ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 968 เงินบันดาลใจ
บทที่ 968 เงินบันดาลใจ
พ่อหลิ่วเป็นคนที่สามารถทานทนได้ บีบให้เย่อวี๋หรานต้องยอมปล่อยผ่านเพื่อให้เขาหยุดทำร้ายตนเอง
“ข้าขอโทษจริง ๆ จูต้าเหนียง!
เขากล่าวขอโทษส่งท้ายด้วยท่าทีน่าสงสารอย่างไม่นึกอาย ก่อนเรียกแม่หลิ่วและคนอื่น ๆ พากันหลบฉากออกมา
เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเดินพ้นหมู่บ้านสกุลจูมาได้ไม่นาน เขาก็ก่นด่าภรรยายกใหญ่
แม่หลิ่วถูกต่อว่าเข้าอย่างจังก็หวาดกลัวจนหน้าซีดเผือดทันใด
ลูกหลานเห็นเช่นนี้ก็สบตากันแล้วเร่งฝีเท้าเดินหนี ทิ้งสองสามีภรรยาไว้เบื้องหลัง
หลังจากนั้นพ่อหลิ่วก็เงื้อมือตบแม่หลิ่วฉาดใหญ่ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของนาง
กานอี้เซียนถึงกับอึ้ง “แย่แล้ว ตบแรงเกินไปหรือเปล่า!”
ตั้งแต่ได้มาสถิตบนโลกมนุษย์ เขารู้สึกว่าตนเองได้เปิดหูเปิดตาไม่มีที่สิ้นสุด
ครั้งแรกที่เห็นผู้ชายตบตีผู้หญิง เขาตกใจไม่น้อย ผู้หญิงไม่คุ้นชินกับความเจ็บ นางทนถูกตบตีเช่นนี้ได้อย่างไร
บนสวรรค์มีเทพเจ้าทะเลาะกับเทพธิดาอยู่บ้าง ทว่ามันเป็นการใช้กำลังภายในสู้กัน ต่างกับการที่ผู้ชายตบตีผู้หญิง
ผู้อื่นก็ทะเลาะกัน แต่คนที่ลงไม้ลงมือรุนแรงเท่าพ่อหลิ่วนั้นหาได้ยาก
ราวกับไม่ใช่ ‘ตบตี’ ภรรยาตนเอง แต่เป็นการทำร้ายคู่อริของบิดา
เมื่อนึกถึง ‘ความอับอาย’ ที่พ่อหลิ่วต้องพบเจอก่อนหน้านี้ กานอี้เซียนก็คิดว่าหรือเจ้าตัวจะกลัวว่าตนเองจะไม่ได้ ‘ระบายโทสะ’
ลูกหลานสกุลหลิ่วเดินห่างออกมาแล้วแต่ยังได้ยินเสียงร้องเสียดหู
โดยเฉพาะลูกสะใภ้ของแม่หลิ่ว นางหดคอด้วยความตกใจและไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว
หลานของพ่อหลิ่วที่เดินมาด้วยกันกระซิบบอก “ไม่หนักมือไปหน่อยหรือ ท่านอารุนแรงเช่นนี้ หากนางตายไปจะทำอย่างไร”
“เฮ้อ เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เจ้าจะทำอย่างไรได้”
“เงียบหน่อย ลูกพี่ลูกน้องฟังอยู่”
……
พวกเขาขยิบตาให้เขาแล้วลอบมองสีหน้าลูกชายสองคนของพ่อหลิ่ว
ทั้งคู่ดูอับอายเช่นกัน ทว่าไม่อาจโกรธลูกพี่ลูกน้องได้ ทำได้เพียงระบายโทสะกับภรรยาตนเอง
“ทำไมเจ้าถึงได้เดินช้าอย่างนี้ เดินให้เร็วกว่านี้ไม่ได้หรือ”
ขาก็ยกขึ้นเตะก้นของนางทันที
นางสะดุดก่อนรีบบอก “รู้แล้ว ข้าจะเร่งฝีเท้าให้!”
