ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 965 เขาคิดแต่จะให้ลูกสาวมีอำนาจ
บทที่ 965 เขาคิดแต่จะให้ลูกสาวมีอำนาจ
จูเหล่าโถวคิดวิตก เขารู้ว่าภรรยาส่งต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเล่าเรียนเพื่อปูทางไปสู่การสอบขุนนาง เพียงแต่เขาไม่รู้รายละเอียดแน่ชัดนัก
ทันทีที่ได้ยินว่าหากหลิ่วซื่อถูกทอดทิ้ง หลานชายทั้งสองคนอาจไม่สามารถสอบขุนนางได้ เขาก็รีบถามเย่อวี๋หราน “ไม่จริงใช่ไหม หากเมียเจ้าใหญ่ถูกทอดทิ้ง พวกเขาจะสอบขุนนางไม่ได้หรือ”
เย่อวี๋หรานไม่ตอบ
“ข้าเองก็หวังว่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจะไม่ได้รับผลกกระทบ อย่างไรเสียข้าก็เป็นตาของพวกเขา แต่หากใครบางคนไม่เห็นว่ามารดาพวกเขาสำคัญ ข้าคงได้แต่กัดฟันอดทน พวกเขาตั้งใจเรียนหนังสือ พยายามเป็นหน้าเป็นตาให้สกุลจู แม่ของพวกเขากลับไม่ได้รับผลประโยชน์ ทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่ข้าง ๆ เท่านั้น” พ่อหลิ่วท่าทีไม่รีบร้อน ก่อนกล่าวต่อ “พวกเขายังอายุน้อยและไม่รู้ความ แต่เมื่อเติบโตขึ้น ไม่รู้ว่าหากรู้ว่าปู่ ย่า และอาทำเช่นนี้กับแม่ พวกเขาจะมีท่าทีอย่างไร”
ทันทีที่คำนี้หลุดออกมา คนสกุลจูก็โมโห “พวกเจ้ามันหน้าไม่อาย! ยังมีหน้ามาบอกว่าตนเองเป็นตาของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า แต่พวกเจ้ากลับเอาพวกเขามาเป็นข้อต่อรองหรือ”
ใครบางคนโพล่งบอกกับหลิ่วซื่อ “สะใภ้ใหญ่ พูดอะไรบ้างสิ ท่านไม่ต้องการต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าแล้วหรือ พวกเขาเป็นลูกชายของท่านแท้ ๆ…”
จูเหล่าโถวเอ่ยเร่ง “พูดอะไรบ้างเถิด พวกเขาจะสอบขุนนางไม่ได้จริงหรือ”
เย่อวี๋หรานรำคาญเสียงจนหันขวับมองค้อน
เพียงเท่านั้นเขาก็ปิดปากเงียบ แต่ในใจยังคงร้อนรน : ข้าจะไม่เป็นห่วงหลานชายได้อย่างไร…
ไม่รู้ว่าเขาห่วงหลานชายหรือห่วงยศถาบรรดาศักดิ์ในอนาคตของหลานชายกันแน่
หลิ่วซื่อลังเลแต่นางไม่ทันได้พูดแม่หลิ่วก็จับมือนางแล้วส่ายหน้าให้ก่อนกระซิบว่า “เจ้าอย่าลืมที่สัญญากับเราเอาไว้”
“แต่ว่า…” หลิ่วซื่ออ้าปากแต่ไม่ได้พูดต่อ
นางรับปากกับพ่อแม่ไว้ว่าจะเข้าข้างกัน แต่ไม่ได้ตกลงกันเรื่อง ‘ทำลาย’ ชื่อเสียงของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า
“เจ้านี่มันเหิมเกริมนัก!” เย่อวี๋หรานเดือดดาลในใจ นางไม่พอใจสะใภ้ใหญ่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เพราะเห็นแก่หลานชายสองคนจึงยอมอดทนมาตลอด
ทว่านึกไม่ถึงว่าไม่เพียงเจ้าตัวจะไม่รู้จักเจียมตัว แต่กลับยิ่งละโมบโลภมาก
