ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 969 ฝันไปเถิด
บทที่ 969 ฝันไปเถิด
หากหลิวซื่อกับหลินซื่อรู้ว่าเกิดเรื่องเช่นนี้เมื่อพวกนางคล้อยหลังไป เกรงว่าคงได้สำลักความดีใจแล้ว
มันหมายความว่าอย่างไร?
แสดงว่ามีดอีโต้เล่มนั้นไม่ได้สูญเปล่าอย่างไรเล่า!
แม้แม่สามีจะไม่ได้นำมันออกมาอวดโฉม ทว่าก็ยังทำให้หลายคนหวั่นเกรงได้
กลองรบลั่นแล้ว เสียงฟาดฟันดังขึ้น
บนสมรภูมิรบห่างออกไปหลายพันลี้ เด็กหนุ่มวัยกำลังโตมีเลือดที่ไม่รู้ว่าเป็นของเขาเองหรือของผู้อื่นเปื้อนหน้า
ท่าทีของเขานิ่งเฉยเย็นชา ในมือของเขาถือทวนขณะควบขี่บนหลังม้า
รอบกายคือเหล่านักรบที่ร่วมเป็นร่วมตายในสนามรบ
ยามนี้นายทหารในสภาพสะบักสะบอมที่อยู่บนหลังม้าตะโกนบอก “ขุนพลเสี่ยวเยี่ย เจ้าเด็กนั่นหนีไปแล้ว! บัดซบ! ข้าว่าแล้ว เขาไม่สำนึกว่าเราคอยปกป้องชีวิตพวกเขาอยู่ด่านหน้า กลับพาคนของตนเองหลบหนีไป…”
เขาขมวดคิ้ว “หนีไปหรือ?”
“ข้าให้คนจับตามองเอาไว้ ทางนี้กำลังต่อสู้ ทางนั้นก็หนีไปแล้ว” อีกฝ่ายโวย “เห็นไหม ข้าบอกแล้ว คุณชายใหญ่จากเมืองหลวงเช่นนี้ไม่อาจวางใจได้ พวกเขาโร่มาประจำการด่านหน้าเพื่อให้ได้ยศถาบรรดาศักดิ์ ทั้งที่ความดีความชอบครั้งนี้เป็นท่านที่แลกมาด้วยชีวิต….”
“เหล่าเว่ย!” เสียงหนึ่งตะโกนเรียก
เขาร้องปราม อีกฝ่ายจึงรู้ว่าตนเองทำเกินไปและได้แต่ปิดปากเงียบ ทว่าในใจยังรู้สึกไม่เป็นธรรม ‘ใช่ว่าข้าจะไปป่าวประกาศข้างนอกเช่นนี้ ข้าเพียงพูดจาปกป้องท่านเท่านั้น’
“ต่อไปอย่าพูดเช่นนี้ หากใครมาได้ยินเข้า พวกเราทั้งหมดจะไม่ตายดีกัน”
“ขอรับ…” เหล่าเว่ยจำใจรับคำ
เขาไม่พูดอีก มือกระชับทวนแล้วพุ่งตัวเข้าต่อสู้ในสนามรบอย่างอาจหาญ คร่าชีวิตศัตรูได้ภายในคราวเดียว…
สมรภูมิแถบชายแดนยังคุกรุ่น ทว่าหมู่บ้านสกุลจูที่ตั้งอยู่ห่างไกลอีกฟากของราชสำนักเซินถูไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ถึงอย่างไรดินแดนเยี่ยนกับดินแดนต้าเหมิงก็สู้รบกันมาตลอด ทุกคนต่างเคยชินกับเรื่องที่ไม่อาจล่วงล้ำเข้าดินแดนต้าเหมิง และให้หลบหนีไปทางใต้หากเกิดการสู้รบกันอีกครั้ง
สถานการณ์ทางใต้นั้นคลื่นลมสงบ ผู้คนต่างดำเนินชีวิตต่อไป
แต่แน่นอนว่ายามนี้เกรงว่าหลิ่วซื่อจะมีชีวิตไม่ราบรื่นนัก
หลังถูกพาตัวกลับมาบ้านสกุลจู จูเหล่าโถวก็สวมบทโหดที่นานทีจะได้รับ เขาไม่ปล่อยให้นางได้นั่งสบาย แต่สั่งให้คุกเข่าอยู่หน้าบ้าน
