ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 972 แล้วต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเล่า
บทที่ 972 แล้วต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเล่า
บทที่ 972 แล้วต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเล่า?
อย่าว่าแต่นางที่ตกตะลึง คนอื่นก็ประหลาดใจเช่นกัน
“เมื่อก่อนก็คือเมื่อก่อน ก่อนหน้านี้เราเป็นคนชนบทที่ไม่มีกฎเกณฑ์ ตอนนี้ครอบครัวเรามีปัญญาชนและยังซื้อตัวข้ารับใช้มา…” เย่อวี๋หรานอธิบายอย่างไม่เร่งรีบ “ในเมื่อเราเริ่มก่อร่างสร้างสกุลใหญ่ก็ต้องทำตามกฎของสกุลใหญ่ ป้าถังอยู่ไหน ไปตามนางมาจัดการ สะใภ้ใหญ่สำนึกผิดได้แล้วค่อยปล่อยตัวออกมา”
หลิวซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อ “…”
แม่สามีพูดอะไรอยู่กัน?
เพียงถูกกักขังก็จบเรื่องแล้วหรือ?
พวกนางไม่สบายใจขึ้นมาทันที เราต่างเป็นลูกสะใภ้เหมือนกัน เหตุใดคนที่ทำผิดร้ายแรงถึงได้เพียงถูกกักขังและให้อภัยโดยไม่เจ็บตัวเลยเล่า
อย่างไรก็ตาม พวกนางไม่อาจทักท้วง ทำได้เพียงมองป้าถังมาพาตัวพี่สะใภ้ใหญ่ออกไปขังที่ห้องเก็บฟืน
ถังเหล่าโถวมาคอยอยู่ที่ห้องเก็บฟืนที่ถูกสร้างใหม่แล้วเช่นกัน
มีช่องระบายอากาศรอบข้างและไม่มีแม้แต่ประตู ป้าถังหาเชือกมามัดมือหลิ่วซื่อแล้วผูกเอาไว้กับเสาใหญ่กลางห้อง
นางจงใจมัดให้สั้นเพื่อให้หลิ่วซื่อทำได้แค่ยืนและไม่มีทางนั่งลงได้
ตั้งแต่กลับไปบ้านแม่ช่วงเช้าจนกระทั่งป่านนี้ หลิ่วซื่อได้กินเพียงน้ำเปล่า เรียกได้ว่าทั้งวันได้กินเพียงมื้อเช้าก่อนออกจากบ้าน นางจึงอดอาหารมานานแล้ว
เคราะห์ร้ายที่ป้าถังยัดทัพพีคาดปากนางแล้วออกไปทำงานโดยไม่โผล่หน้ากลับมาอีกนาน
นางทนทุกข์ทรมานมาก ทั้งหิวข้าวหิวน้ำและปวดเมื่อยขา แต่ไม่มีหนทางร้องขอความช่วยเหลือ
เพราะหลิ่วซื่อถูกขัง งานของนางจึงตกอยู่ในมือคนอื่น
หลิวซื่อที่รับหน้าที่ป้อนอาหารกระต่ายบ่นเป็นระยะ “ท่านแม่ลำเอียงนัก พี่สะใภ้ทำผิดร้ายแรงแต่ไม่ได้รับโทษอะไรเลย…”
การเลี้ยงกระต่ายเป็นงานที่ไม่อาจทำให้เสร็จได้เพียงลำพัง หลินซื่อที่มาช่วยอดจะโวยวายตามไม่ได้ “ใช่แล้ว ทำผิดเช่นนั้นมา โดนทุบตียังนับว่าน้อยไป และบางทียังอาจได้เงินอีก ท่านแม่ก็ดีนัก จับนางขังในห้องเก็บฟืน ใครจะไปเกรงกลัวกัน ไม่รู้ว่าต่อจากนี้ครอบครัวจะวุ่นวายแค่ไหน”
อีกด้านหนึ่งจูเหล่าโถวเองก็สับสน ไม่เข้าใจว่าเหตุใดภรรยาจึงตัดสินใจเช่นนี้
เขาโกรธเสียจนอยากจะเฉดหัวหลิ่วซื่อออกจากบ้าน แต่นางกลับลงโทษเพียงขังในห้องเก็บฟืนอย่างนั้นหรือ