นางจ้องพ่อหลิ่วเขม็งก่อนเอ่ยว่า “ข้าต้องยอมให้หลิ่วซื่อดูแลบ้าน ไม่เช่นนั้นท่านก็จะทำร้ายต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าใช่ไหม”
อีกฝ่ายว่าอย่างไม่เกรงกลัว “ลูกสาวข้าเป็นสะใภ้ใหญ่ เดิมทีหน้าที่จัดการดูแลบ้านควรเป็นของนางอยู่แล้ว”
“ลูกสาวท่านนิสัยใจคอเป็นอย่างไรท่านไม่รู้เลยหรือ คิดว่านางทำตัวน่ากลัดกลุ้มอย่างนี้ ไม่เอาไหนสักอย่าง นางจะจัดการดูแลบ้านได้หรือ” เย่อวี๋หรานต่อว่าซึ่งหน้า “นางไม่ต่างกับโคลนตมยึดกำแพงไม่อยู่ เกิดเรื่องในบ้านทีไรไม่เคยคิดหาหนทางคลี่คลายได้ เอาแต่หดหัวอยู่ด้านหลัง เรื่องเล็กยังทำได้ไม่ดี รู้แต่จะนั่งเฉยแล้วรอฉกฉวยสิ่งที่ทำสำเร็จแล้ว…”
“ได้ นางต้องการฉกฉวยข้าก็ปล่อยให้นางทำ ถึงอย่างไรนางก็เป็นแม่ของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ข้าจะปล่อยให้หลานชายข้าขาดแม่ไม่ได้ งานสกปรก งานใช้กำลัง และงานเหนื่อยยากนั้นลูกสะใภ้อื่นทุกคนต่างต้องทำ นางตามหลังมาตอนจะเสร็จแล้วมันใช้ได้หรือ”
“ข้าคิดว่าตนเองปฏิบัติดีแล้วแท้ ๆ แต่น่าเสียดายที่ยังมีคนไม่รู้จักพอ ต้องการให้ข้ามอบอำนาจในการดูแลบ้านให้ แล้วมีเหตุผลอะไรเล่า จะทำแบบนั้นได้อย่างไร ข้าเป็นแม่สามีที่ยังอยู่ดีมีสุข ทำไมต้องยกหน้าที่ดูแลบ้านให้กับลูกสะใภ้ด้วย”
“หากสกุลหลิ่วมีกฎเช่นนั้น ทำไมข้าไม่เห็นว่าลูกสะใภ้ใหญ่บ้านท่านดูแลบ้านเล่า”
“หากลูกสาวท่านมีความสามารถ ข้าคงให้นางทำหน้าที่นี้ไปแล้ว แต่เพราะนางไม่มีความสามารถไม่ใช่หรือ หากนางทำได้สักเศษเสี้ยวของข้า ข้าคงยอมรับในตัวนาง แต่ดูนางสิ แค่ออกมาเผชิญหน้ากับข้ายังไม่กล้าทำเลยไม่ใช่หรือ”
……
เย่อวี๋หรานตำหนิหลิ่วซื่อโดยไม่ไว้หน้าแต่อย่างใด นางเกือบจะชี้หน้าด่าพ่อหลิ่วด้วยซ้ำ บอกว่าไม่แปลกที่หลิ่วซื่อโตมาเป็นคนเช่นนี้ เห็นสันดานของคนสกุลหลิ่วก็รู้แล้ว ตอนแรกนางตาบอดที่ปล่อยให้หลิ่วซื่อแต่งเข้ามาในบ้าน
พ่อหลิ่วไม่หลงกลจึงเถียงว่า “จูต้าเหนียง ไม่คิดว่าคำพูดท่านย้อนแย้งไปหน่อยหรือ ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าตนเองไม่ยึดถือธรรมเนียม ไม่เช่นนั้นคงไม่แยกครอบครัวออกมาตั้งแต่ยังสาว ปล่อยให้น้อง ๆ ดูแลบ้าน ตอนนี้กลับบอกว่าเราต้องทำตามกฎ แม่สามีไม่อยู่ลูกสะใภ้ใหญ่มีอำนาจตัดสินใจ… ไม่ว่าจะเพราะเหตุใดตอนนี้สิ่งที่ข้าเห็นก็มีเพียงลูกสาวข้าที่เป็นสะใภ้ใหญ่ไม่ได้อำนาจในการจัดการดูแลสิ่งใด กลับตกไปอยู่ในมือน้องสะใภ้ เช่นนี้เป็นการหยามหน้าสกุลหลิ่วของเราชัด ๆ”
