ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 967 ชะงักไปในทันใด
บทที่ 967 ชะงักไปในทันใด
นึกไม่ถึงว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์จะกล้าแหกหน้าเล่นงานลูกสะใภ้ของตนเอง
แม้ว่าเหล่าผู้แทะเมล็ดรับชมจะเกรงกลัวเย่อวี๋หราน ทว่านานทีจะได้เห็นเจ้าตัว ‘ตกที่นั่งลำบาก’ พวกเขาจึงสะใจที่ได้เห็นนางเดือดร้อนอยู่บ้าง
หลิ่วซื่อถูกสกุลหลิ่วล้อมและดุด่าสาดเสียเทเสีย
พวกเขาอุตส่าห์ถ่อมาถึงที่นี่และเสี่ยงมีเรื่องกับ ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ เพื่ออะไรน่ะหรือ เพียงเพราะละโมบโลภมากในผลประโยชน์ของสกุลจูและต้องการขนมที่ร่วงจากฟ้า
กลับกลายเป็นว่านังหลิ่วซื่อตัวดีขุดหลุมพรางใหญ่รอพวกเขาเอาไว้
หากนางไม่ได้ ‘ผลประโยชน์’ พวกเขาก็ยังบีบบังคับเอาบางอย่างจากหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ได้บ้าง ปรากฏว่าสิ่งที่นางควรได้ก็ได้รับแล้ว ต่อให้พวกเขาเห็นว่าน้อยไป ด้วยความ ‘ไร้ชื่อเสียง’ ก็ไม่อาจร้องขอมากกว่านี้ได้
เพียะ…
หลิ่วซื่อถูกตบหน้าฉาดใหญ่
คนที่ลงมือไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพ่อหลิ่ว
สีหน้าของเขาเกรี้ยวกราด ราวกับเป็นคนละคนกับผู้ที่มาหาเรื่องสกุลจูก่อนหน้านี้ ทั้งดุด่าลูกสาวว่าชั่วช้า ไม่รู้จักพอ จงใจทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสกุลจูกับสกุลหลิ่ว ทำให้เขาต้องยกพวกมาหาเรื่องสกุลจู….
เรียกได้ว่าจะกล่าวว่าที่ถ่อมาถึงที่นี่ไม่ใช่ความคิดของเขา แต่เป็นการ ‘ยุยง’ และการ ‘ใส่ความ’ ของหลิ่วซื่อ
หลังจบการแสดง เขาก็คร่ำครวญและเอ่ยขอโทษขอโพยเย่อวี๋หราน “จูต้าเหนียง ข้าขอโทษด้วย เป็นข้าเองที่ไม่สั่งสอนลูกสาวให้ดี ข้าละอายยิ่งนัก…”
เขาถึงกับตบหน้าตนเอง
เหตุการณ์พลิกผันรวดเร็วเสียจนคนที่มุงดูตกใจ เดี๋ยวก่อน พ่อหลิ่วหมายความว่าหลิ่วซื่อเป็นคนก่อเรื่องอย่างนั้นหรือ!
ไม่ยักรู้ว่านางจะเป็นคนเช่นนี้!
พ่อหลิ่วกับแม่หลิ่วผู้น่าสงสารต้องมาพบเจอเรื่องลำบากใจเพราะลูกสาวแท้ ๆ
……
เดิมทีทุกคนยังเห็นว่าสกุลหลิ่วมาก่อเรื่องวุ่นวาย ตอนนี้กลับกลายเป็น ‘สงสาร’ สกุลหลิ่วและนึก ‘รังเกียจ’ หลิ่วซื่อ
แม้แต่หลี่ซื่อยังงุนงง : ไม่มีทาง เป็นฝีมือพี่สะใภ้ใหญ่จริงหรือ?
นางรู้สึกว่าตนเอง ‘ประมาท’ พี่สะใภ้และนึกไม่ถึงว่าเจ้าตัวจะเป็นคนเช่นนี้
เย่อวี๋หรานนึกไม่ถึงเช่นกัน พ่อหลิ่วยอมเสียหน้าและกล่าวขอโทษต่อหน้าคนมากมาย เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ผลประโยชน์ และไม่คิดจะมาหาเรื่องตั้งแต่แรก
เพียงแต่หลิ่วซื่อบงการเรื่องนี้จริงหรือ?