เย่อวี๋หรานเงยหน้ามองเขาเดินเข้ามา นางรู้ว่าเขามาด้วยเรื่องอะไรจึงจนใจ “มาที่นี่เพราะเรื่องเมียเจ้าใหญ่หรือ”
“ไม่อย่างนั้นจะมีเรื่องใดอีก ตอนนี้กลางวันแสก ๆ และงานที่ไร่นาก็กำลังยุ่ง” เขาเอ่ย
“เช่นนั้นก็ไปทำงานเสียสิ จะมาที่นี่ทำไม”
“ก็เพราะว่าเจ้าจัดการเรื่องเมียเจ้าใหญ่อย่างไม่เป็นธรรม”
“ไม่เป็นธรรมตรงไหน”
เขาทิ้งตัวนั่งเก้าอี้พลางเอ่ยว่า “ไม่เป็นธรรมทุกตรง เจ้าบอกเองว่านางทำผิดร้ายแรง แต่กลับทำเพียงขังลืมนางไว้ในห้องเก็บฟืน… เจ้าบอกว่าปฏิบัติกับลูกสะใภ้ทุกคนเท่าเทียมกัน ทำเช่นนี้เรียกว่าเท่าเทียมหรือ หากคนอื่นถือเป็นเยี่ยงอย่าง เจ้าจะได้อยู่อย่างเป็นสุขหรือ”
“ตอนนี้ข้ายังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร”
เขาถึงกับอึ้ง “เจ้าไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้หรือ ปกติเจ้าหัวไวมีไหวพริบ… ต่อให้เจ้ากลัวว่าลงโทษเมียเจ้าใหญ่แล้วจะไม่ดีต่อต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ต้องลงโทษบ้างไม่ใช่ปล่อยผ่าน ไม่อย่างนั้นจะไม่เป็นธรรมเอาได้”
“แล้วเจ้าคิดว่าข้าควรลงโทษอย่างไร”
“ลงโทษ…” เขาชะงักไปชั่วขณะก่อนพูดต่อ “ลงโทษโดยไม่ให้นางได้ผลประโยชน์ใด ๆ”
หลังกล่าวออกไปแล้วก็คิดว่ามันเป็นความคิดที่ดี
ถึงอย่างไรสิ่งที่หลิ่วซื่อต้องการก็คือผลประโยชน์ ตอนนี้ไม่เพียงตั้งใจจะไม่ยกให้นาง ยังคิดจะทวงคืนผลประโยชน์ทั้งหมดที่เคยได้ไปด้วย เช่นนั้นไม่ดีหรอกหรือ
“ใช่แล้ว ลงโทษเช่นนี้นี่แหละ” เขาว่าอย่างมั่นอกมั่นใจ “ข้าคิดว่าเป็นความคิดที่ไม่เลว นางไม่ได้ผลประโยชน์แล้วคงไม่มีสิ่งใดต้องพูดถึงอีก นางสารเลวนั่น ยิ่งเจ้าทำดีด้วยนางก็ยิ่งได้ใจ ยิ่งละโมบโลภมาก หากเจ้าลงโทษไม่ให้นางเหลือสิ่งใด นางก็จะไม่โลภและยอมสงบเสงี่ยมเจียมตัว”
เย่อวี๋หรานทำหน้าเอือมระอา นางบอกพลางส่ายหน้า “แล้วต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเล่า ต่อไปจะให้พวกเขาพึ่งพาครอบครัวอากับอาสะใภ้หรือ”
“เกี่ยวอะไรกับพวกเขา พวกเขายังเด็กกันอยู่ไม่ใช่หรือ” จูเหล่าโถวงุนงง
นางรู้ว่าเขาไม่เข้าใจจึงอธิบายอีกอย่าง “เช่นนั้นข้าขอถามเจ้า ทำไมข้าถึงให้ลูกสะใภ้มีรายได้ตั้งแต่แรก”