“ทบทวนตัวเองเสีย สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เจ้าควรเข้าข้างใครกันแน่” เขาชี้หน้านางขณะต่อว่า “คอยดูเถิด เมียข้ากลับมาเมื่อไหร่นางได้เล่นงานเจ้าแน่ เจ้าจะอยู่ไม่สุขไปตลอดชีวิต”
เมื่อเย่อวี๋หรานกลับมาถึง หลิ่วซื่อก็ยังนั่งคุกเข่าอยู่
คนที่เดินผ่านไปมาเห็นแต่ไม่มีใคร ‘สงสาร’ นาง
หลิวซื่อต่อว่าหลายครั้ง “หากข้าพูดเช่นนั้น หากกล้าทำเรื่องไร้ยางอายเช่นนั้นคงไม่สมควรมีชีวิตอยู่แล้ว คนเราไม่ทำกันแบบนี้ เรื่องนี้น่าอับอายขายหน้านัก เลวทรามเสียยิ่งกว่าการกระทำของหมาของหมู”
หลิ่วซื่อคุกเข่าอยู่ข้างนางแล้วจะไม่ได้ยินได้อย่างไร
หลินซื่ออับอายแทนจึงบอกให้หลิวซื่อเงียบลง
“เจ้าห้ามข้าทำไม ข้าพูดอะไรผิด ใครบางคนก็ชั่วช้านัก กินข้าวจากชามแล้วยังชะโงกมองในหม้อและต้องการฉวยโอกาสจากผู้อื่นอีก…” หลิวซื่อสะบัดมือหลินซื่อออกอย่างไม่เกรงกลัว “วัน ๆ เอาแต่คิดว่าตนเองช่างโชคร้าย ทั้งโลกไม่ยุติธรรมกับนาง ที่ไหนกันเล่า! ผู้ที่เสียเปรียบที่สุดคือครอบครัวข้าต่างหาก หมูเราก็ไม่ได้เลี้ยง ที่ดินก็ไม่ใช่ของเรา งานบัญชีและกิจการก็ไม่มีส่วนข้องเกี่ยว… แต่ครอบครัวพี่ใหญ่ต่างออกไป ดูคล้ายไม่มีอะไรแต่ลูกสองคนได้เล่าเรียนในสำนักศึกษา พวกเขาได้อยู่เรือนใหม่กับท่านแม่ ยังมีกระต่ายที่ขายเนื้อได้ตลอด ไม่รู้ว่าเงินเข้ากระเป๋าไปเท่าไหร่แล้ว”
หลินซื่อเอือมระอากับหลิวซื่อ เมื่อเห็นหลี่ซื่อกลับเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าก็รีบไปช่วย
แม้นางจะไม่พอใจการกระทำของพี่สะใภ้ ทว่าแม่สามีก็ยังไม่กลับมา เรื่องราวยังไม่เป็นที่สิ้นสุด พี่สะใภ้รอง ‘ต่อว่า’ เช่นนี้จะไม่ชวนให้คนเกลียดหรือ
โชคดีที่พี่ใหญ่กับแม่สามีอยู่ควบคุมสถานการณ์ หากพี่ใหญ่มาได้ยินเข้าจะไม่โกรธตายหรือ
“อย่าไปสนใจนางเลย มาช่วยข้าทายาให้ที ข้าเจ็บหน้ามาก…” หลี่ซื่อคร้านจะใส่ใจ นางเพิ่งถูกคนสกุลหลิ่วตบตีมา หลิ่วซื่อไม่คิดพูดช่วยนางสักคำ ตอนนี้คิดอยากให้นางช่วยหรือไร
ฝันไปเถิด
นางอดใจรอให้หลิ่วซื่อทุกข์ทรมานมากกว่านี้ไม่ไหว คราวหน้าจะได้ไม่ก่อเรื่องวุ่นวายอีก
“ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองจะเสียโฉม ซีกหน้าด้านนี้เจ็บแสบไปหมด…” หลี่ซื่อชี้บริเวณที่เจ็บ “ข้าจะอยู่รอจนกว่าท่านแม่จะกลับมา วานช่วยเรียกหมอมาที หากทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้แล้วต่อไปข้าจะสู้หน้าผู้อื่นได้อย่างไร”
