอะไร บอกว่าพอได้กินอิ่มและทำงานเหนื่อยหนักแต่ไม่ได้สิ่งใดตอบแทน… เจ้าไม่ถือว่าได้สิ่งเหล่านี้ตอบแทนหรือ สกุลจูมีลูกแปดคน เจ้าได้ส่วนแบ่งหนึ่งในแปดแล้วจะยังต้องการสิ่งใดอีก ต้องการจะยึดครองทั้งครอบครัวหรือ”
“ข้า… ข้าเปล่า…” หลิ่วซื่อพลันน้ำตารื้นและปล่อยโฮ “ท่านแม่ ข้าเปล่า ข้าเปล่าจริง ๆ ข้าเพียงกลัวว่าพวกท่านจะขอเงินจากข้า…”
“ข้าเคยขอเงินเจ้าตอนไหน ข้าเอาเงินเจ้ามาก็เพราะหวังดีไม่ใช่หรือ เจ้ามันมือเติบและไม่มีหัวคิด ใครจะรู้ว่าเงินในมือเจ้าจะเป็นอย่างไรบ้าง คราวก่อนสกุลจูต้องการซื้อที่ดิน หากข้าไม่ออกเงินให้เจ้า เจ้าจะมีเงินมากมายขนาดนั้นหรือ…”
หลิ่วซื่อบอกด้วยท่าทีเศร้าสลด “ใช่ พวกท่านให้เงินมาแต่ก็บอกว่าตนเองมีส่วนแบ่งในที่ดินนั้นด้วย ฮือ… ทั้งที่มันเป็นเงินที่ข้ามอบให้ไปแท้ ๆ…”
……
ผ้าคลุมห่อปิดบังความน่าอับอายได้คลี่ลงเปิดเผยต่อหน้าทุกคน
ผู้คนต่างแตกตื่น ไม่รู้มาก่อนว่าจะเกิดเรื่องพรรค์นี้กับการซื้อที่ดินของสกุลจู!
ช้าก่อน หากที่ดินที่หลิ่วซื่อซื้อมีส่วนแบ่งของสกุลหลิ่วด้วย เช่นนั้นที่ดินผืนนี้ของสกุลจูนับว่าเป็นของสกุลจูหรือสกุลหลิ่วกันแน่
อีกทั้งสกุลหลิ่วยังทำอะไรจนหลิ่วซื่อต่อต้านเพียงนี้ แม้แต่พ่อแม่นางยังไม่เชื่อใจ
หากไม่เชื่อใจแล้วเหตุใดจึงยกพวกมาหาเรื่องสกุลจู นางต้องการสิ่งใดกันแน่?
ทันใดนั้นพวกเขาก็รู้สึกว่าสะใภ้ใหญ่สกุลจูผู้นี้โง่เง่าไม่น้อย