ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 973 ท่านพ่อ ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่ห้องท่านแม่ได้
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 973 ท่านพ่อ ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่ห้องท่านแม่ได้
บทที่ 973 ท่านพ่อ ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่ห้องท่านแม่ได้?
นางเห็นว่าหลิ่วซื่อเป็นคนเงียบและแข็งทื่อไปบ้าง นึกไม่ถึงว่าเมื่อคนที่มักเรียบร้อยพอแผลงฤทธิ์แล้วจะทำให้ปวดประสาทได้มากเพียงนี้
ดินโคลนไม่อาจพยุงกำแพงได้ แต่อยู่ ๆ ก็ยังนึกอยากเรียกร้องผลประโยชน์
ครอบครัวฝ่ายแม่ของหลิ่วซื่อไม่ดี ก่อนหน้านี้เป็นสกุล ‘สัตย์ซื่อ’ วันนี้กลับเผยธาตุแท้ให้เห็น นางไม่คิดว่าด้วยสติปัญญาของหลิ่วซื่อจะสามารถคิดทำเรื่องในวันนี้ได้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว้าเป็นฝีมือของคนสกุลหลิ่ว
เพียงไม่รู้ว่าใครเป็น ‘คนต้นคิด’ หากเดาไม่ผิดคงเป็นพ่อหลิ่ว
ช่วยไม่ได้ พ่อหลิ่วหัวไวจนรู้จักแล่นเรือไปตามลม นางไม่ทันได้จู่โจมเขาก็ดูออกว่าสถานการณ์ผิดแปลกไปจึง ‘ถอย’ ทันที
ไม่เช่นนั้นนางคงไม่ปล่อยอีกฝ่ายไปง่าย ๆ คิดไม่ทันแล้วจะทำอย่างไรได้ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ค่อยคิดว่าควรทำอย่างไร
จูเหล่าโถวถอนหายใจตามด้วยท่าทีเหนื่อยหน่าย “เฮ้อ… วุ่นวายเสียจริง ลูกสะใภ้แต่งเข้าบ้านมาแล้ว คลอดหลานออกมาแล้ว เปลี่ยนไม่ได้เลยหรือ”
“ไม่ได้ ข้าเองก็อยากเปลี่ยน แต่มันจะกระทบกับการงานอาชีพของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ตอนนี้พวกเขายังเล็ก แต่ใครจะรู้ว่าต่อไปพวกเขาจะอนาคตไกลเพียงไหน หากติดขัดเพราะเรื่องนี้เข้า พวกเขาจะไต่เต้าขึ้นไปก็ไม่ได้แล้ว ถึงยามนั้นข้าไม่ต้องการที่จะมาเสียดาย…”
“เจ้าก็เหมือนกัน เจ้าเก่งไม่ใช่หรือ ทำไมไม่เลือกผู้หญิงดี ๆ ตั้งแต่แรก” เขาบ่น “ดูอย่างเมียเจ้าสี่ที่เจ้าเลือกมา ข้าคิดว่านางเข้าท่าไม่น้อย ทำงานเก่ง คารมดี ทั้งยังกระตือรือร้น และมีหลานชายให้ข้าถึงสองคน”
สิ่งแรกที่เขาทำคือยกหลี่ซื่อมากล่าวชม
เรียกได้ว่าในบรรดาลูกสะใภ้ทั้งหมด จูเหล่าโถวโปรดปรานหลี่ซื่อที่สุด
นางมีลูกชาย ทำงานหาเงินได้ และช่างเจรจา ทำให้ทั้งครอบครัวมีความสุขและไม่มีเรื่องขัดแย้งแต่อย่างใด