“ได้” นึกไม่ถึงว่าหลินซื่อจะเงียบ กลับเป็นหลิวซื่อที่โพล่งขึ้น “หมอในหมู่บ้านรักษาไม่ได้หรอก ต้องไปหาหมอในเมือง โดยเฉพาะท่านหมอไป๋หลี่น้อยผู้นั้น ตอนต้าเป่าหกล้มและหน้าผากเป็นรอยแผลเป็นก็ยังเดินทางร้อยลี้ไปหาหมอได้ ยาขวดหนึ่งสองร้อยตำลึงเงิน ตอนนี้ยังไม่ได้จ่ายเลย… เมียเจ้าสี่ เงินนี้เจ้าให้บ้านพี่ใหญ่ออก เจ้าไม่ได้ซุ่มซ่ามเอง ผู้ใดทำผู้นั้นก็ต้องจ่าย”
นางรู้ว่าหลิวซื่อไม่ได้เอ่ยด้วยเจตนาดี! เห็นไหม พูดแล้วหลินซื่อก็ไม่เห็นว่าจะทำให้ใครใจเย็นลง กลับเป็นการ ‘เทน้ำมันราดลงกองไฟ’ ชัด ๆ
“ข้าไม่โง่ ผู้ใดทำผู้นั้นย่อมต้องออกเงิน” หลี่ซื่อไม่เห็นว่าคำพูดของหลิวซื่อผิดที่ใด “ไม่เช่นนั้นข้าคงเจ็บตัวเปล่า ข้าทำงานหนักแล้วยังต้องมาแบ่งเงินให้เท่าเทียมกัน ข้าไม่เข้าใจเลย บางคนอยู่สบายแต่คิดไม่ได้ ถือดีในตำแหน่งศักดิ์ศรี ไปยุยงบ้านแม่ให้มาก่อเรื่องวุ่นวาย… ตอนนี้ไก่บินไปไข่ก็แตกแล้วไม่ใช่หรือ”
“หากถามข้าละก็ นางสมควรโดนแล้ว! หากข้าเป็นท่านแม่จะทอดทิ้งนางเสียให้เข็ด!”
หลี่ซื่อยักไหล่ “ช่วยไม่ได้ เห็นแก่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ไม่มีทางที่ท่านแม่จะทำเช่นนั้นหรอก”
ทันทีที่กล่าวถึงหลานชายทั้งสอง หลิวซื่อก็อ่อนเสียงลง “ข้าเสียดายต้าเป่ากับเอ้อร์เป่านัก เป็นเด็กดีปานนั้นกลับมีแม่แบบนี้… หากพวกเขาเป็นลูกชายข้าคงสุขใจจนละเมอหัวเราะออกมา”
นอกจากชื่นชมหลานชายด้วยใจจริงแล้ว นางยังบอกว่าเพราะพวกเขาเป็นเด็กดี แม้แต่อาจารย์ยังชมเชย เห็นได้ชัดว่าเป็นคนเรียนเก่ง
ผู้ใดไม่ต้องการมีลูกเรียนเก่งบ้าง อย่างแม่สามีพอมีลูกชายเป็นซิ่วไฉก็ดูดีขึ้นมาทันตา!
“มีต้าเป่ากับเอ้อร์เป่านำทาง น้อง ๆ คงไม่แย่ไปกว่ากัน” หลี่ซื่อยิ้ม “ดูอย่างลูกข้าสองคน วันก่อนเขาเอาดอกไม้แดงกลับมาอวด ข้าเองก็ดีใจไปด้วย เด็กอายุเท่านี้กลับรู้ความแล้ว และยังได้ดอกไม้แดงกลับมา… ปกติต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าพาพวกเขาไปเล่นก็มักสอนหนังสือให้ด้วย หลอกล่อว่าจะพาไปเล่น นึกไม่ถึงว่าเมื่อได้เรียนหนังสือจะทำได้ดีเหมือนกัน”
“ซานเป่ากับซื่อเป่าเองก็ไม่ได้หัวแย่ตั้งแต่แรกไม่ใช่หรือ วันนี้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าสอนได้ประโยคหนึ่ง พรุ่งนี้ก็สอนได้อีกประโยคหนึ่ง แม้แต่คนโง่ยังจดจำได้ ไม่ต้องกล่าวถึงว่าพวกเขาความจำดีนัก ได้เชื้อสกุลจูมาเต็ม ๆ เจ้าไม่ต้องกังวล เมื่อพวกเขาเข้าเรียนในสำนักศึกษา ภายภาคหน้าย่อมเจริญรอยตามพี่ชาย เรียนเก่งเหมือนกันอย่างแน่นอน” พูดมาถึงตรงนี้ หลิวซื่อก็เอ่ยถ่อมตัว “กลับเป็นข้าสิ อู๋เป่าลูกข้ายังเล็กนัก ไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไรบ้าง”