“เจ้าบอกว่าครอบครัวเราต้องมีปัญญาชน ลูกหลานผู้ชายไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับการค้าได้ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดการมีบ้านเล็กบ้านน้อยได้… เมื่อขึ้นชื่อว่ามีหลายเมียแล้วต่อไปจะไม่สามารถสอบขุนนางได้” เรื่องนี้เขายังจำได้ขึ้นใจ หากไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ เมื่อเย่อวี๋หรานให้ลูกสะใภ้มีรายได้ทั้งที่ลูกชายเขาไม่ได้สิ่งใด เขาคงโกรธจนแตกหักกับนางไปแล้ว
ทว่าหากเขาได้เป็นขุนนางขึ้นมามันก็ไม่สำคัญอีก อย่างไรเสียเงินที่ลูกสะใภ้หามาก็ยังเป็นเงินของสกุลจู และนำมาหาเลี้ยงลูกหลานสกุลจู
“นี่เป็นเพียงเหตุผลหนึ่ง หากข้ากลัวว่าจูต้าและน้อง ๆ จะทำกิจการคงตัดบทบาทพ่อค้าเจ้าเล่ห์ออกไปแล้ว เราจะได้ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับมันอย่างเด็ดขาด แม้แต่ลูกสะใภ้ก็ยังไม่อาจทำได้…” เย่อวี๋หรานกล่าว “แต่ไม่เป็นอย่างนั้น เราแก่ตัวลงเรื่อย ๆ และต้องหาเลี้ยงครอบครัว ลูกกับลูกสะใภ้ก็แก่ตัวลงเรื่อย ๆ และต้องหาเลี้ยงหลาน ๆ เช่นกัน พวกเขาต้องหาเลี้ยงครอบครัวตนเอง ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ความเป็นอยู่ของหลาน ๆ ดีขึ้น จะปล่อยให้พวกเขาอยู่อย่างอดอยากเหมือนพ่อได้อย่างไร ข้าจึงคิดจะให้แม่พวกเขาดิ้นรนต่อสู้และคิดหาทางทำเงินเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี จะได้ไม่กระทบการศึกษาเล่าเรียนของพวกเขาและยังทำให้สุขสบายขึ้น”
“แล้วอย่างไรเล่า”
“หากข้ายึดทรัพย์สินของหลิ่วซื่อทั้งหมดแล้ว ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจะเป็นอย่างไร ให้พวกเขาพึ่งพาอากับอาสะใภ้หรือ? ลูกพี่ลูกน้องได้อาศัยกินอยู่กับแม่ตนเอง พวกเขากลับไม่มีสิ่งใด ทำได้เพียงมองตาละห้อย…” เย่อวี๋หรานเงียบไปครู่หนึ่งขณะมองหน้าสามี “เจ้ายอมได้หรือ”
จูเหล่าโถวใจเต้นราวรัวกลอง “ไม่ยอม จะยอมได้อย่างไร ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเป็นเด็กดี ตอนเด็กก็ลำบากมามาก กว่าจะกินดีอยู่ดีไม่ง่าย ให้พวกเขากลับไปลำบากอีกมันก็เกินไป…”
“ใช่แล้ว อย่างที่เจ้าบอก ตอนนี้ข้าจึงไม่ลงโทษหลิ่วซื่อเช่นนั้นอย่างไรเล่า เจ้าใหญ่ทำการค้าไม่ได้ หากลงโทษให้เมียเขาไม่เหลือสิ่งใดอีก ใครจะหาเลี้ยงพวกเขาในภายภาคหน้า”
ทันใดนั้นจูเหล่าโถวก็งุนงง “แล้วเราควรทำอย่างไร”
“ข้าถึงได้บอกว่าไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรไงเล่า ข้าเองก็คิดอยู่” นางถอนหายใจ “เฮ้อ… ทั้งหมดเกิดจากก่อนหน้านี้ข้าไม่รอบคอบ คิดแต่ว่าสามารถควบคุมลูกชายไม่ให้พวกเขาทอดทิ้งภรรยาได้ นึกไม่ถึงว่าลูกสะใภ้พวกนี้จะเหิมเกริม และบางครั้งข้าก็มองข้ามไป”