ต่างจากสะใภ้คนอื่นที่ก่อเรื่องเดือดร้อนเป็นระยะ
อย่างจูเอ้อร์ที่เกือบจะต้องรับอนุ โชคดีที่ภรรยาเขากลับมาจัดการได้ทันการ ไม่เช่นนั้นสกุลจูคงต้องเลี้ยงดูลูกผู้อื่น
ส่วนเมียเจ้าสามมา ‘ด่วนตาย’ จากไป จึงข้ามไปกล่าวถึงเมียเจ้าห้า
เรื่องที่ทำให้ไม่พอใจในตัวหลินซื่อที่สุดคือการที่นางลากครอบครัวมาอาศัยอยู่กับสกุลจู ทั้งน้องสาวและหลานสาว สำหรับเขาแล้วมันคือการมาขออาศัยบ้านผู้อื่น ญาติพี่น้องที่นางพามาล้วนถูกครอบครัวแม่ทอดทิ้ง ภรรยาเขาไม่รู้ว่าใจดีมาจากไหน ไม่เพียงไม่ขับไล่ออกไปแต่ยังให้อยู่ร่วมกันอีกด้วย
เย่อวี๋หราน “…”
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้นางมาจากศตวรรษที่ 21 กันเล่า
เห็นคนกำลังจะตายแล้วจะไม่ช่วยได้อย่างไร คนสกุลหลินไม่ได้ทำอะไรผิด อีกทั้งยังถูกครอบครัวฝ่ายแม่…
แน่นอนว่านางไม่ได้เลือกลูกสะใภ้เหล่านี้มา แต่เป็นเจ้าของร่างเดิมกับเขาที่เลือกมาไม่ใช่หรือ
นางมองค้อนใส่เขาอย่างคร้านจะเสวนาด้วยต่อ
นางโทษตัวเองว่าตนทำหน้าที่ได้ไม่ดี แต่เขากลับอวดดีและโทษว่าทุกอย่างเป็นความผิดของนาง
ให้ตายเถิด หากนางมองออก ไม่ไปเป็นหมอดูให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยเล่า
หากนางแม่นยำเพียงนั้น ครอบครัวที่ต้องการแต่งสะใภ้เข้าบ้านจะไม่มาร้องขอความช่วยเหลือจากนางกันหมดหรือ
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย หลินซื่อเม่ย และคนอื่น ๆ กลับมาหลังจากนั้น พวกนางจึงรู้เรื่องหลิ่วซื่อจากผู้อื่น
“จริงรึ!” จูปาเม่ยรีบวางอุปกรณ์การสอนในมือแล้วสาวเท้ามาหาหลี่ซื่อ “เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมถึงไม่มีใครมาบอกข้าเลย!”
“ทำไมต้องบอกเจ้าด้วย เจ้าเป็นผู้หญิง จะให้ไปตบตีหรืออย่างไร”
ในขณะนั้นนางก็เห็นรอยช้ำบนหน้าพี่สะใภ้จึงเอ่ยถาม “แผลบนหน้าท่านดูเจ็บมาก ไปหาหมอมาหรือยังเจ้าคะ”
“ไปหาหมอชาวบ้านแล้ว ได้ยามาทา เขาบอกว่าอาการไม่หนัก ขอแค่อย่าโดนน้ำก็พอ หากเจ้าสะดวก เข้าเมืองคราวนี้ข้าฝากเจ้าซื้อยาที คราวก่อนยาที่ต้าเป่าได้มาใช้ดีมาก ข้าว่าจะลองใช้ดู…”
“เช่นนั้นท่านต้องบอกท่านแม่ ยาทาบัวหิมะกระปุกละเป็นร้อยตำลึง” เมื่อนึกได้ว่ายังไม่ได้จ่ายค่ายาก็ปวดใจ
นางไม่มีเงินมากพอ!