เขาว่าจบก็หันไปมองหน้าหลี่ซื่อขณะชี้หน้าและถามเย่อวี๋หราน “ท่านกล้าพูดหรือว่านังคนนี้ไม่ได้ดูแลบัญชีและกิจการของสกุลจู และเรื่องใหญ่อย่างโรงงานลวกเส้นก็ยังเป็นนางที่รับผิดชอบไม่ใช่หรือ แล้วลูกสาวของข้าได้ทำอะไรบ้าง นางได้แต่อยู่เลี้ยงหมูหลังบ้าน… หากไม่เชื่อก็ถามทุกคนที่นี่ได้ มีครอบครัวใดปฏิบัติกับลูกสะใภ้ใหญ่เช่นนี้บ้าง”
“ใครบอกว่านางดูแลบัญชีและกิจการของสกุลจู?” เย่อวี๋หรานตอบหน้านิ่ง “สกุลจูของเราเป็นครอบครัวการเกษตรและการศึกษา การทำกิจการเป็นเพียงช่องทางเล็ก ๆ ให้ลูกสะใภ้ใช้หาเงินเท่านั้น… สมควรให้สะใภ้ใหญ่ที่เป็นหน้าเป็นตาของสกุลจูทำหรือ ไม่ควรให้น้องสะใภ้ทำเรื่องน่าอายพรรค์นี้หรือ จะให้สกุลจูของข้าเสียหน้าหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ซื่อก็เกือบหลุดขำจึงรีบก้มหน้าก้มตา
ฮ่า ๆๆ… ใช่แล้ว สกุลจูเป็นบัณฑิตชาวนา จะให้ครอบครัว ‘ได้ชื่อ’ ว่าทำการค้าได้อย่างไร
นี่ไม่เรียกว่าการตอกหน้าหรอกหรือ
แม่สามีของนางยังแข็งแกร่งดังเดิม โจมตีได้ถูกจุดในคราวเดียว
พ่อหลิ่วหน้าเสีย เขาคิดแต่จะให้ลูกสาวตนเองมีอำนาจ จะได้มีโอกาสฉกฉวยผลประโยชน์จากสกุลจู ทว่ากลับลืมว่าการทำกิจการและการสอบขุนนางไม่อาจรวมกันได้ สกุลขุดหลุมพรางเข้าให้แล้ว
เย่อวี๋หรานกล่าวสำทับในชั่วขณะต่อมา “ท่านเน้นย้ำว่าลูกสาวท่านเป็นลูกสะใภ้ใหญ่ เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ สมควรรับผิดชอบเรื่องที่เป็นหน้าเป็นตาของสกุลจู ข้าไม่เข้าใจว่าข้าให้นางทำเรื่องน่าอับอายอย่างไร เลี้ยงหมูแล้วอย่างไร ถามชาวบ้านดูก็ได้ มีลูกสะใภ้คนใดไม่เลี้ยงหมูบ้าง ตอนนี้ต่างจากเมื่อก่อน เราปลูกมันเทศไว้ในไร่ ต่อให้ต้องไปเก็บอาหารหมูก็ไม่ต้องขึ้นเขา แค่ตัดเอาจากไร่เท่านั้น ในสิบลี้แปดหมู่บ้านไม่รู้มีคนมากมายเท่าไหร่อิจฉาลูกสาวท่าน…”
ชาวบ้านคนหนึ่งหัวเราะเบา ๆ “ใช่แล้ว เมียข้ากลับไปบ้านแม่ พอพวกเขาได้ยินว่านางไม่ต้องขึ้นเขาไปตัดหญ้าเลี้ยงหมูก็พากันอิจฉา”
“อีกทั้งลูกสาวท่านยังไม่ต้องไปตัดหญ้าเองด้วยซ้ำ” เย่อวี๋หรานเบ้ปากก่อนบอกอย่างไม่สบอารมณ์ “หมูกับกระต่ายที่บ้านนางเป็นคนดูและทั้งหมด แต่สกุลจูก็มีข้ารับใช้ งานหนักงานเหนื่อยล้วนเป็นพวกเขาทำ หากไม่เชื่อก็ถามนางต่อหน้าทุกคนดู ตั้งแต่ต้นปีนางไปตัดหญ้าเองกี่ครั้ง กวาดเล้าหมูเองกี่หน”
“อ๋อ ใช่แล้ว!” จูถงฮว่าจงใจตะโกน “ลืมว่าจูต้าเหนียงมีข้ารับใช้ไปได้อย่างไร คราวก่อนตอนเมียข้าไปตัดหญ้าก็บังเอิญเจอกับป้าถัง… พวกนางยังได้พูดคุยกันเล็กน้อย เมียข้าอารมณ์ดีมาก ชมยกใหญ่ว่าป้าถังเป็นคนดีและคุยสนุก…”