ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 970 ออดอ้อนข้าหรือ
บทที่ 970 ออดอ้อนข้าหรือ
นางกล่าวเช่นนี้ย่อมไม่ได้หมายความว่าอู๋เป่าไม่มีความสามารถจริง ๆ เพียงพูดถ่อมตัวและรอให้อีกฝ่ายชมเชยตนเองต่างหาก
หลี่ซื่อรู้นิสัยนางดีจึงกล่าวยกหางอู๋เป่าให้
อย่าเห็นว่าเขาเป็นเพียงเด็กเล็กแล้วจะไม่มีข้อดี เขาได้เชื้อจากหลิวซื่อและเติบโตมาอย่างดี ตั้งแต่เล็กก็เป็นเด็กดี ไม่ร้องโยเยและไม่ดื้อซน มองแวบแรกก็รู้ว่าเป็นเด็กที่รักพ่อแม่
เมื่อเห็นพี่สะใภ้คุยกันเรื่องลูกแล้วหลินซื่อก็ถอนหายใจ : ดีนัก ในที่สุดพี่สะใภ้สี่ก็มารับมือกับพี่สะใภ้รองเสียที!
หลี่ซื่องุนงง : ข้าเพียงพูดคุยไปเรื่อย ไม่ได้เจาะจงใครเสียหน่อย
หลินซื่อ “…”
หลิวซื่อ “…”
เมื่อได้ยินพวกนางยกยอกันไปมา หลิ่วซื่อที่สับสนในอารมณ์อยู่ก็คิดว่าหากเป็นยามปกติเรื่องเช่นนี้จะขาดนางไปไม่ได้ ทว่าตอนนี้…
นางคุกเข่าอยู่ที่นี่ พวกนางนั่งกันอยู่ที่นั่น ไม่คิดข้องเกี่ยวกับนางแม้แต่น้อย
นางเศร้าสลดและรู้สึกว่าตนเองเป็น ‘เสือร่วงสู่พื้นที่ราบโดนสุนัขแกล้ง*[1]’
ทว่าความโศกเศร้าของนางรั้งอยู่ไม่นานนัก เพราะเย่อวี๋หรานได้กลับมาแล้ว
เทียบกับผู้อื่นที่กล้าเพียงเย้ยหยัน เย่อวี๋หรานเป็นคนที่อาจลงไม้ลงมือและกล้าไล่นางออกจากบ้านได้
ทันทีที่เห็นแม่สามีปรากฏตัวหน้าบ้านนางก็อดก้มหน้าและสั่นกลัวไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะต้องคุกเข่าอยู่คงอยากจะมุดดินไม่ให้ใครพบเห็น
เย่อวี๋หรานไม่แม้แต่จะชายตามอง เพียงเดินเข้าบ้านไป
หลิวซื่อ หลี่ซื่อ หลินซื่อ และคนอื่น ๆ รีบก้าวตามเข้าไป ต่างกระตือรือร้นเรียกร้องความสนใจจากนาง “ท่านแม่ ข้ารินชาให้!”
“ท่านแม่ นั่งลงก่อน ข้าทำความสะอาดเก้าอี้ให้ท่านแล้ว”
“ท่านแม่ ท่านคงเมื่อยขาแย่ใช่ไหม ข้าจะบีบนวดให้เอง”
……
คนที่กลับมากับเย่อวี๋หรานมีเพียงจูต้ากับจูเอ้อร์ ไม่มีวี่แววของจูซื่อกับจูอู่
หลิ่วซื่อเห็นรองเท้าของจูต้าก็จำได้ทันที นางอยากจะเงยหน้าร้องขอให้สามีช่วยเหลือ ทว่าน่าเสียดายที่เขาเดินผ่านนางไปโดยไม่ชะงักฝีเท้าแต่อย่างใด
นางมองแผ่นหลังเขาแล้วพลันน้ำตารื้น ‘เขาทำกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าทำอย่างนี้ก็เพื่อครอบครัวเราไม่ใช่หรือ…’
“ท่านแม่!”