ใช่ว่านางดูแคลนสติปัญญาของลูกสะใภ้ใหญ่ แต่อีกฝ่ายไม่มีปัญญากำราบหลิวซื่อกับหลินซื่อได้ด้วยซ้ำ จะคิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างไร
นางทดเครื่องหมายคำถามไว้ในใจแต่ยังคงปั้นหน้านิ่ง “ดูจากที่ท่านพูดแล้ว ท่านไม่ได้สั่งสอนลูกสาวให้ดีย่อมไม่มีหน้ามาพบผู้คน หากไปเจอใครเข้าคงไม่รู้จะทำหน้าอย่างไร”
พ่อหลิ่วที่ค้อมตัวอยู่ชะงักไปในทันใด : เถียงหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้ไม่ได้จริง ๆ! ให้ตายเถิด! ถ้าไม่ใช่เพราะข้า…
เขากัดฟันแล้วตบหน้าตนเองอีกครั้ง “ใช่แล้ว ข้าไม่มีหน้าไปพบใครอีกแล้ว ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง ข้าไม่สั่งสอนลูกสาวให้ดี ต้องขอโทษท่านด้วย…”
ข้าไม่เชื่อว่าข้ายอมลดตัวเช่นนี้แล้วท่านจะไม่ยอมปล่อยผ่าน
หากไม่ยอมแล้วข้าแพร่งพรายข่าวลือเลวร้ายออกไปก็อย่ามาโทษข้าแล้วกัน ถึงอย่างไรท่านก็มีชื่อเสียงฉาวโฉ่อยู่แล้ว
“ข้าเคยได้ยินว่าหากมีเรื่องบาดหมางกับใคร ให้สั่งสอนลูกสาวให้ทำชั่วแล้วส่งไปแต่งเข้าสกุลผู้นั้น รับรองว่าจะปั่นป่วนจนครอบครัวอยู่ไม่สุข” เย่อวี๋หรานเอ่ย “แต่เราสองสกุลดูเหมือนจะไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกันไม่ใช่หรือ?”
“จูต้าเหนียง ท่านหมายความว่าอย่างไร?” พ่อหลิ่วเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ “ท่านพูด… เช่นนั้นได้อย่างไร ข้าไม่สั่งสอนลูกสาวให้ดีและขอโทษท่านไปแล้ว แต่… แต่ท่านคิดกับข้าเช่นนั้นไม่ได้ ข้าเป็นคนเช่นไร ข้าหลิ่วต้าเซิง ในสิบลี้แปดหมู่บ้านมีใครไม่รู้จักข้าบ้าง ข้าเป็นคนสัตย์ซื่อ… ท่านจะมากล่าวหาข้าเช่นนั้นไม่ได้…”
พ่อหลิ่วยังไม่ลืมสวมบท ‘ชายชราแสนดี’ และโยนบทตัวร้ายคอย ‘กดขี่’ ให้กับเย่อวี๋หราน
ถึงอย่างไรนางก็มีชื่อเสียงฉาวโฉ่เป็นทุนเดิม หากตีตราต่อว่านางอีก ทุกคนคงไม่แปลกใจ
เย่อวี๋หรานเป่าเล็บตนเองพลางบอกอย่างไม่ยี่หระ “ข้าต้องขอโทษด้วยแล้วกัน ทุกคนรู้กิตติศัพท์ของข้าและรู้ว่าข้าเป็นคนเช่นไร แต่ก็ยังมีพวกตาบอดชอบมาหาเรื่องกัน ข้าจึงไม่มีทางเลือกนอกจาก ‘มองโลกในแง่ร้าย’ ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ท่านส่งลูกสาวแย่ ๆ มาแต่งเข้าบ้านข้าเล่า ไม่เช่นนั้นท่านคงปล่อยผ่านและไม่ถือสาเรื่องนี้ได้แล้วไม่ใช่หรือ”
นางยังพยายามทิ้งท้ายประโยคลองใจ
“หากท่านต้องการให้ข้ายอมรับข้าก็จะยอมรับ” พ่อหลิ่วบอกโดยไม่รีรอ “เป็นข้าเองที่ผิด ข้ายอมรับ ไม่ว่าต่อไปนางจะต้องกินแกลบหรือถูกเสื่อห่อศพก็เป็นเรื่องของนาง…”
“นี่! ขู่ข้าหรือ” เย่อวี๋หรานตอกกลับทันที
นางคิดว่าต่อให้เขาจะไม่คิดหาเรื่องอีก ต่อให้ยอมเสียหน้าขอโทษขอโพย เขาคงยังเห็นแก่ลูกสาวกับหลานชาย และ ‘ร้องขอความเมตตา’ เพื่อหาทางรอดให้ลูกสาวตนเอง
ทว่าเจ้าตัวกลับไม่แม้แต่จะทำเช่นนั้น กลับรับผิดแล้วทอดทิ้งลูกสาว ประกาศว่านางจะเป็นหรือตายก็ไม่คิดรับรู้อีก
ทำอะไรของเขากัน?