“ใช่ ข้าว่าจะไปบอกท่านแม่ พรุ่งนี้คงไม่สายเกินไป” หลี่ซื่อเอ่ย “วันนี้ท่านแม่อารมณ์ไม่ดี ข้าไม่กล้าไปกวนนาง”
“หลังเกิดเหตุการณ์วันนี้ขึ้น ท่านแม่จะโมโหก็ไม่แปลก” จูปาเม่ยโพล่งบอก “ท่านยังไม่บอกว่าท่านแม่จัดการกับพี่สะใภ้ใหญ่อย่างไรเลย แล้วนางอยู่ไหนแล้ว จนถึงตอนนี้ข้ายังไม่เห็นนาง เกิดอะไรขึ้นกับนางกัน”
อีกฝ่ายยักไหล่ “จะเป็นอย่างไรได้ เรื่องใหญ่กลับกลายเป็นเรื่องเล็ก ตั้งแต่เรามีปัญญาชนในบ้าน วิธีการของท่านแม่ก็อ่อนโยนลง นางไม่กล้าลงมือกับใครเลย”
“หมายความว่าอย่างไร”
“หมายความว่าท่านแม่ไม่ได้ลงโทษพี่สะใภ้ใหญ่ไงเล่า เพียงขังนางไว้ในห้องเก็บฟืนเท่านั้น” หลี่ซื่อพยักพเยิดไปทางห้องเก็บฟืนแล้วกล่าวว่า “อยู่ทางโน้น ขังไว้จนถึงตอนนี้ และก็น่าจะขังต่อไปทั้งวัน”
“ได้อย่างไร!” จูปาเม่ยตกใจ “ไม่สมกับเป็นท่านแม่แม้แต่น้อย นางน่าจะ…”
“น่าจะลงโทษอย่างทารุณใช่ไหม” อีกฝ่ายเอ่ย “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น แต่นางกลับไม่ได้ทำเช่นนั้น เพียงขังพี่สะใภ้เอาไว้”
“แล้วตอนนั้นพวกท่านไม่ได้ทักท้วงเลยหรือ”
หลี่ซื่อผงะ “ใครจะกล้าขัดคำสั่งท่านแม่ เจ้าเป็นลูกสาวนางจึงยังพอเจรจาได้ แต่เราเป็นแค่ลูกสะใภ้… ข้าเกรงว่าท่านแม่จะโมโหใส่ข้า ลำพังถูกตบตีก็เจ็บตัวมากแล้ว ไม่ต้องการทำให้ท่านแม่โกรธอีก”
“เอาเถิด ถ้าท่านไม่กล้าข้าก็จะไปพูดเอง” จูปาเม่ยหันหลังแล้วเดินไปยังเรือนของเย่อวี๋หราน
นางไม่อยากจะเชื่อ พี่สะใภ้ใหญ่ทำผิดร้ายแรงเพียงนี้ ท่านแม่กลับไปลงโทษเลยหรือ
ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังเป็นแน่
แปลกนัก เหตุใดคราวนี้ถึงได้ลงโทษชักช้านัก
หลี่ซื่อมองจูปาเม่ยเดินจากไปพลางยกยิ้มมุมปาก
เห็นไหมเล่า นึกแล้วว่านางคิดถูกที่เข้าทางจูปาเม่ย
นางไม่เชื่อว่าหากเด็กสาวไปพูดแล้วแม่สามีจะไม่มีท่าทีตอบสนอง
เมื่อจูปาเม่ยมาถึงห้องมารดาก็แปลกใจที่เห็นบิดาอย่างจูเหล่าโถว ทำเอาคิดว่าตนเองตาฝาดจนต้องมองอยู่หลายครั้ง
“ท่านพ่อ ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่ห้องท่านแม่ได้”
“แล้วทำไมข้าจะมาที่นี่ไม่ได้” อย่าคิดว่าจูเหล่าโถวกำลังพูดคุยอยู่แล้วจะไม่เห็นปฏิกิริยาของลูกสาว เขาถึงได้บอกอย่างไม่สบอารมณ์ “แม่เจ้าก็เป็นเมียข้า เดิมทีเราควรอยู่ห้องเดียวกันด้วยซ้ำ”
“เช่นนั้นทำไมท่านถึงไม่นอนที่ห้องท่านแม่เล่า”
“ข้า…” เขาชะงักพลางมองหน้าเย่อวี๋หราน
นางปั้นหน้านิ่งและไม่คิดจะช่วยเขาโกหก
เขาไม่มีทางเลือกและไม่อาจสู้ภรรยาได้จึงต่อว่าจูปาเม่ย “นังเด็กคนนี้ คิดอะไรไปเรื่อย กลับมาได้อย่างไร ทำไมไม่ไปสอนหนังสือ”
“เลิกเรียนแล้วข้าจึงกลับมา”
“หา? เลิกเรียนแล้วนี่เอง…” เขาลุกขึ้นมองท้องฟ้าด้านนอก “ที่จริงก็เย็นมากแล้ว ข้าคิดว่าคุยกับแม่เจ้าครู่หนึ่งแล้วค่อยไปทำนา ไม่คุยกับเจ้าแล้ว ข้าไปนาก่อน หากไม่ได้ไปดูคงไม่สบายใจคล้ายบางอย่างขาดหายไป”