จูต้าเข้ามาในบ้านแล้วตะโกนเรียกมารดาขณะก้มหน้างุด
เขารู้ว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น แต่เขาคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี ตามหลักแล้วเขาควรเป็นคนแรกที่ออกโรง ‘สั่งสอน’ หลิ่วซื่อ แต่จูซื่อกับจูอู่คอยเตือนเขาอยู่ตลอด “พี่ใหญ่ ที่นี่นอกบ้าน มีคนมากมายมองอยู่ อย่าบุ่มบ่าม ไม่เช่นนั้นคนที่เสียหน้าจะเป็นสกุลจู”
“ท่านต้องนึกถึงต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าด้วย แม้พวกเขายังเด็กแต่ก็เป็นปัญญาชน”
“ท่านต้องเชื่อใจท่านแม่ นางจัดการเรื่องนี้ได้แน่นอน”
……
ใช่แล้ว ตอนนี้สกุลจูต่างจากเมื่อก่อนที่หากภรรยาทำผิดเขาก็เพียงทุบตีต่อหน้าผู้อื่นได้ ตอนนี้สกุลจูมีปัญญาชนอยู่ด้วย หากเขาทำเช่นนั้นจะทำให้ลูกชายสองคนเสียหน้าได้
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายังเล็ก แต่พวกเขาก็เป็นปัญญาชน
ปัญญาชนไม่อาจมีเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงได้
ด้านหนึ่งหลิ่วซื่อทำให้เขาโกรธและอับอายเหลือเกิน ด้านหนึ่งเป็นต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่ทำให้เขาแสนจะภาคภูมิใจ ตาชั่งในใจของเขาย่อมเอนเอียง
เขายืนก้มหน้าคอตกต่อหน้าเย่อวี๋หรานราวกับถูกบางอย่างชนมา ความคิดมากมายวนเวียนในหัว ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงทอดถอนใจ ‘เฮ้อ ต่อให้ตกต่ำเพียงไหนก็ต้องยอม ขอเพียงต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าได้มีอนาคตสดใส ชีวิตนี้เขาก็ไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว’
ชั่วขณะนั้นเขาดูแก่ตัวลงหลายปี
เห็นสภาพจูต้าแล้วเย่อวี๋หรานปวดใจอยู่บ้าง นางดื่มน้ำแล้วกระแทกถ้วยลงกับโต๊ะดัง ‘ตึง’
โถงบ้านที่เคยครื้นเครงพลันเงียบสงัด ทุกคนมองหน้านาง : จบกัน ท่านแม่โกรธเสียแล้ว!
นางสั่งพลางมองลูกคนโต “ยืนหลังตรง เท้าชิด อกผายไหล่ผึ่ง แล้วเงยหน้ามองข้า…”
จูต้าทำตามคำนางโดยสัญชาตญาณ เมื่อมองหน้ามารดาก็เห็นสายตาแข็งกร้าว
“เจ้าไม่เพียงเป็นสามีแต่ยังเป็นพ่อคนแล้วด้วย ต่อให้ฟ้าถล่มก็ต้องยืนหยัด หากเจ้าต้านทานไม่ไหวแล้วต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่ยังเล็กอยู่จะทำอย่างไร” นางกล่าว “ไม่ว่าผู้อื่นจะมองเจ้าด้วยสายตาอย่างไรก็จงเชื่อมั่นว่ามันไม่ใช่ความผิดของเจ้า เจ้ามีหน้าที่เพียงทำไร่ทำนาและเลี้ยงดูลูกชายสองคนให้ดี”