เอาคืนนางอย่างนั้นหรือ?
หากนางปล่อยให้หลิ่วซื่อลงเอยเช่นนั้น ไม่ต้องกล่าวถึงว่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจะได้ดีในอนาคตหรือไม่ พวกเขาจะเกลียดชังนางหรือไม่ต่างหากที่สำคัญ
พ่อหลิ่วไม่เถียงและตบหน้าตนเอง “ข้ามันไม่ใช่คน ข้ามันไม่ได้เรื่อง ไม่ยอมสั่งสอนลูกสาวให้ดี ทำให้นางสุขสบายไม่ได้… ข้ามันคนไร้ค่า!”
ไม่ร้องขอการให้อภัย ทำเพียงคร่ำครวญถึงความยากลำบากและไร้ค่าของตนเอง
บางครั้งคนเราก็แปลกนัก ยามพ่อหลิ่วสวมบทตัวร้ายมาหาเรื่องเย่อวี๋หราน พวกเขาเพียงต้องการรับชมความเดือดร้อนของ ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ แต่เมื่อนางเป็นฝ่ายได้เปรียบ ‘ตัวร้าย’ กลับทำตัวเป็นเหยื่อ และพวกเขาดันนึกคล้อยตามเหยื่อคนนี้
เฮ้อ… ที่จริงเขาก็น่าสงสารไม่น้อย!
จูต้าเหนียงก็เหลือเกิน คนขอโทษแล้วทำไมยังไม่ให้อภัยอีก
ทุกคนกลับนึกเห็นใจพ่อหลิ่ว
ทว่าแม้พวกเขาจะต้องการกล่าวเรียกร้องความเป็นธรรมให้พ่อหลิ่วเพียงไหนก็คงไม่อาจทำได้ คำว่า ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ ยังทรงพลัง ทุกคนยังคิดจะกอดขานางอยู่ จะมีใครโง่เข้าข้างคนนอกและเป็นปฏิปักษ์กับนางกันเล่า
สำหรับพวกเขาแล้ว เห็นใจก็ส่วนเห็นใจ หากแต่พ่อหลิ่วคงได้แต่ ‘ยอมรับดวงซวย’ ใครใช้ให้เขาคิดสั้นไปหาเรื่องนางกัน
เย่อวี๋หรานไม่รู้ว่าพวกเขาคิดกลับกลอกเช่นนี้ นางมองพ่อหลิ่วที่คุกเข่ากับพื้นขณะตบหน้าตนเองไม่หยุด ในใจพลันนึกรังเกียจเล็กน้อย
อีกฝ่ายทำเรื่องไร้สาระแท้ ๆ กลับมารับบท ‘คนอ่อนแอ’ ให้ผู้อื่นเห็นว่าเขาเป็นผู้ถูกกระทำ ทำเอานางโกรธและอยากฟาดเขาสักที แต่ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยแก้ตัว
นางเองก็อยาก ‘แก้ตัว’ ทว่าทุกอย่างเป็นเพียงการคาดเดาของนาง ไร้ซึ่งหลักฐานยืนยัน
ทำได้เพียงกล่าวด้วยความโมโห “เอาเถิด ทำอย่างกับข้าจะบีบให้ลูกสาวท่านตาย หากท่านไม่พานางมาก่อเรื่องวุ่นวายก็คงไม่เป็นเช่นนี้… ทำผิดส่วนทำผิด จะคร่ำครวญไปทำไมกัน ลุกขึ้นเสีย อายุปูนนี้แล้วยังมาคุกเข่าและตบหน้าตัวเอง ถึงท่านไม่อายแต่ข้าอายแทน”