เมื่อสกุลหลิ่วจากไปก็เหลือเพียงหลิ่วซื่อที่โรงงานแห่งใหม่
ไม่มีใครทันเห็นว่านางทรุดลงกับพื้นตั้งแต่เมื่อไหร่ เสื้อผ้าฉีกขาด ผมเผ้าถูกทึ้งยุ่งเหยิง ใบหน้ายังบวมแดงมีรอยฝ่ามือประทับอยู่ สภาพดูน่าอนาถกว่าหลี่ซื่อมาก
เย่อวี๋หรานไม่แม้แต่จะมองหน้านาง และสั่งให้หลิวซื่อกับหลินซื่อพาเจ้าตัวกลับบ้านไป
แม้นางจะอยากจัดการลูกสะใภ้ใหญ่ ณ ตรงนี้ แต่ก็มีคนอยู่มากมาย นางจะทำให้อีกฝ่ายเสียหน้าอีกได้อย่างไร หากเป็นเช่นนั้นต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจะพลอยเสียหน้าไปด้วย นางไม่ใส่ใจหลิ่วซื่อได้ แต่ไม่อาจมองข้ามหลานชายทั้งสองได้
หลิวซื่อกับหลินซื่อมองตะกร้าในมือแม่สามีแล้วนึกเสียดาย : แย่จริง! เตรียมมาเสียเปล่าแล้ว!
ส่วนเตรียมสิ่งใดมาเสียเปล่านั้น มีเพียงพวกนางเท่านั้นที่รู้
แม่สามีสั่งแล้วไม่อาจรีรอได้ จึงรีบหิ้วปีกหลิ่วซื่อกลับออกไป
หลิ่วซื่อให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเพราะไม่ต้องการอยู่ที่นี่ต่อในสภาพน่าเวทนา นางดูคล้ายถูกลากออกไป ทว่าแท้จริงเต็มใจเดินออกไปเองต่างหาก
เย่อวี๋หรานวางตะกร้าบนพื้นแล้วปรบมือเรียกความสนใจจากทุกคน “เอาละ จบเรื่องแล้ว ไม่ต้องมามุงกัน มีอะไรทำก็ไปทำเสีย”
พวกเขามองตะกร้าที่เท้านางโดยไม่รู้ตัว สายลมพัดเปิดชายผ้ามุมหนึ่งขึ้นเผยให้เห็นของด้านใน
ทุกคน “…”
สวรรค์! มีดอีโต้หรือ!
จูต้าเหนียงนำมีดอีโต้มาด้วยหรือ! โชคดีจริง ๆ ที่วันนี้ไม่มีโอกาสให้นางได้แสดงฝีมือ ไม่เช่นนั้นหากเกิดเหตุนองเลือดอาจวุ่นวายเอาได้
ปกติเมื่อนางวิวาทกับใครก็มักติดมีดอีโต้มาด้วยไม่ใช่หรือ
ส่วนว่าทำไมคนไม่เห็นกันก็ลองคิดดูเอาเองเถิด
เย่อวี๋หรานกล่าวโดยไม่รู้ว่าทุกคนพากันอคติไปแล้ว “โรงงานลวกเส้นใหม่เพิ่งเริ่มสร้าง แต่ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับทุกคน หากสร้างเสร็จเร็ว คนงานหญิงก็มาทำงานได้เร็ว เงินก็จะได้เร็วขึ้น…”
“เงินเป็นสิ่งดี ไม่เช่นนั้นใครบางคนคงไม่อิจฉาตาร้อนและจงใจมาหาเรื่องกันถึงบ้าน เห็นได้ชัดว่าต้องการมากอบโกยผลประโยชน์จากโรงงานแห่งนี้”
“แต่ว่าโรงงานลวกเส้นนี้เป็นของหมู่บ้านสกุลจู ควรไปสร้างข้างนอกหรือ หากสร้างข้างนอกแล้วต่อไปผู้หญิงในครอบครัวพวกเจ้าจะมาทำงานก็ต้องถ่อไปหมู่บ้านอื่นหรือ”
“ตอนนี้คนหมู่บ้านอื่นต่างมาที่หมู่บ้านเรา เพียงคอยดูพวกเขาเอาไว้ พวกเขาทำงานเต็มวันไม่ได้ แต่ทำได้เพียงครึ่งวัน ค่าแรงที่ได้ก็น้อยกว่าพวกเจ้าเป็นเท่าตัว และยังต้องเดินทางไปกลับอย่างยากลำบาก…”
……