“ท่านแม่…” จูต้าใจอ่อนยวบ กระแสความอบอุ่นไหลเวียนในใจ
เขานึกไม่ถึงว่ามารดาจะมองเขาทะลุปรุโปร่งและรู้ว่าคิดอะไรอยู่
เขายังไม่ทันได้พูดสิ่งใด ทว่า…
“เสียใจก็จงร้องไห้ออกมา ไม่เป็นไรหรอก เจ้าไม่ได้อยู่ต่อหน้าคนนอก ตรงหน้าเจ้าคือข้าผู้เป็นแม่” นางอดอ่อนเสียงลงไม่ได้ พลางเอื้อมไปลูบหลังมือลูกชายพร้อมเอ่ยว่า “มีลูกคนใดไม่เคยร้องไห้กับแม่บ้าง ทั้งตอนถูกแย่งผลไม้ไป ถูกผลัก ถูกต่อว่า… วันนี้เจ้าเพียงโตแล้วจึงไม่ต้องการพูดออกมา แต่หลบซ่อนทุกอย่างไว้ในใจ เก็บกลั้นความทุกข์เอาไว้เพียงผู้เดียว นี่คือราคาของการเป็นผู้ใหญ่ แต่ใครบอกว่าโตแล้วจะร้องไห้ไม่ได้ มันไม่มีเหตุผลเลย เด็กร้องไห้ได้ ผู้หญิงร้องไห้ได้ แล้วเหตุใดผู้ชายจะร้องไห้ไม่ได้ คนเรามีสิทธิ์ร้องไห้ได้ทั้งนั้น…”
“ท่านแม่!” จูต้าไม่คาดคิดว่ามารดาจะกล่าวเช่นนี้ เขาไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะ ความเศร้าเสียใจพลันหายวับไป
แม้คนรอบข้างจะเงียบกันแต่ยังกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่
ท่านแม่น่าขันนัก นางพูดถึงขนาดนี้แล้วพี่ใหญ่ก็ยังอายที่จะหลั่งน้ำตาไม่ใช่หรือ อีกทั้งพวกเขาก็ยังอยู่ที่นี่กัน…
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้วแล้วบอกพร้อมรอยยิ้ม “ทำไม? เจ้าจะออดอ้อนข้าหรือ? ว่ากันว่ามีเพียงเด็กที่ร้องไห้จะได้ลูกอม เจ้าไม่ร้อง เช่นนั้นจะมาออดอ้อนข้าว่าท่านแม่ขอลูกอมข้าบ้างก็ไม่เป็นไร”
ว่าจบนางก็ให้หลี่ซื่อไปเอาลูกอมมาให้เพราะจะยกให้จูต้าเม็ดหนึ่ง
“ไม่ต้องไปเอาหรอกเจ้าค่ะ ข้ามีติดตัวอยู่…” หลี่ซื่อหยิบออกมาจากกระเป๋าแขนเสื้อ
แม้จะเรียกว่าลูกอมแต่แท้จริงคือหมั่นโถวน้ำตาลขนาดเท่านิ้วมือที่นำไปอบจนกลายเป็น ‘ขนมอบ’ แบบโบราณ
ช่วงนี้นางสอนให้ลูกสะใภ้ทำอาหารสดใหม่ แต่หลี่ซื่อยังพกของเหล่านี้ติดตัวไว้เพื่อสะดวกในการ ‘หลอกล่อ’ ซานเป่ากับซื่อเป่า นึกไม่ถึงว่าจะนำมาใช้ในตอนนี้ได้ด้วย
นางรับมาหักแล้วป้อนให้จูต้า
เขาเป็นชายชาตรีและมีน้องชายน้องสะใภ้หลายคนจ้องมองอยู่ จึงเขินอายและไม่เต็มใจนัก
โชคไม่ดีที่มารดายื่นมือมาป้อนให้แล้ว สุดท้ายจึงไม่มีทางเลือกนอกจากอ้าปากรับ
ยังไม่ทันได้ลิ้มรสชาติ เขาก็หน้าแดงทันที
จูเอ้อร์ หลิวซื่อ หลี่ซื่อ หลินซื่อ และคนอื่น ๆ กลั้นหัวเราะไม่ไหวอีกต่อไปจึงลั่นขำออกมา
[1] คนที่เคยมีตำแหน่งสูง เมื่อกลายเป็นคนธรรมดาก็ไม่มีคนเกรงกลัวอีกต่อไป