เย่อวี๋หรานไม่ต้องการให้พวกเขา ‘นินทา’ ครอบครัวตนเอง จึงยกเรื่องโรงงานลวกเส้นขึ้นมา ทั้งยังบอกให้รู้ว่ามันเป็นงานที่ดีจนคนหมู่บ้านอื่นต้องการมา ‘ฉกฉวย’
มีคนต้องการมาแย่งงานพวกเขาไปเชียวไม่ใช่หรือ
ไม่ได้การแล้ว
พวกเขาทำงานหนักไม่ใช่เพื่อเงินเพียงเล็กน้อย
หากโรงงานลวกเส้นไปตั้งในหมู่บ้านอื่นคงได้ชวดค่าแรงไปครึ่งหนึ่ง
พวกเขาไม่ยอม
ไม่มีทางยอม
เมื่อเห็นแก่ผลประโยชน์ของชาวบ้านหมู่บ้านสกุลจู ไฉนเลยจะมีอารมณ์มา ‘นินทา’ พวกเขารีบพากันไปทำงาน
ระหว่างทำงานก็ ‘นินทา’ เรื่องสกุลจูไปพลางทว่าไม่ได้สนใจนัก และยังลอบคาดเดาในใจ ‘จริงหรือที่จูต้าเหนียงบอกว่าสกุลหลิ่วถ่อมาที่นี่เพื่อหวังในโรงงานลวกเส้นนี้’
“มาคิดแล้วก็เป็นไปได้ ลองนึกดู สะใภ้ใหญ่สกุลจูเป็นคนอย่างไรมีหรือเราจะไม่รู้ นางแต่งเข้าบ้านสกุลจูมาหลายปีก็สงบเสงี่ยมมาตลอด หากวันนี้ไม่มาก่อเรื่องวุ่นวายคนจะยังจำสกุลนางได้อยู่หรือ”
ตีความได้ว่าหลิ่วซื่อแทบไม่มีบทบาท หากไม่ได้ตำแหน่ง ‘สะใภ้ใหญ่สกุลจู’ เกรงว่าคงจะกลายเป็นคนไร้ตัวตนไปแล้ว
“นางเป็นคนซื่อมาตั้งนานแล้ว จะคิดเล็กคิดน้อยได้อย่างไร ข้าว่าคงเป็นความคิดของผู้อื่นมากกว่า พวกเขาหวังฮุบโรงงานลวกเส้น พูดกันง่าย ๆ คือต้องการจะแย่งไปจากเรา”
“เงินบันดาลใจผู้คนเป็นธรรมดา ทุกอย่างนำโดยสกุลจู พวกเขาจะไม่ละโมบโลภมากได้อย่างไร ไม่เช่นนั้นจะลงทุนมาหาเรื่องจูต้าเหนียงทำไมกัน นางโหดปานนั้น พวกเขาไม่ใช่คนโง่แต่ยอมเสี่ยงขนาดนี้ คงเห็นว่าคุ้มค่าจึงมา เพียงแต่พวกเขารีบร้อนเกินไป นางยังอายุไม่มากกลับมาเร่งจะให้ยกหน้าที่จัดการดูแลครอบครัวให้หลิ่วซื่อเพื่อจะได้ส่วนแบ่งบ้าง และยังดูเชิงว่านางจะยอมตกปากรับคำหรือไม่”
“หรือเพราะก่อนหน้าที่จูต้าเหนียงขาหัก พวกเขาจึงคิดว่านางทำอะไรไม่ได้แล้ว”
“แต่ก็อาการไม่ได้หนักไม่ใช่หรือ”
“แล้วอย่างไรเล่า นางก็ยังเดินได้ไม่คล่องใช่ไหมเล่า นางมาที่นี่ยังต้องนั่งเก้าอี้รถเข็นมาเลย เห็นได้ชัดว่ายังยืนนานไม่ได้”
“เจ้าเห็นตะกร้าที่เท้านางไหม?”
“เห็นสิ ดูเหมือนจะใส่มีดเอาไว้”
“ตายแล้ว ข้าไม่ได้ดูผิดไปจริง ๆ ด้วย ข้าตกใจแทบตาย คิดว่าจะได้เห็นคนตายแล้ว”
“ใช่ สกุลหลิ่วคิดสั้นถึงได้กล้ามาหาเรื่องนาง โชคดีที่พวกเขารีบรับผิด ไม่เช่นนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็ยากจะคาดเดา ข้าว่าที่เจ้าคนสกุลหลิ่วคุกเข่าก็อาจเพราะเห็นมีดเล่มนั้น
“น่าจะเป็นอย่างนั้นแน่ ๆ มีใครไม่รู้จักมีดอีโต้ของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์บ้าง มันเลื่องลือไปทั่วสิบลี้แปดหมู่บ้านไม่มีใครเทียบได้”